โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ค่าเงินบาทแข็งค่า หลังส่งออกไทยดีเกินคาด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 31 ต.ค. 2568 เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 31 ต.ค. 2568 เวลา 10.13 น.
REUTERS/Athit Perawongmetha

ค่าเงินบาทแข็งค่า หลังส่งออกไทยดีเกินคาด การส่งออกในเดือนกันยายน มีมูลค่า 30,970 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 19% จากตลาดคาด 7.0-7.2% ขยายตัวสูงสุดในรอบ 42 เดือน

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 27-31 ตุลาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (27/10) ที่ระดับ 32.65/66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (24/10) ที่ระดับ 32.77/78 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองสหรัฐ ที่เผชิญการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางเป็นวงกว้างและระงับการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ โดยมีสาเหตุจากความขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณชั่วคราว ระหว่างพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรส

อีกทั้งกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) ปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือน ก.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.1% จากระดับ 2.9% ในเดือน ส.ค. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนีปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือน ก.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.4% จากระดับ 0.4% ในเดือน ส.ค.

ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือน ก.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.1% จากระดับ 3.1% ในเดือน ส.ค. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนีปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือน ก.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% จากระดับ 0.3% ในเดือน ส.ค.

ต่อมาผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นขั้นสุดท้ายของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 53.6 ในเดือน ต.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 55.0 จากระดับ 55.1 ในเดือน ก.ย. โดยได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งจากตัวเลขเศรษฐกิจทำให้ดอลลาร์สหรัฐถูกกดดันในช่วงต้นสัปดาห์ จนกระทั่งในคืนวันพุธ (29/10) คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติ 10 ต่อ 2 ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00%

สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด ขณะที่นายสตีเฟน มีแรน หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด โหวตสวนมติในที่ประชุม โดยลงมติให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ขณะที่นายเจฟฟรีย์ ชมิดท์ ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ มีมติให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.00-4.25% อีกทั้งเฟดยังได้ประกาศว่าจะยุติการลดขนาดงบดุล หรือนโยบายคุมเข้มเชิงปริมาณ ในวันที่ 1 ธ.ค.

อย่างไรก็ดี ดอลลาร์สหรัฐฟื้นตัวขึ้นหลังถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ระบุว่า ปัจจุบันกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีการขยายตัวปานกลาง ขณะที่การจ้างงานชะลอตัวลงในปีนี้ โดยอัตราว่างงานปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำจนถึงเดือน ส.ค. จากการปรับตัวลงของอุปสงค์ในตลาดแรงงาน

อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์เล็กน้อย มีสาเหตุมาจากการชะลอตัวของเงินเฟ้อในภาคบริการ ขณะที่เงินเฟ้อในหมวดสินค้าปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ รวมถึงกล่าวว่า ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินในเดือนธันวาคม ยังต้องพิจารณาสถานการณ์ ณ ขณะนั้น เนื่องจากปัจจุบันมาตรวัดทางเศรษฐกิจหลายรายการถูกเลื่อนการประกาศออกไป หลังการชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐเริ่มต้นขึ้น

ทั้งนี้ ในวันพฤหัสบดี (30/10) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสร็จสิ้นการเจรจากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่เมืองปูซานของเกาหลีใต้ มีการเปิดเผยว่า ได้บรรลุข้อตกลงลดภาษีสินค้านำเข้าจากจีนลงเหลือ 47% จากเดิม 57% เพื่อแลกกับการที่จีนจะกลับมาซื้อถั่วเหลืองของสหรัฐ รวมถึงเดินหน้าการส่งออกแร่หายาก และกวาดล้างการค้าเฟนทานิลที่ผิดกฎหมาย ส่งผลให้ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศคลี่คลายลง

เงินบาทปิดตลาด 32.35/36 บาท/ดอลลาร์

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างประเทศ เดือน ก.ย.2568 ว่า การส่งออก มีมูลค่า 30,970.7 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 19% จากตลาดคาด 7.0- 7.2% ซึ่งนับเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 42 เดือน และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 ด้านมูลค่าการนำเข้า อยู่ที่ 29,695.6 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.2% ส่งผลให้ในเดือน ก.ย. 2568 ไทยเกินดุลการค้า 1,275.2 ล้านดอลลาร์

โดยตัวเลขการส่งออกที่เพิ่มขึ้นได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐผ่อนคลายลง รวมถึงอัตราภาษีตอบโต้ของไทยสามารถแข่งขันได้กับประเทศคู่แข่ง ประกอบกับวัฏจักรการส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตต่อเนื่องในหลายตลาด

นอกจากนี้ มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 2.4% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.2% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงปลายปี รวมถึงการส่งออกที่สามารถขยายตัวได้ดีกว่าคาด โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้สูงถึง 10% ในปีนี้ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเติบโตดี แต่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้จะหดตัวอยู่ที่ 0.2% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลราว 15.5 พันล้านดอลลาร์

ส่วนในปี 2569 ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.0% ชะลอตัวลงจากปีนี้ เนื่องจากผลของการส่งออกที่อาจหดตัว 1.5% หลังการเร่งส่งออกในช่วงก่อนหน้านี้เพื่อลดความเสี่ยงจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดการณ์ว่าจะกลับมาขยายตัวที่ 0.5% นอกจากนี้ ค่าเงินบาทได้รับแรงหนุนจากแรงขายทองคำภายในประเทศหลังจากที่ไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงการที่นักลงทุนทยอยคลายความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

ทั้งนี้ ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.23-32.77 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (31/10) ที่ระดับ 32.35/36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ECB มีมติคงดอกเบี้ย

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (27/10) ที่ระดับ 1.1638/39 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (24/10) ที่ระดับ 1.1611/12 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมตามคาด ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์หลักอยู่ที่ระดับ 2.15% อัตราเงินกู้อยู่ที่ระดับ 2.40% และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 2.00% โดยทั้งหมดไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม

ขณะเดียวกัน อีซีบีย้ำว่า เงินเฟ้อใกล้เป้าหมาย 2% และคงมุมมองโดยรวมว่า เศรษฐกิจยังเติบโตจากแรงหนุนตลาดแรงงาน งบดุลเอกชน และผลของการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับข้อพิพาทการค้าและความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ โดยแนวทางการกำหนดนโยบายการเงิน จะพิจารณาจากข้อมูลล่าสุด ประกอบด้วย แนวโน้มเงินเฟ้อ และประสิทธิภาพของนโยบายการเงิน

ทั้งนี้ ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1548-1.1668 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (31/10) ที่ระดับ 1.1566/68 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (27/10) ที่ระดับ 152.83/84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (24/10) ที่ระดับ 152.96/97 เยน/ดอลลาร์สทรัฐ

โดยในช่วงต้นสัปดาห์ได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ตามเดิม ในการประชุมนโยบายการเงินที่เสร็จสิ้นลงเมื่อวันพฤหัสบดี (30/10) นับเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ท่ามกลางความท้าทายในหลายประเด็น

ทั้งจากภูมิทัศน์การเมืองในประเทศที่เปลี่ยนไปหลังการรับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และแรงกดดันจากต่างประเทศ ส่งผลให้ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าในช่วงกลางถึงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 151.53-154.44 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (31/10) ที่ระดับ 154.30/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ค่าเงินบาทแข็งค่า หลังส่งออกไทยดีเกินคาด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...