สศช. ชี้ ‘สังคมสูงวัย’ วิกฤตผลิตภาพต่อหัว ดัน 3 กลยุทธ์ ‘Longevity Economy’ กู้ชีพ
ดร.ศุภวุฒิ เตือนโครงสร้างประชากรไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤตความสามารถในการผลิต 15 ปีข้างหน้าคนวัยทำงาน 1.8 คนต้องแบกรับผู้สูงอายุ 1 คน จี้เร่งยกระดับผลิตภาพต่อหัวของแรงงานให้โต 2.5-3% ต่อปี ชูยุทธศาสตร์ "Longevity Economy" พลิกวิกฤตสุขภาพเป็นโอกาสทางธุรกิจและการท่องเที่ยว
27 ต.ค. 2568 - ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในเวทีเสวนา Panel 2 : Longevity Economy (เศรษฐกิจเพื่อสังคมผู้สูงวัย) ในงานสัมมนา Thairath Forum 2025: The Next New Economy โดยระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีการจัดการด้านสุขภาพและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ดีเยี่ยมเมื่อเทียบกับประเทศที่มีรายได้ใกล้เคียงกัน
โดยมีการใช้จ่ายด้านสุขภาพคิดเป็น 3% ของ GDP และสามารถลดสัดส่วนที่ประชาชนต้องใช้จ่ายเงินเอง (Out-of-pocket payment) ในการรักษาสุขภาพลงเหลือเพียง 9% ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอย่างสูงในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ ประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร และการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อปีของระบบสุขภาพหลัก พบว่ามีความเหลื่อมล้ำและอัตราการเติบโตที่สูง :
- ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง): ประชากร 46-47 ล้านคน ค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 3,619 บาท
- ระบบประกันสังคม: ประชากร 14 ล้านคน ค่าใช้จ่ายต่อหัว 5,314 บาท
- ระบบสวัสดิการข้าราชการ: ประชากร 4.8 ล้านคน ค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงถึง 19,542 บาท
โดยรวมแล้ว ในช่วงปี 2565-2568 ค่าใช้จ่ายรวมทุกระบบมีการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงถึง 4.5-5.3% ต่อปี ในขณะที่ GDP ของประเทศเติบโตไม่ถึง 2% ซึ่งหมายความว่าภาระทางการคลังด้านสุขภาพกำลังขยายตัวเร็วกว่าฐานเศรษฐกิจของประเทศอย่างชัดเจน
แต่ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือ โครงสร้างประชากร ที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สัดส่วนและจำนวน ประชากรวัยทำงาน ที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจกำลังลดลง ขณะที่ ผู้สูงอายุ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อัตราส่วนการพึ่งพา (Dependency Ratio) กำลังส่งสัญญาณอันตราย ปัจจุบันคนวัยทำงาน 3.8 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน แต่ในอีกประมาณ 15 ปีข้างหน้าอัตราส่วนจะลดลงเหลือเพียง 1.8 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน
ดร.ศุภวุฒิ ชี้ชัดว่า เพื่อไม่ให้รายได้ต่อหัวของประเทศลดลง ผลิตภาพต่อหัว (Productivity per Capita) ของคนวัยทำงานจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1.85% ต่อปี แต่หากต้องการให้มีศักยภาพเพียงพอที่จะแบกรับและดูแลภาระของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมั่นคง ผลิตภาพของคนไทยในวัยทำงานจะต้องถูกผลักดันให้สูงขึ้นถึง 2.5% ถึง 3% ทุกปี ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากยิ่ง
“ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่ประชาชนอยู่ในช่วงที่เข้าภาวะสูงอายุแล้วสามารถรักษาสมรรถภาพให้โตได้ 2-3% นี่คือสิ่งที่ท้าทายประเทศไทยมากที่สุด”
3 ยุทธศาสตร์หลักสู่ Longevity Economy
เพื่อรับมือกับวิกฤตเชิงโครงสร้างและยกระดับศักยภาพการผลิตของประเทศ สศช. ได้วางแนวทางที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน 3 ส่วนหลัก:
1. การสร้างและยกระดับทรัพยากรมนุษย์ (Quality Human Capital) :
ในยุคที่จำนวนเด็กเกิดใหม่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทรัพยากรมนุษย์แต่ละคนจะมีมูลค่าสูงมาก รัฐบาลจึงต้องมุ่งเน้นการสร้างคนให้มีคุณภาพสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยใช้ประโยชน์จาก เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการเสริมสร้างทักษะและศักยภาพของแรงงานรุ่นใหม่ให้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพื่อชดเชยกับจำนวนที่ลดลง
2. การแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพและลดความเสี่ยงโรค NCDs :
แม้ไทยจะประสบความสำเร็จในการลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในช่วงทศวรรษแรกของศตวรรษนี้ แต่หลังจากนั้นเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว และมีความเสี่ยงสูงที่จะพลาดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Target) ในการลดอัตราการตายจาก โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ให้เหลือเพียง 1 ใน 3 ภายในปี 2030
ข้อมูลที่น่าตกใจคือ อัตราการเรียกรถฉุกเฉิน (Emergency Call) ในปัจจุบัน มีสาเหตุหลักมาจาก "โรคเบาหวาน" สูงสุด ตามมาด้วยความดันโลหิตสูงและปัญหาระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงพบว่าเป็นโรคที่ควบคุมยากในประเทศไทยโดย
- ผู้ป่วยเบาหวาน 100 คน สามารถควบคุมอาการให้อยู่ในเกณฑ์ได้เพียง 11 คน
- ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง 100 คน สามารถควบคุมอาการให้อยู่ในเกณฑ์ได้เพียง 16 คน
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาทั้งในระดับบุคคลและระดับประเทศคือการให้ความสำคัญกับ Wellness (การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน) ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย โดยปัจจุบันดัชนีด้านสุขภาพของไทยอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ในระดับโลก เช่น Wellness (ภาพรวม): อันดับที่ 15 ของโลก ,การแพทย์ทางเลือก อันดับที่ 18,สปา อันดับที่ 18และอาหารสุขภาพ (Healthy Eating) อันดับที่ 22
3. การผลักดัน Longevity Economy ด้วย Wellness และอาหาร :
ดร.ศุภวุฒิเน้นย้ำว่า แทนที่จะพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อส่งออก ซึ่งไทยไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับประเทศใหญ่อย่างจีนได้อีกต่อไป ประเทศไทยต้อง "กลับมาทำอาหารให้ดี" และสร้างจุดยืนใหม่ของประเทศ
กลยุทธ์สำคัญคือการใช้ Longevity Economy เป็นกลไกในการ กระจายเม็ดเงินลงสู่ระดับชุมชนและท้องถิ่น โดยเน้นเชื่อมโยงมิติสุขภาพเข้ากับการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์เช่น
- การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ: สร้างภาพลักษณ์ที่ถูกต้องว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มาเที่ยวแล้วได้ "อาหารที่กินแล้วสุขภาพดี" มีสถานที่และกิจกรรมส่งเสริมการ ออกกำลังกาย รวมถึงมี Wellness Center ต่างๆ ที่เน้น Preventive Healthcare (การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน)
- การใช้พื้นที่ว่าง: นำโมเดลจากประเทศญี่ปุ่นมาปรับใช้ โดยเปลี่ยนพื้นที่ว่างในโรงเรียนที่มีจำนวนเด็กลดลง ให้เป็น พื้นที่ดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ หรือเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพใน เมืองรอง ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการพักผ่อนและออกกำลังกาย
พลิกสัดส่วน GDP: Wellness แทนที่อุตสาหกรรม
ศักยภาพของภาค การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ อาหารสุขภาพ นั้นมีขนาดใหญ่พอที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ แทนที่ภาคอุตสาหกรรมเดิมที่กำลังเสื่อมถอยลง โดยปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ของ GDP
การผลักดัน อาหารสุขภาพและ Wellness ให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงกว่าอุตสาหกรรมแบบเดิม และช่วยให้ประเทศไทยสามารถยกระดับความสามารถในการผลิตและแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
เปลี่ยนบทบาทภาครัฐจาก Regulator สู่ Facilitator
ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจาก Regulator (ผู้กำกับ) ไปสู่การเป็น Facilitator (ผู้อำนวยความสะดวก) ที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านนวัตกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เช่น:
- การวิจัยและพัฒนา: ภาครัฐควรเข้าช่วยเหลือในการทำวิจัยเพื่อเพิ่มศักยภาพของยา อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ
- การเผยแพร่ข้อมูล: สนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองและมีคุณภาพสามารถ โฆษณาหรือนำไปเผยแพร่ ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะช่วยต่อยอดให้ภาคเอกชนสามารถขยายธุรกิจ Longevity ได้อย่างเต็มที่
สุดท้าย ภาคประชาชน เองก็ต้องมีวินัยและตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยต้องเข้าใจว่า"อายุมากขึ้นไม่ได้แปลว่าสุขภาพจะไม่ดี" การลงทุนในสุขภาพของตนเองตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญในการลดภาระด้านสุขภาพของประเทศในระยะยาว และเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับ Longevity Economy ที่ยั่งยืน