โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

แสบร้อนกลางอก เป็นกรดไหลย้อน โรคลำไส้แปรปรวน หรือโรคอื่น | โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

Bumrungrad International

อัพเดต 25 ก.ย 2568 เวลา 07.17 น. • เผยแพร่ 22 ก.ย 2568 เวลา 07.18 น.

แยกแยะอาการในระบบทางเดินอาหาร: แสบร้อนกลางอก กรดไหลย้อน โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) หรือโรคอื่น

มาเรียนรู้กันถึงวิธีที่จะรู้จักและสามารถแยกแยะอาการในทางเดินอาหารที่พบบ่อย เช่น อาการแสบร้อนกลางอก กรดไหลย้อน ท้องอืด ท้องผูก และท้องเสีย ทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างโรคกรดไหลย้อน โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) และความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารอื่นๆ และมาค้นพบกันว่าเมื่อไหร่ควรขอพบแพทย์เฉพาะทางให้ช่วยเหลือดูแล

ทำไมเราถึงจำเป็นต้องใส่ใจอาการในทางเดินอาหาร

ทุกคนมีอาการอาหารไม่ย่อยเป็นครั้งคราวได้ แต่อาการในทางเดินอาหารเรื้อรังหรือผิดปกติไปอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ความผิดปกติต้นตอซึ่งจำเป็นต้องใส่ใจดูแล หลายโรคมีอาการที่ทับซ้อนคล้ายคลึงกัน เช่น อาการแสบร้อนกลางอก ไอเรื้อรัง ท้องอืด ท้องผูก หรือท้องเสีย ทำให้ยากที่จะแยกแยะว่าอาการไหนร้ายแรงและอาการไหนไม่ร้ายแรง บทความนี้จะเป็นแนวทางให้เรารู้จักและสามารถแยกแยะอาการที่เหมือนๆ กัน และเข้าใจถึงภาวะที่อาการเหล่านั้นอาจบ่งชี้ และเรียนรู้ว่าเมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง

แสบร้อนกลางอก vs. โรคกรดไหลย้อน: เมื่อการไหลย้อนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภาวะกรดเกิน

อาการแสบร้อนกลางอกคืออาการแสบร้อนบริเวณทรวงอกหรือลำคอที่เกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร มักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่หรือการลงไปอยู่ในท่านอนเร็วเกินไปหลังอาหาร อาการแสบร้อนกลางอกเป็นครั้งคราวเป็นเรื่องปกติ แต่โรคกรดไหลย้อน (GERD) เป็นภาวะเรื้อรัง GERD ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกเท่านั้น แต่ยังมีอาการที่คล้ายกับโรคหู จมูก และลำคอ (แสบคอ จุกแน่นที่คอเรื้อรัง) โรคปอด (ไอเรื้อรัง) และโรคหัวใจ (เจ็บหน้าอกโดยไม่มีปัญหาเรื่องหัวใจ)

สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณอาจเป็นโรคกรดไหลย้อน (GERD) มากกว่าจะมีอาการแสบร้อนกลางอกธรรมดา:

  • อาการแสบร้อนกลางอกบ่อย (มากกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์)
  • มีอาหารหรือของเหลวรสเปรี้ยวไหลย้อนขึ้นมาในปาก
  • กลืนลำบากหรือรู้สึกเหมือนมีก้อนในลำคอ
  • ไอเรื้อรังหรือเสียงแหบที่ไม่เกี่ยวข้องกับหวัด
  • อาการเจ็บหน้าอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องหัวใจ

เนื่องจากอาการของ GERD อาจคล้ายคลึงกับอาการของโรคอื่นๆ แพทย์เฉพาะทางจึงอาจแนะนำให้ทำการตรวจ เช่น การตรวจวัดการทำงานของหลอดอาหารความละเอียดสูง หรือการตรวจติดตามวัดความเป็นกรดในหลอดอาหารเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

IBS และภาวะอื่นๆ: เมื่อลำไส้ทำงานผิดปกติ

กลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) เป็นความผิดปกติทางการทำงานของลำไส้โดยที่ลักษณะเด่นคือปวดท้อง ไม่สบายท้อง หรือท้องอืด ซึ่งสัมพันธ์กับการถ่ายอุจจาระหรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับถ่ายโดยไม่มีโรคทางกาย อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ท้องผูก ท้องเสีย ท้องผูกสลับท้องเสีย มีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก รู้สึกอยากถ่ายอุจจาระ และรู้สึกถ่ายไม่หมด IBS อาจเกิดจากความเครียด อาหารบางชนิด การติดเชื้อ หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อย่างไรก็ตาม ความผิดปกติอื่นๆ ในการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารอาจมีอาการคล้ายคลึงกัน:

  • ภาวะกระเพาะอาหารบีบตัวช้า (Gastrapasis) – ภาวะที่กระเพาะอาหารบีบตัวให้อาหารเคลื่อนออกจากกระเพาะไปลำไส้เล็กช้าเกินไป ทำให้รู้สึกแน่นท้องหลังรับประทานอาหาร ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และอิ่มเร็ว
  • กลุ่มอาการดัมพ์ปิ้ง (Dumping syndrome) – ภาวะที่อาหารเคลื่อนตัวจากกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็กเร็วเกินไป ทำให้เกิดอาการท้องเสียและเวียนศีรษะ
  • อาการท้องผูกเรื้อรังหรือภาวะกลั้นอุจจาระไม่อยู่ – ซึ่งอาจเกิดจากภาวะกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานผิดปกติ (pelvic floor dyssynergia) หรือการที่ลำไส้ใหญ่เคลื่อนไหวช้า
  • ภาวะจุลินทรีย์ในลำไส้เล็กเจริญเติบโตผิดปกติ (SIBO) – แบคทีเรียที่มากเกินไปในลำไส้เล็กอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และท้องเสีย
  • โรคซีลิแอค (Celiac disease) เป็นโรคทางเดินอาหารซึ่งการรับประทานกลูเตน (ในข้าวสาลี) ทำให้เกิดความเสียหายในลำไส้เล็ก ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย หรือท้องผูกเนื่องจากอาการที่ซ้ำซ้อนกัน การวินิจฉัยที่แม่นยำจึงมักต้องใช้การตรวจเฉพาะทางนอกเหนือจากการส่องกล้อง เช่น การตรวจการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร การตรวจลมหายใจ การตรวจภาพรังสีวินิจฉัย หรือการตรวจเลือดเฉพาะโรค (เช่น การตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคซีลิแอค)

เมื่อไหร่จึงควรกังวล และสิ่งที่ทำได้

เมื่อมีอาการในทางเดินอาหารเรื้อรัง ขออย่าได้ละเลย ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการหากมีอาการดังต่อไปนี้:

  • อาการแสบร้อนกลางอก แสบคอ หรือแน่นหน้าอกมากกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์
  • กลืนลำบากน้ำหนักลดหรืออาเจียนโดยไม่มีสาเหตุ
  • ไอเรื้อรัง เสียงแหบ หรือมีอาการคล้ายโรคหอบหืดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อหรือโรคในทางเดินหายใจ
  • ปวดท้อง ท้องอืด หรือพฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
  • ท้องผูกหรือท้องเสียนานกว่าสองถึงสามสัปดาห์

การตรวจพบความผิดปกติแต่เนิ่นๆ และการวินิจฉัยที่แม่นยำเป็นเรื่องสำคัญ ทีมแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหาร ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ นักกำหนดอาหาร และนักบำบัด สามารถวินิจฉัยได้ว่าอาการของคุณเกิดจากโรคกรดไหลย้อน (GERD) โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) โรคการเคลื่อนไหวในระบบทางเดินอาหารผิดปกติ หรือภาวะของโรคอื่นๆ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. อาการแสบร้อนกลางอกเรื้อรังเป็นสัญญาณของโรคกรดไหลย้อนเสมอไปหรือไม่
ไม่จำเป็นเสมอไป อาการแสบร้อนกลางอกเป็นครั้งคราวเป็นเรื่องปกติ จะมีการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกรดไหลย้อนเมื่ออาการกรดไหลย้อนเกิดขึ้นบ่อยครั้งและทำให้เกิดอาการที่น่ารำคาญ เช่น อาการแสบร้อนกลางอก น้ำย่อยที่เป็นกรดไหลย้อนขึ้นมาในปาก ไอเรื้อรัง เจ็บคอ หรือเจ็บหน้าอก อาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพื่อยืนยันว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน
2. จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) กับโรคลำไส้อื่นๆ ได้อย่างไร
โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) เกี่ยวข้องกับอาการปวดท้องหรือรู้สึกไม่สบายท้องที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการขับถ่ายที่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างร่างกาย ภาวะอื่นๆ เช่น โรคลำไส้อักเสบ โรคซีลิแอค หรือความผิดปกติของการเคลื่อนไหวในทางเดินอาหาร อาจมีลักษณะคล้ายโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) และอาจจำเป็นต้องใช้การตรวจด้วยการส่องกล้อง การตรวจความเคลื่อนไหวในทางเดินอาหาร หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อวินิจฉัย
3. โรคกรดไหลย้อน (GERD) ทำให้เกิดปัญหาการหายใจได้ไหม
ได้ การไหลย้อนของทั้งกรดและสิ่งที่ไม่ใช่กรดสามารถทำให้คอและปอดระคายเคือง นำไปสู่อาการไอเรื้อรัง เสียงแหบ หรือทำให้อาการหอบหืดกำเริบ การวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมสามารถลดปัญหาเหล่านี้ได้
4. ถ้ามีอาการท้องผูกเรื้อรัง ต้องได้รับการตรวจทางการแพทย์ไหม
อาการท้องผูกเรื้อรังอาจเป็นผลมาจากอาหาร การขาดน้ำ หรือการไม่ออกกำลังกาย แต่ก็อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารได้เช่นกัน เช่น ภาวะลำไส้ใหญ่บีบตัวช้า หรือภาวะกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานผิดปกติ หากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตไม่ได้ผล ควรไปพบแพทย์ การตรวจต่างๆ เช่น การตรวจการเคลื่อนไหวลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย หรือการตรวจการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ สามารถช่วยให้ระบุสาเหตุได้
5. เมื่อไหร่ถึงควรไปพบแพทย์เฉพาะทาง
หากคุณมีอาการแสบร้อนกลางอกเรื้อรัง กลืนลำบาก ปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ การขับถ่ายเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง หรือมีอาการที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ควรไปพบแพทย์เฉพาะทาง การประเมินที่ครอบคลุมจะช่วยให้คุณได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาที่ตรงจุด
การเข้าใจว่าอาการที่แตกต่างกันไปในระบบย่อยอาหารหมายความว่าอย่างไร และการแสวงหาการดูแลรักษาทันท่วงที จะช่วยให้คุณควบคุมสุขภาพลำไส้ได้ ทั้งยังป้องกันไม่ให้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ได้
ขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายขอคำปรึกษาได้ที่ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
เรียบเรียงโดยศ.นพ. สุเทพ กลชาญวิทย์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...