Tron: Ares รีวิว เมื่อ A.I. อยากมีตัวตนบนโลกแห่งความจริง
LSA Thailand
อัพเดต 10 ต.ค. 2568 เวลา 10.32 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2568 เวลา 20.10 น. • Lifestyle Asia Thailandในยุคที่ทุกคนเริ่มทั้งเริ่มรู้จัก A.I. หรือเหล่าปัญญาประดิษฐ์ดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็หวาดกลัวว่าอนาคตพวกมันจะทำให้มนุษย์ต้องเผชิญอะไรกันแน่ ทำให้ภาพยนตร์ Tron: Ares ดูเหมือนจะจับประเด็นทันสถานการณ์นี้กับเรื่องราวเกี่ยวกับโปรแกรมอันซับซ้อนที่มีชื่อว่า Ares ที่รับบทโดย จาเร็ด เลโต (Jared Leto) ซึ่งถูกส่งมาจากโลกดิจิทัลมายังโลกแห่งความเป็นจริงเพื่อปฏิบัติภารกิจอันตราย ซึ่งถือเป็นการเผชิญหน้าครั้งแรกของมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตที่เป็น A.I. แล้วมันจะจบอย่างไร รีวิวจะบอกคุณได้พอคร่าว ๆ
Related articles
หนังเข้าใหม่ น่าดู ประจำเดือนตุลาคม 2025
One Battle After Another รีวิว ทุกอุดมการณ์ความเชื่อ มีราคาที่ต้องจ่าย
Spoiler Alert!!! Tron: Ares (อาจมีการเปิดเผยเนื้อหาบ้างแต่ไม่ถึงขั้นเปิดทุกอย่าง) Lifestyle Asia rating: 3/5
ประเภท: แอกชัน, ไซไฟ, ผจญภัย, ปัญญาประดิษฐ์
นักแสดงนำ:
- Jared Leto รับบท Ares
- Evan Peters รับบท Julian Dillinger
- Greta Lee รับบท Eve Kim
- Jeff Bridges รับบท Kevin Flynn
- Gillian Anderson รับบท Elisabeth Dillinger
- Jodie Turner-Smith รับบท Athena
- Arturo Castro รับบท Seth Flores
ผู้กำกับ: Joachim Rønning
เวลา: 1 ชั่วโมง 59 นาที
ดูได้ที่ไหน: ทุกโรงภาพยนตร์
ดูได้เมื่อไหร่: 9 ตุลาคม 2025
สิ่งที่เราชอบใน Tron: Ares
Tron: Ares คือภาคที่ 3 ของภาพยนตร์ชุดนี้ที่ต้องย้อนความไปในภาคแรกในปี 1982 นับเป็นหนังที่นำเสนอเอฟเฟต์และวิชวลล้ำ ๆ ในยุคนั้น (ให้นึกภาพแบบวีดีโอเกมภาพ 8 บิท) กับโปรแกรมเมอร์หนุ่มที่ถูกดึงเข้าสู่ซอฟต์แวร์ของตัวเองนาม เควิน ฟลินน์ ที่นำแสดงโดย เจฟฟ์ บริดเจส (Jeff Bridges) ที่ในยุคพี่แกก็หนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวไม่ธรรมดาเช่นกัน และภาคสองที่ในปี 2010 อย่าง Tron: Legacy ที่เป็นภาคต่อที่ทุกคนรอคอยเกือบ 30 ปี แต่กลับกลายเป็นว่ากลายเป็นภาคต่อที่น่าผิดหวังพอสมควร แม้ Daft Punk จะมาช่วยทำเพลงประกอบภาพยนตร์ก็ตาม ก็ไม่อาจรอดเงื้อมมือแห่งความผิดหวังไปได้
Tron: Ares ว่าด้วยไอเดียสองโลกแบบในภาคต้น แต่ครานี้พวกเขาไม่ได้กลับเข้าไปวิ่งเล่นในซอฟต์แวร์ที่ตัวเองต้องทำอีกแล้วอย่าง “The Grid” กลายเป็นเหล่า A.I. กลับกลายเข้ามาสู่โลกแห่งความเป็นจริงแทนในนาม แอรีส (Ares) ที่เป็น “มาสเตอร์คอนโทรล” ภายใต้การออกแบบโดยจูเลียน ดิลลิงเจอร์ ที่นำแสดงโดย อีวาน ปีเตอร์ส (Evan Peters) ซีอีโอผู้สร้างทหารปัญญาประดิษฐ์ ผู้ที่จะทำให้โลกรู้ว่า ของพวกนี่แหละช่วยโลกได้
ประเด็นสำคัญคือตัวเลข “29” เพราะมันคือตัวเลขที่ แอรีส อยู่ได้เพียง 29 นาที ก่อนที่จะสลายไปในโลกจริง ทำให้ดิลลิงเจอร์จึงจำเป็นต้องค้นหา “รหัสถาวร” ซึ่งเป็นสิ่งที่ อีฟ คิม CEO แห่ง Encom นำแสดงโดย เกรตา ลี (Greta Lee) ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาของเธอดีจากหนัง Past Lives นักออกแบบเกมคู่แข่งที่กำลังตามหารหัสถาวรอยู่เช่นกัน ซึ่ง อิฟ คิม ได้ค้นหา “รหัสถาวร” ที่ว่านี้เจอ ซึ่งฝังอยู่ในผลงานของเควิน ฟลินน์ โปรแกรมเมอร์จาก Tron ฉบับดั้งเดิม และพอ ดิลลิงเจอร์ รู้ก็ส่งแอรีสและเอเธนา ที่นำแสดงโดย โจดี เทิร์นเนอร์-สมิธ (Jodie Turner-Smith) ซึ่งเป็นตัวละครอีกคนที่มาจากโลกแห่งโปรแกรมไปยังโลกแห่งความเป็นจริง
“รหัสถาวร” คืออะไร รหัสที่จะทำให้โปรแกรมที่ถูกพิมพ์ 3 มิติออกมาในโลกจริง เช่น แอรีสที่สามารถอยู่รอดได้อย่างถาวร จากเดิมที่พวกเขาสามารถอยู่ได้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ (ประมาณ 29 นาที) ก่อนจะสลายตัวไปในโลกความเป็นจริง
และนี้คือเนื้อหาคร่าว ๆ ที่เราอยากให้ทำความเข้าใจ ซึ่งการที่ได้เห็นทหาร A.I. ในลุคแบบพ่อหนุ่มผมยาว หนวดเคราเฟิ้มในแบบ จาเร็ด เลโต ก็ดูเท่ไปอีกแบบจากบทบาทที่แค่เป็นลูกกระจ๊อกที่ทำตามคำสั่ง แต่ตัวละครนี้ก็มีพัฒนาจากการได้รับรู้คำสั่งต่าง ๆ จากการตามหา อีฟ คิม ดันกลายเป็นเขาอยากรับรู้ความจริงมากกว่านี้และอยากค้นหาอะไรบางอย่างจากตอนนี้ ได้นำพาคิมเข้าไปโลก “The Grid” ของ ดิลลิงเจอร์
ถ้าคุณคาดหวังฉากแอกชันจากตัวหนัง ก็ถือว่ามีพอสมควรและก็สร้างความตื่นเต้นในฉากไล่ล่าในเมืองยามค่ำคืนที่สวยงามด้วยมอเตอร์ไซค์ Light Cycle ที่ได้รับรับการถ่ายทำในเมือง แวนคูเวอร์ (Vancouver) ประเทศแคนาดา แม้ในหนังไม่ได้บอกว่าเกิดขึ้นที่ “Center City” แบบในภาคที่แล้ว ซึ่งสิ่งที่เราเห็นนั้นเบื้องหลังทีมงานต้องมีการปิดสะพานและถนนสายหลักในย่านใจกลางเมืองของแวนคูเวอร์เป็นการชั่วคราวในช่วงกลางคืนเพื่อถ่ายทำฉากแอกชันขนาดใหญ่แบบที่เราเห็น อีกทั้งตัวงานภาพของเรื่องนี้หายห่วง เพราะโดดเด่นด้วยการเอาภาพจริงและโลกดิจิทัลของ Tron ที่โดดเด่นมาผสมได้อย่างลงตัว
ตัวภาพยนตร์ดำเนินก็จะมีการกระเซ้าเย้าแหย่ของ แอรีส เกี่ยวกับเพลง “Just Can’t Get Enough” ของ Depeche Mode ในยุค 1980 ที่มีจังหวะสนุกสนาน และ”มีพลังอย่างมาก” ถึงขั้นว่าเขาชอบนักร้องแนวอิเล็กโทรชาวอังกฤษมากกว่าโมสาร์ทเสียอีก ซึ่งพอพูดถึงเพลงแล้ว Tron: Ares ก็ยังโดดเด่นในเรื่องเพลงประกอบหนังด้วยอิเล็กทรอนิกส์จากวง Nine Inch Nails ที่โดดเด่นติดหูจนเราอยากให้คุณได้เพลย์ลิสต์เพิ่มจากหนังเรื่องนี้
มากกว่านั้นตัวร้ายของเรื่องนี้อย่าง เอเธนา ที่มาในชุดสูทดำแดงในโลกแห่งความเป็นจริงที่มีความน่ากลัว เกรี้ยวกราด ตามล้างตามเช็ด อิฟ คิม ยันหยดสุดท้าย โดยให้คุณนึกภาพถึง T-1000 แบบใน Terminator 2 ที่ไล่ล่าแบบเรียกว่าเอาตาย (แค่เปรียบเทียบให้เห็นภาพ)
และสิ่งที่ขาดไม่ได้การโผล่มารับเชิญที่พอคาดได้อย่าง เควิน ฟลินน์ ที่นำแสดงโดย เจฟฟ์ บริดเจส (Jeff Bridges) ที่หลุดเข้าในโลกของโปรแกรมตัวเองใน Tron ภาคแรก ที่มีบทพูดเยอะและเนิบนาบพอสมควร จนรู้สึกไม่เหมือนตัวละครที่มาจากตัวละครต้นฉบับ แต่ก็นั้นแหละ ก็ทำให้ใครที่ได้ดูภาคดั้งเดิมได้มีรอยยิ้มมุมปาก
แม้ตัวหนังอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบซะทีเดียว แต่ก็เป็นการนำเนื้อหาเดิมมาพัฒนาพลิกอีกทางให้ดูทันสมัยเข้ากับยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้นในเนื้อหาเกี่ยวกับ A.I. ที่ทุกคนกำลังจะเจออยู่ว่าเราจะไปสิ่งเหล่านี้ยังไงกันต่อดี แม้บทสรุปไม่รู้อยู่ตรงไหน การได้มานั่งดูภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ชวนตั้งคำถามเหล่านี้เช่นกัน
อ๋อ! ลืมไปอีกอย่าง เราชอบความสัมพันธ์ตัวละครของ แอรีส และ อิฟ ที่ดูเป็นผู้ใหญ่และมีวุฒิภาวะที่เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน แม้ในตอนแรก แอรีส จะเป็นบทหุ่นยนต์ทหารที่สนใจแต่คำสั่งอย่างเดียวก็ นั้นทำให้ตัวละครดูมีพัฒนาการจากต้นไปจนจบ อาจจะทำให้คุณได้นึกถึงตัวละคร “พิน็อกคิโอ” หัวใจสำคัญของเรื่องคือการสำรวจความเป็นมนุษย์ (Humanity) ผ่านสายตาของแอรีสที่ได้สัมผัสจากโลกจริงในทุกห้วงเวลา 29 นาทีที่เขาปรากฎตัว
สิ่งที่เราไม่ค่อยชอบ
แม้ Tron: Ares คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องดูทั้งสองภาคก่อนหน้านั้นก็ได้ ก็จริงส่วนหนึ่ง แต่ถ้าเป็นไปได้เราอยากให้คุณดูภาค 1 มาก่อน ก็จะพอทำความเข้าใจและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยบางอย่าง ซึ่งอาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ถ้าคุณไม่ได้ดูก็ขาดอะไรไปเช่นกัน ส่วนภาค 2 ดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้ เพราะภาค 2 ส่วนหนึ่งทาง Disney คงเล็งเห็นกำไรจากภาคต่อในช่วงเวลานั้น ทำให้หนังลำดับที่สองกลับไม่ประสบความสำเร็จทั้งคำวิจารณ์และรายได้
แต่สิ่งที่ทำให้เราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้น้อยลง เพราะพวกเขาทำหนังออกมาช้าไปเสียหน่อย ซึ่งพล็อตจะสดใหม่กว่านี้หากไม่มีหนังแนว Sci-Fi ก่อนหน้านั้นอย่างเช่น M3GAN 2.0, The Creator และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ฉายเกลื่อนกลาดก่อนหน้า
และอีกอย่างหนังชุด Tron กว่าจะออกมาแต่ละภาคก็ทิ้งช่วงนานเสียเหลือเกิน จนบางครั้งทำให้คอหนังต้องกลับไปทำความเข้าใจทีก็แทบจะลืมเนื้อหาก่อนหน้านั้นไปเสียหมด เอาเป็นว่าก็เป็นจุดติและเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยชอบนั้นเอง
เรื่องย่อ Tron: Ares
Tron: Ares เล่าเรื่องราวของ แอรีส (Ares) โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ที่มีความซับซ้อนสูง ซึ่งถูกส่งออกมาจากโลกดิจิทัล (The Grid) สู่โลกแห่งความเป็นจริงในภารกิจลับที่อันตราย ภารกิจนี้เกี่ยวข้องกับการตามหา “รหัสถาวร” (Permanence Code) เพื่อให้เขาสามารถดำรงอยู่ได้อย่างถาวรในโลกมนุษย์ โดยไม่สลายไปหลังจากเวลาสั้น ๆ
เรื่องราวเน้นไปที่การเผชิญหน้ากันครั้งแรกระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิต A.I. ที่มีตัวตน และการที่แอรีสเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์และปรารถนาที่จะมีชีวิตเหมือนคนจริง ๆ เหมือนกับนิทานเรื่องพิน็อกคิโอ ท่ามกลางความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีระหว่างบริษัทคู่แข่งที่ต้องการใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อสร้างกองทัพ A.I. ในโลกของเรา
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia
Hero & Featured Photo Credit: Walt Disney Studios via Website
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.