ค่าเงินบาทแข็งค่า หลังส่งออกไทยดีเกินคาด
ค่าเงินบาทแข็งค่า หลังส่งออกไทยดีเกินคาด การส่งออกในเดือนกันยายน มีมูลค่า 30,970 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 19% จากตลาดคาด 7.0-7.2% ขยายตัวสูงสุดในรอบ 42 เดือน
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 27-31 ตุลาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (27/10) ที่ระดับ 32.65/66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (24/10) ที่ระดับ 32.77/78 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองสหรัฐ ที่เผชิญการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางเป็นวงกว้างและระงับการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ โดยมีสาเหตุจากความขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณชั่วคราว ระหว่างพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรส
อีกทั้งกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) ปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือน ก.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.1% จากระดับ 2.9% ในเดือน ส.ค. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนีปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือน ก.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.4% จากระดับ 0.4% ในเดือน ส.ค.
ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือน ก.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.1% จากระดับ 3.1% ในเดือน ส.ค. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนีปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือน ก.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% จากระดับ 0.3% ในเดือน ส.ค.
ต่อมาผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นขั้นสุดท้ายของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 53.6 ในเดือน ต.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 55.0 จากระดับ 55.1 ในเดือน ก.ย. โดยได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งจากตัวเลขเศรษฐกิจทำให้ดอลลาร์สหรัฐถูกกดดันในช่วงต้นสัปดาห์ จนกระทั่งในคืนวันพุธ (29/10) คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติ 10 ต่อ 2 ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00%
สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด ขณะที่นายสตีเฟน มีแรน หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด โหวตสวนมติในที่ประชุม โดยลงมติให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ขณะที่นายเจฟฟรีย์ ชมิดท์ ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ มีมติให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.00-4.25% อีกทั้งเฟดยังได้ประกาศว่าจะยุติการลดขนาดงบดุล หรือนโยบายคุมเข้มเชิงปริมาณ ในวันที่ 1 ธ.ค.
อย่างไรก็ดี ดอลลาร์สหรัฐฟื้นตัวขึ้นหลังถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ระบุว่า ปัจจุบันกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีการขยายตัวปานกลาง ขณะที่การจ้างงานชะลอตัวลงในปีนี้ โดยอัตราว่างงานปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำจนถึงเดือน ส.ค. จากการปรับตัวลงของอุปสงค์ในตลาดแรงงาน
อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์เล็กน้อย มีสาเหตุมาจากการชะลอตัวของเงินเฟ้อในภาคบริการ ขณะที่เงินเฟ้อในหมวดสินค้าปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ รวมถึงกล่าวว่า ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินในเดือนธันวาคม ยังต้องพิจารณาสถานการณ์ ณ ขณะนั้น เนื่องจากปัจจุบันมาตรวัดทางเศรษฐกิจหลายรายการถูกเลื่อนการประกาศออกไป หลังการชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐเริ่มต้นขึ้น
ทั้งนี้ ในวันพฤหัสบดี (30/10) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสร็จสิ้นการเจรจากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่เมืองปูซานของเกาหลีใต้ มีการเปิดเผยว่า ได้บรรลุข้อตกลงลดภาษีสินค้านำเข้าจากจีนลงเหลือ 47% จากเดิม 57% เพื่อแลกกับการที่จีนจะกลับมาซื้อถั่วเหลืองของสหรัฐ รวมถึงเดินหน้าการส่งออกแร่หายาก และกวาดล้างการค้าเฟนทานิลที่ผิดกฎหมาย ส่งผลให้ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศคลี่คลายลง
เงินบาทปิดตลาด 32.35/36 บาท/ดอลลาร์
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างประเทศ เดือน ก.ย.2568 ว่า การส่งออก มีมูลค่า 30,970.7 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 19% จากตลาดคาด 7.0- 7.2% ซึ่งนับเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 42 เดือน และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 ด้านมูลค่าการนำเข้า อยู่ที่ 29,695.6 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.2% ส่งผลให้ในเดือน ก.ย. 2568 ไทยเกินดุลการค้า 1,275.2 ล้านดอลลาร์
โดยตัวเลขการส่งออกที่เพิ่มขึ้นได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐผ่อนคลายลง รวมถึงอัตราภาษีตอบโต้ของไทยสามารถแข่งขันได้กับประเทศคู่แข่ง ประกอบกับวัฏจักรการส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตต่อเนื่องในหลายตลาด
นอกจากนี้ มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 2.4% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.2% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงปลายปี รวมถึงการส่งออกที่สามารถขยายตัวได้ดีกว่าคาด โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้สูงถึง 10% ในปีนี้ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเติบโตดี แต่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้จะหดตัวอยู่ที่ 0.2% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลราว 15.5 พันล้านดอลลาร์
ส่วนในปี 2569 ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.0% ชะลอตัวลงจากปีนี้ เนื่องจากผลของการส่งออกที่อาจหดตัว 1.5% หลังการเร่งส่งออกในช่วงก่อนหน้านี้เพื่อลดความเสี่ยงจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดการณ์ว่าจะกลับมาขยายตัวที่ 0.5% นอกจากนี้ ค่าเงินบาทได้รับแรงหนุนจากแรงขายทองคำภายในประเทศหลังจากที่ไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงการที่นักลงทุนทยอยคลายความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน
ทั้งนี้ ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.23-32.77 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (31/10) ที่ระดับ 32.35/36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ECB มีมติคงดอกเบี้ย
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (27/10) ที่ระดับ 1.1638/39 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (24/10) ที่ระดับ 1.1611/12 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมตามคาด ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์หลักอยู่ที่ระดับ 2.15% อัตราเงินกู้อยู่ที่ระดับ 2.40% และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 2.00% โดยทั้งหมดไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม
ขณะเดียวกัน อีซีบีย้ำว่า เงินเฟ้อใกล้เป้าหมาย 2% และคงมุมมองโดยรวมว่า เศรษฐกิจยังเติบโตจากแรงหนุนตลาดแรงงาน งบดุลเอกชน และผลของการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับข้อพิพาทการค้าและความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ โดยแนวทางการกำหนดนโยบายการเงิน จะพิจารณาจากข้อมูลล่าสุด ประกอบด้วย แนวโน้มเงินเฟ้อ และประสิทธิภาพของนโยบายการเงิน
ทั้งนี้ ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1548-1.1668 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (31/10) ที่ระดับ 1.1566/68 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (27/10) ที่ระดับ 152.83/84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (24/10) ที่ระดับ 152.96/97 เยน/ดอลลาร์สทรัฐ
โดยในช่วงต้นสัปดาห์ได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ตามเดิม ในการประชุมนโยบายการเงินที่เสร็จสิ้นลงเมื่อวันพฤหัสบดี (30/10) นับเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ท่ามกลางความท้าทายในหลายประเด็น
ทั้งจากภูมิทัศน์การเมืองในประเทศที่เปลี่ยนไปหลังการรับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และแรงกดดันจากต่างประเทศ ส่งผลให้ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าในช่วงกลางถึงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 151.53-154.44 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (31/10) ที่ระดับ 154.30/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ค่าเงินบาทแข็งค่า หลังส่งออกไทยดีเกินคาด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net