เปิด 10 ประเทศถือครองแร่ Rare Earth มากที่สุดในโลก มีที่ไหนบ้าง?
ช่วงนี้คำว่า “แร่หายาก” หรือ Rare Earth อีเลเมนต์ กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง
หลังสหรัฐอเมริกา ลงนามข้อตกลงด้านการค้าและการจัดหาแร่หายาก กับ 4 ประเทศในอาเซียน รวมถึงประเทศไทยด้วย
ท่ามกลางความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ และการควบคุมการส่งออกจากจีน ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก
หลายคนอาจสงสัยว่า… “แร่หายาก” คืออะไร?
จริง ๆ แล้ว มันไม่ใช่แร่ที่หาไม่ได้ แต่หมายถึงกลุ่มธาตุโลหะพิเศษ 17 ชนิด ประกอบด้วยธาตุแลนทาไนด์ 15 ชนิด รวมกับสแกนเดียมและอิตเทรียม ธาตุเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษ ใช้ผลิตของใกล้ตัวเรามากมาย ทั้งสมาร์ทโฟน รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปจนถึงอาวุธยุทโธปกรณ์
พูดง่าย ๆ คือ… ถ้าไม่มีแร่หายาก โลกเราจะไม่มีเทคโนโลยีทันสมัยอย่างที่เห็นทุกวันนี้ มันถูกใช้ในทุกอย่าง ตั้งแต่โลหะผสม ตัวเร่งปฏิกิริยาในอุตสาหกรรมรถยนต์และปิโตรเคมี เซรามิก แก้ว สารเรืองแสงในหลอดไฟและหน้าจอ ไปจนถึงแบตเตอรี่โซลิดสเตต และแม่เหล็กถาวรแรงสูงที่ใช้ในกังหันลม รถไฮบริด หรือฮาร์ดดิสก์
แม้ชื่อจะบอกว่า “หายาก” แต่จริง ๆ แล้วพบได้ในหินเกือบทุกชนิดบนโลก
รวมถึงในประเทศไทยด้วย โดยพบมากทางฝั่งตะวันตกของประเทศ
ตั้งแต่เชียงราย แม่ฮ่องสอน ไปจนถึงสุราษฎร์ธานี
จากข้อมูลปี 2566 พบว่า ร้อยละ 19 ของพื้นที่ประเทศไทย มีทรัพยากรแร่มากกว่า 40 ชนิด โดยแร่ที่พบมากที่สุดคือ “เกลือหิน” ซึ่งมีอยู่เกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน
แล้วประเทศไหนถือครองแร่หายากมากที่สุดในโลก?
ข้อมูลจาก CNBC TV เปิด 10 อันดับดังนี้
อันดับ 1จีน : 44ล้านตัน
จีนครองส่วนแบ่งตลาดแร่หายากของโลก ด้วยปริมาณสำรองมหาศาลกว่า 44 ล้านตัน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมดทั่วโลก มากกว่าประเทศอันดับ 2 ถึงสองเท่า
แต่ช่วงหลังจีนต้องนำเข้าแร่หายากจากเมียนมา ซึ่งการทำเหมืองที่ขาดการควบคุม ก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก
อันดับ 2บราซิล : 21ล้านตัน
บราซิลมีปริมาณสำรองมากถึง 21 ล้านตัน แม้ยังผลิตได้จำกัด แต่ได้เริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์จากแหล่ง เพล่าเอม่า ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 5,000 เมตริกตันต่อปีภายในปี 2026
อันดับ 3อินเดีย : 6.9ล้านตัน
อินเดียถือเป็นผู้เล่นสำคัญ มีแร่หายากจากแหล่งทรายชายหาดถึง 35% ของโลก
ผลิตได้ราว 2,900 เมตริกตันในปี 2024 และรัฐบาลกำลังลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง
อันดับ 4ออสเตรเลีย : 5.7ล้านตัน
เริ่มทำเหมืองตั้งแต่ปี 2007 ปัจจุบันผลิตได้ประมาณ 13,000 เมตริกตันต่อปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคต
อันดับ 5รัสเซีย : 3.8ล้านตัน
แม้ปริมาณลดลงจากการประเมินก่อนหน้า แต่รัสเซียยังคงพัฒนาเหมืองใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสถานะในตลาดโลก
อันดับ 6เวียดนาม : 3.5ล้านตัน มีแหล่งแร่สำคัญกระจายอยู่ใกล้ชายแดนจีนทางตอนเหนือ และตามแนวชายฝั่งด้านตะวันออก ซึ่งถูกมองว่ามีศักยภาพสูงในการพัฒนา
อันดับ 7สหรัฐอเมริกา : 1.9ล้านตัน
แม้จะเป็นมหาอำนาจเทคโนโลยี แต่สหรัฐฯ กลับมีเหมืองแร่เพียงแห่งเดียว คือ “เมาเท่นพาส” ในรัฐแคลิฟอร์เนีย
อันดับ 8กรีนแลนด์ : 1.5ล้านตัน
ยังไม่มีการผลิตเชิงพาณิชย์ แต่มีโครงการที่ถูกจับตามอง เช่น แทน-บรีซ และ ควา-เนฟ-เยลด์ ที่อาจกลายเป็นแหล่งใหม่ในอนาคต
อันดับ 9แทนซาเนีย : 0.9ล้านตัน
เป็นอีกประเทศที่มีศักยภาพสูง มีแหล่งแร่รอการสำรวจเพิ่มเติม ซึ่งอาจช่วยยกระดับเศรษฐกิจในภูมิภาคได้
อันดับ 10แอฟริกาใต้ : 0.9ล้านตัน อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ “ฟาลาบอรวา” เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากร และลดการพึ่งพาการนำเข้าจากจีน
“แร่หายาก” จึงไม่ใช่เพียงทรัพยากรในเหมืองเท่านั้น แต่คือหัวใจของเทคโนโลยีอนาคต ที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของโลก และประเทศไทย…ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เริ่มถูกจับตามองบนแผนที่แร่หายากเช่นกัน