โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สศช. ชี้ ‘สังคมสูงวัย’ วิกฤตผลิตภาพต่อหัว ดัน 3 กลยุทธ์ ‘Longevity Economy’ กู้ชีพ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ต.ค. 2568 เวลา 21.24 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2568 เวลา 14.24 น.

ดร.ศุภวุฒิ เตือนโครงสร้างประชากรไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤตความสามารถในการผลิต 15 ปีข้างหน้าคนวัยทำงาน 1.8 คนต้องแบกรับผู้สูงอายุ 1 คน จี้เร่งยกระดับผลิตภาพต่อหัวของแรงงานให้โต 2.5-3% ต่อปี ชูยุทธศาสตร์ "Longevity Economy" พลิกวิกฤตสุขภาพเป็นโอกาสทางธุรกิจและการท่องเที่ยว

27 ต.ค. 2568 - ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในเวทีเสวนา Panel 2 : Longevity Economy (เศรษฐกิจเพื่อสังคมผู้สูงวัย) ในงานสัมมนา Thairath Forum 2025: The Next New Economy โดยระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีการจัดการด้านสุขภาพและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ดีเยี่ยมเมื่อเทียบกับประเทศที่มีรายได้ใกล้เคียงกัน

โดยมีการใช้จ่ายด้านสุขภาพคิดเป็น 3% ของ GDP และสามารถลดสัดส่วนที่ประชาชนต้องใช้จ่ายเงินเอง (Out-of-pocket payment) ในการรักษาสุขภาพลงเหลือเพียง 9% ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอย่างสูงในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ ประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร และการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อปีของระบบสุขภาพหลัก พบว่ามีความเหลื่อมล้ำและอัตราการเติบโตที่สูง :

  • ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง): ประชากร 46-47 ล้านคน ค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 3,619 บาท
  • ระบบประกันสังคม: ประชากร 14 ล้านคน ค่าใช้จ่ายต่อหัว 5,314 บาท
  • ระบบสวัสดิการข้าราชการ: ประชากร 4.8 ล้านคน ค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงถึง 19,542 บาท

โดยรวมแล้ว ในช่วงปี 2565-2568 ค่าใช้จ่ายรวมทุกระบบมีการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงถึง 4.5-5.3% ต่อปี ในขณะที่ GDP ของประเทศเติบโตไม่ถึง 2% ซึ่งหมายความว่าภาระทางการคลังด้านสุขภาพกำลังขยายตัวเร็วกว่าฐานเศรษฐกิจของประเทศอย่างชัดเจน

แต่ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือ โครงสร้างประชากร ที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สัดส่วนและจำนวน ประชากรวัยทำงาน ที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจกำลังลดลง ขณะที่ ผู้สูงอายุ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อัตราส่วนการพึ่งพา (Dependency Ratio) กำลังส่งสัญญาณอันตราย ปัจจุบันคนวัยทำงาน 3.8 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน แต่ในอีกประมาณ 15 ปีข้างหน้าอัตราส่วนจะลดลงเหลือเพียง 1.8 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน

ดร.ศุภวุฒิ ชี้ชัดว่า เพื่อไม่ให้รายได้ต่อหัวของประเทศลดลง ผลิตภาพต่อหัว (Productivity per Capita) ของคนวัยทำงานจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1.85% ต่อปี แต่หากต้องการให้มีศักยภาพเพียงพอที่จะแบกรับและดูแลภาระของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมั่นคง ผลิตภาพของคนไทยในวัยทำงานจะต้องถูกผลักดันให้สูงขึ้นถึง 2.5% ถึง 3% ทุกปี ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากยิ่ง

“ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่ประชาชนอยู่ในช่วงที่เข้าภาวะสูงอายุแล้วสามารถรักษาสมรรถภาพให้โตได้ 2-3% นี่คือสิ่งที่ท้าทายประเทศไทยมากที่สุด”

3 ยุทธศาสตร์หลักสู่ Longevity Economy

เพื่อรับมือกับวิกฤตเชิงโครงสร้างและยกระดับศักยภาพการผลิตของประเทศ สศช. ได้วางแนวทางที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน 3 ส่วนหลัก:

1. การสร้างและยกระดับทรัพยากรมนุษย์ (Quality Human Capital) :

ในยุคที่จำนวนเด็กเกิดใหม่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทรัพยากรมนุษย์แต่ละคนจะมีมูลค่าสูงมาก รัฐบาลจึงต้องมุ่งเน้นการสร้างคนให้มีคุณภาพสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยใช้ประโยชน์จาก เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการเสริมสร้างทักษะและศักยภาพของแรงงานรุ่นใหม่ให้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพื่อชดเชยกับจำนวนที่ลดลง

2. การแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพและลดความเสี่ยงโรค NCDs :

แม้ไทยจะประสบความสำเร็จในการลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในช่วงทศวรรษแรกของศตวรรษนี้ แต่หลังจากนั้นเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว และมีความเสี่ยงสูงที่จะพลาดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Target) ในการลดอัตราการตายจาก โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ให้เหลือเพียง 1 ใน 3 ภายในปี 2030

ข้อมูลที่น่าตกใจคือ อัตราการเรียกรถฉุกเฉิน (Emergency Call) ในปัจจุบัน มีสาเหตุหลักมาจาก "โรคเบาหวาน" สูงสุด ตามมาด้วยความดันโลหิตสูงและปัญหาระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงพบว่าเป็นโรคที่ควบคุมยากในประเทศไทยโดย

  • ผู้ป่วยเบาหวาน 100 คน สามารถควบคุมอาการให้อยู่ในเกณฑ์ได้เพียง 11 คน
  • ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง 100 คน สามารถควบคุมอาการให้อยู่ในเกณฑ์ได้เพียง 16 คน

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาทั้งในระดับบุคคลและระดับประเทศคือการให้ความสำคัญกับ Wellness (การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน) ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย โดยปัจจุบันดัชนีด้านสุขภาพของไทยอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ในระดับโลก เช่น Wellness (ภาพรวม): อันดับที่ 15 ของโลก ,การแพทย์ทางเลือก อันดับที่ 18,สปา อันดับที่ 18และอาหารสุขภาพ (Healthy Eating) อันดับที่ 22

3. การผลักดัน Longevity Economy ด้วย Wellness และอาหาร :

ดร.ศุภวุฒิเน้นย้ำว่า แทนที่จะพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อส่งออก ซึ่งไทยไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับประเทศใหญ่อย่างจีนได้อีกต่อไป ประเทศไทยต้อง "กลับมาทำอาหารให้ดี" และสร้างจุดยืนใหม่ของประเทศ

กลยุทธ์สำคัญคือการใช้ Longevity Economy เป็นกลไกในการ กระจายเม็ดเงินลงสู่ระดับชุมชนและท้องถิ่น โดยเน้นเชื่อมโยงมิติสุขภาพเข้ากับการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์เช่น

  • การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ: สร้างภาพลักษณ์ที่ถูกต้องว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มาเที่ยวแล้วได้ "อาหารที่กินแล้วสุขภาพดี" มีสถานที่และกิจกรรมส่งเสริมการ ออกกำลังกาย รวมถึงมี Wellness Center ต่างๆ ที่เน้น Preventive Healthcare (การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน)
  • การใช้พื้นที่ว่าง: นำโมเดลจากประเทศญี่ปุ่นมาปรับใช้ โดยเปลี่ยนพื้นที่ว่างในโรงเรียนที่มีจำนวนเด็กลดลง ให้เป็น พื้นที่ดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ หรือเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพใน เมืองรอง ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการพักผ่อนและออกกำลังกาย

พลิกสัดส่วน GDP: Wellness แทนที่อุตสาหกรรม

ศักยภาพของภาค การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ อาหารสุขภาพ นั้นมีขนาดใหญ่พอที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ แทนที่ภาคอุตสาหกรรมเดิมที่กำลังเสื่อมถอยลง โดยปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ของ GDP

การผลักดัน อาหารสุขภาพและ Wellness ให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงกว่าอุตสาหกรรมแบบเดิม และช่วยให้ประเทศไทยสามารถยกระดับความสามารถในการผลิตและแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

เปลี่ยนบทบาทภาครัฐจาก Regulator สู่ Facilitator

ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจาก Regulator (ผู้กำกับ) ไปสู่การเป็น Facilitator (ผู้อำนวยความสะดวก) ที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านนวัตกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เช่น:

  • การวิจัยและพัฒนา: ภาครัฐควรเข้าช่วยเหลือในการทำวิจัยเพื่อเพิ่มศักยภาพของยา อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ
  • การเผยแพร่ข้อมูล: สนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองและมีคุณภาพสามารถ โฆษณาหรือนำไปเผยแพร่ ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะช่วยต่อยอดให้ภาคเอกชนสามารถขยายธุรกิจ Longevity ได้อย่างเต็มที่

สุดท้าย ภาคประชาชน เองก็ต้องมีวินัยและตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยต้องเข้าใจว่า"อายุมากขึ้นไม่ได้แปลว่าสุขภาพจะไม่ดี" การลงทุนในสุขภาพของตนเองตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญในการลดภาระด้านสุขภาพของประเทศในระยะยาว และเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับ Longevity Economy ที่ยั่งยืน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...