โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำไมความกังวล “ฟองสบู่ AI” มูลค่าล้านล้านดอลลาร์ กำลังทวีความรุนแรงขึ้น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 ต.ค. 2568 เวลา 13.45 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2568 เวลา 06.45 น.

นักลงทุนทั่วโลกกำลังทุ่มเงินจำนวนมหาศาล เพื่อผลักดันเทคโนโลยี AI บรรลุศักยภาพอันยิ่งใหญ่ แต่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าการลงทุนเหล่านี้จะสร้างผลตอบแทนได้จริงเมื่อใด หรือจะจบลงด้วย “ฟองสบู่แตก” หรือไม่

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 เวลา 16.32 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตลอดช่วงที่กระแสปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Boom กำลังร้อนแรงทั่วโลก ก็มีคำเตือนตามมาว่าอาจกำลังเกิด “ฟองสบู่ AI” ที่คล้ายกับฟองสบู่ดอทคอม (dot-com bubble) ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งจบลงด้วยการล่มสลายครั้งใหญ่และการล้มละลายของบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมาก

การลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีที่ยังไม่พิสูจน์ผลกำไร

บริษัทเทคโนโลยีกำลังทุ่มเงินนับแสนล้านดอลลาร์ไปกับการซื้อชิปประมวลผลขั้นสูงและสร้างศูนย์ข้อมูล (data centers) เพื่อรองรับความต้องการใช้แชตบอต เช่น ChatGPT, Gemini, และ Claude แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจจากมนุษย์สู่เครื่องจักร

ยอดเงินลงทุนทั้งหมดอาจแตะหลักล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมาจากทั้งเงินทุนร่วมลงทุน (venture capital) เงินกู้ และวิธีการจัดหาเงินแบบใหม่ที่หลายฝ่ายในวอลล์สตรีตเริ่มตั้งคำถาม

แม้แต่ผู้สนับสนุนเทคโนโลยี AI รายใหญ่ก็ยอมรับว่าตลาดเริ่มร้อนแรงเกินไป แต่ก็ยังเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของเทคโนโลยีนี้ ซึ่งอาจเปลี่ยนอุตสาหกรรมทั่วโลก รักษาโรค และเร่งความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของมนุษย์

อย่างไรก็ตามไม่เคยมีเทคโนโลยีใดมาก่อนที่มีการทุ่มเงินมหาศาลและรวดเร็วขนาดนี้ ทั้งที่โมเดลธุรกิจของ AI ยังไม่พิสูจน์ได้ว่าทำกำไรอย่างยั่งยืนได้จริง ผู้บริหารหลายคนในซิลิคอนวัลเลย์ที่สงสัยในคำกล่าวเกินจริงเกี่ยวกับศักยภาพของ AI ก็ยังจำใจต้องลงทุนต่อ เพราะกลัวตกขบวนและถูกคู่แข่งแย่งตลาดในอนาคต

สัญญาณเตือนจากการใช้เงินลงทุนที่ไม่ปกติ

เมื่อต้นปี 2568 แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ประกาศแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์ หรือ “โครงการ Stargate” ที่ทำเนียบขาว ทำให้หลายฝ่ายถึงกับตกใจในตัวเลขที่สูงเกินคาด จากนั้นไม่นานบริษัทคู่แข่งอย่าง Meta ภายใต้การนำของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็ประกาศลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ส่วนอัลต์แมนเองก็เพิ่มระดับความทะเยอทะยาน โดยบอกว่า “OpenAI อาจใช้เงินลงทุนถึงระดับล้านล้านดอลลาร์”

เพื่อระดมทุนให้ทันความต้องการ OpenAI เริ่มหันไปใช้ช่องทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น ข้อตกลงกับ Nvidia Corp. ในเดือนกันยายน 2568 ที่จะลงทุนสูงสุด 100,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยสร้างศูนย์ข้อมูลของ OpenAI ซึ่งนักวิเคราะห์บางรายตั้งข้อสงสัยว่า Nvidia อาจกำลังอุ้มลูกค้าของตนเองเพื่อให้พวกเขายังซื้อชิปต่อไป

Nvidia ในฐานะผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ที่สุด ถูกตั้งคำถามเรื่องนี้มานาน เพราะบริษัทได้ลงทุนในสตาร์ตอัป AI และผู้ให้บริการคลาวด์หลายสิบราย ซึ่งส่วนหนึ่งนำเงินที่ได้กลับมาซื้อชิปของ Nvidia เอง ข้อตกลงกับ OpenAI ถือเป็นครั้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

นอกจากนี้ OpenAI ยังมีแนวโน้มจะใช้เงินกู้มากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาพันธมิตรอย่าง Microsoft หรือ Oracle โดยมีรายงานว่า OpenAI อาจเผาเงินสดถึง 115,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2572 บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อื่น ๆ ก็เริ่มพึ่งพาหนี้มากขึ้นเช่นกัน เช่น Meta กู้เงิน 26,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลในรัฐลุยเซียนา ขนาดเทียบได้กับเกาะแมนฮัตตัน ด้าน JPMorgan Chase และ Mitsubishi UFJ ร่วมปล่อยกู้กว่า 22,000 ล้านดอลลาร์ ให้ Vantage Data Centers เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมาในสหรัฐ

คำถามใหญ่ ผลตอบแทนอยู่ที่ไหน?

บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจต้องมีรายได้รวมกันกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2573 เพื่อให้เพียงพอกับต้นทุนด้านคอมพิวติ้งตามความต้องการในอนาคต แต่รายงานของ Bain & Co. คาดว่ารายได้จริงจะขาดไปถึง 800,000 ล้านดอลลาร์

เดวิด ไอน์ฮอร์น ผู้จัดการกองทุนชื่อดัง กล่าวว่า “ตัวเลขที่พูดถึงกันอยู่ตอนนี้มันสุดโต่งมาก จนแทบเข้าใจไม่ได้ … ผมมั่นใจว่ามันไม่ใช่ศูนย์ แต่ก็มีโอกาสสูงที่เราจะเห็นการทำลายทุนมหาศาลในรอบนี้”

กระแสการลงทุนยังเปิดช่องให้บริษัทเกิดใหม่จำนวนมากเข้ามาเกาะกระแสทองคำแห่งยุคดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น Nebius บริษัทคลาวด์ในอัมสเตอร์ดัมที่แยกตัวจาก Yandex รัสเซีย ลงนามข้อตกลงกับ Microsoft มูลค่า 19,400 ล้านดอลลาร์ และ Nscale บริษัทอังกฤษที่เคยทำธุรกิจเหมืองคริปโตมาก่อน กำลังร่วมมือกับ Nvidia, OpenAI และ Microsoft สร้างศูนย์ข้อมูลในยุโรป

นักวิเคราะห์เตือนว่า แม้ AI จะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง แต่ตามทฤษฎีการทำลายเชิงสร้างสรรค์ (Creative Destruction) ของชุมเปเตอร์ ย่อมมีความเจ็บปวด ก่อนที่ธุรกิจใหม่จะเกิดขึ้น

ข้อกังขาเรื่องเทคโนโลยีเอง

นอกจากความกังวลด้านการเงิน ยังมีข้อสงสัยว่า AI จะสร้างผลตอบแทนจริงได้หรือไม่ งานวิจัยของ MIT พบว่า 95% ขององค์กรที่ลงทุนใน AI ไม่ได้ผลตอบแทนใดเลย ขณะที่งานวิจัยของ Harvard และ Stanford ชี้ว่าพนักงานจำนวนมากใช้ AI สร้างสิ่งที่เรียกว่า workslop หรือเนื้อหาที่ดูเหมือนงานคุณภาพ แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เพิ่มคุณค่าหรือประสิทธิภาพ ซึ่งอาจทำให้บริษัทสูญเสียผลผลิตมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ต่อปี

ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทอย่าง OpenAI และ Anthropic ยังพยายามพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีนี้มีประโยชน์จริง โดยออกรายงานระบุว่าโมเดล AI สามารถทำงานระดับใกล้เคียงผู้เชี่ยวชาญในบางสาขา และช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนได้

อย่างไรก็ตามนักพัฒนา AI เองเริ่มประสบผลตอบแทนลดลงจากการเพิ่มขนาดโมเดลและการใช้คอมพิวติ้งที่มากขึ้น ขณะที่การเปิดตัวโมเดลล่าสุดของ OpenAI ในเดือนสิงหาคม (GPT-5) ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ไม่หวือหวา โดยอัลต์แมนยอมรับว่ายังขาดบางสิ่งที่สำคัญในการไปถึงระดับ AI ที่มีความฉลาดเท่ามนุษย์ (AGI)

อีกปัจจัยหนึ่งคือการแข่งขันจากจีนที่มีการเปิดตัวโมเดล AI ราคาถูกจำนวนมาก ซึ่งอาจกดราคาตลาดโลกและทำให้บริษัทสหรัฐ ยากที่จะคืนทุนจากการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI นอกจากนี้การสร้างศูนย์ข้อมูลจำนวนมากยังส่งผลให้การใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งอาจสะดุดจากข้อจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้าในหลายประเทศ

เสียงจากอุตสาหกรรม “อาจเป็นฟองสบู่จริง แต่ต้องลงทุนต่อ”

แซม อัลต์แมน ยอมรับว่าตลาดอาจอยู่ในภาวะฟองสบู่ โดยกล่าวว่า “ใช่ ผมคิดว่าตอนนี้นักลงทุนอาจตื่นเต้นเกินไปกับ AI แต่ผมก็ยังเชื่อว่า AI คือสิ่งสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในรอบหลายสิบปี”

ด้านมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็เห็นพ้อง โดยกล่าวว่า “ฟองสบู่ AI เป็นไปได้แน่ แต่ผมกลัวมากกว่าถ้าเราลงทุนไม่พอ เพราะถ้าเราพลาดโอกาสนี้ มันจะน่าเสียดายยิ่งกว่าเสียเงินไปสองสามแสนล้านดอลลาร์”

ฟองสบู่เกิดขึ้นได้อย่างไร

ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจเกิดเมื่อราคาสินทรัพย์พุ่งขึ้นเร็วเกินไปจนไม่สอดคล้องกับพื้นฐานจริง ก่อนจะเกิดการแตกหรือขายเทกระจาด นักเศรษฐศาสตร์ ไฮแมน มินสกี (Hyman Minsky) แบ่งฟองสบู่ออกเป็น 5 ช่วง

  • Displacement เทคโนโลยีใหม่หรือแนวคิดใหม่ดึงดูดความสนใจ
  • Boom การลงทุนหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว
  • Euphoria เกิดความมั่นใจเกินเหตุ
  • Profit-taking นักลงทุนบางส่วนเริ่มขายทำกำไร
  • Panic ความตื่นตระหนกและการขายขาดทุนเกิดขึ้น

ตัวอย่างเช่นในเดือนมกราคม 2568 เมื่อบริษัทจีน DeepSeek เปิดตัวโมเดล AI ราคาถูกแต่มีประสิทธิภาพสูง จนทำให้มูลค่าหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกลดลงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในวันเดียว โดยเฉพาะหุ้น Nvidia ที่ร่วงถึง 17%

แต่ไม่กี่เดือนต่อมาตลาดก็ฟื้นคืน นักลงทุนกลับมาทุ่มเงินอีกครั้ง และ Nvidia กลับขึ้นมาทำสถิติใหม่ มีมูลค่าตลาดกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

ฟองสบู่ AI เหมือนดอทคอมหรือไม่?

ในหลายด้าน ทั้งสองยุคมีความคล้ายกัน การประเมินมูลค่าสูงเกินจริง การแข่งขันลงทุนแบบไม่หยุดยั้ง และโมเดลธุรกิจที่ยังไม่พิสูจน์กำไร อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชี้ว่ามีความแตกต่างสำคัญ คือ บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในปัจจุบัน เช่น Microsoft, Alphabet, Meta, Apple และ Nvidia ล้วนเป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีกำไรสูง และมีเงินสดสำรองจำนวนมาก ต่างจากยุคดอทคอมที่เต็มไปด้วยสตาร์ตอัปขนาดเล็กที่ขาดทุน

ขณะเดียวกันการใช้งาน AI ก็เติบโตเร็วมาก ChatGPT มีผู้ใช้รายสัปดาห์กว่า 700 ล้านคน และคาดว่ารายได้ของ OpenAI จะเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในปี 2568 เป็น 1.27 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้บริษัทยังไม่มีกำไร แต่การประเมินมูลค่าล่าสุดอยู่ที่ 500,000 ล้านดอลลาร์ สูงที่สุดในโลกในบรรดาบริษัทที่ยังไม่เคยมีกำไรเลย

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...