โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"คงกระพัน"นำ ปตท.มุ่งสู่พลังงานสะอาด เร่งขับเคลื่อนเทคโนโลยีไฮโดรเจนในไทย

The Better

อัพเดต 30 ก.ย 2568 เวลา 07.51 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2568 เวลา 07.34 น. • THE BETTER

ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลกกำลังมองหาทางออกที่ยั่งยืนและพลังงานไฮโดรเจนได้รับความสนใจในฐานะตัวแปรสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ครั้งใหญ่ ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ไฮโดรเจนถูกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดคาร์บอนในอนาคตอันใกล้ ซึ่งประเทศไทยโดยกลุ่ม ปตท.ได้ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้วางยุทธศาสตร์ให้ ปตท.มุ่งสู่พลังงานสะอาดซึ่งเป็นเทรนด์ของโลกในปัจจุบัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ ซึ่งนอกจากจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นNG Hub ในภูมิภาคแล้วในฐานะที่ก๊าซ LNG เป็น Destination Fuel แล้ว ไฮโดรเจนก็เป็นอีกหนึ่งพลังงานสะอาดที่ ปตท.ให้ความสำคัญ

ไฮโดรเจนในฐานะพลังงานแห่งอนาคตมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยกลุ่มปตท.ได้มีการขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องผ่านการลงทุนและการร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ โดยในปี 2562 จัดตั้ง Hydrogen Thailand Club ร่วมกับภาครัฐและเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมและผลักดันเทคโนโลยีไฮโดรเจนในประเทศไทยปัจจุบันมีสมาชิก 54 บริษัท

ในปี 2565ได้มีการติดตั้งสถานีนำร่อง Hydrogen Station แห่งแรกสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง PTT, OR, TOYOTA และ BIG เพื่อศึกษาการใช้ไฮโดรเจนในภาคการขนส่ง ปี 2566:ปตท.สผ. ชนะการประมูลโครงการพัฒนาไฮโดรเจนสีเขียวในประเทศโอมาน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มในการพัฒนาพลังงานสะอาดในระดับโลก

ต่อมาในปี 2567 กลุ่ม ปตท. โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย และบีไอจี ได้ยกระดับ Hydrogen Thailand Club ให้เป็น สมาคมไฮโดรเจนแห่งประเทศไทย (Hydrogen Thailand Association) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีในประเทศจากนั้นในปี 2568: กลุ่ม ปตท. ลงนามบันทึกข้อตกลงการพัฒนาธุรกิจและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำของกลุ่ม ปตท.เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net-Zero

แนวทางการดำเนินงานในอนาคต (Way Forward) กลุ่ม ปตท.มีแผนการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการใช้ไฮโดรเจนอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในอนาคต โดยมุ่งเน้นใน 4 ด้านหลัก ดังนี้ 1.การสนับสนุนด้านกฎหมายและนโยบาย:ให้ข้อมูลแก่ภาครัฐเพื่อพิจารณาการกำหนดให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นส่วนหนึ่งของ พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง และให้ข้อเสนอแนะสำหรับการปรับปรุงกฎระเบียบด้าน ความปลอดภัยในการผลิตและใช้งานไฮโดรเจน

2.การศึกษาผลกระทบเชิงเทคนิค: ศึกษาและประเมินผลกระทบของการผสมไฮโดรเจนในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจวางแผนนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐ 3.การประยุกต์ใช้ภายในกลุ่ม ปตท.: ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำไฮโดรเจนมาใช้ภายในกลุ่ม เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน 4.การถ่ายทอดองค์ความรู้:ถ่ายทอดข้อมูลเชิง
เทคนิคและข้อเสนอแนะให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การนำเทคโนโลยีไฮโดรเจนมาใช้ในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ปัจจุบันไฮโดรเจน(H₂)ที่มีมากที่สุดอยู่ในรูปของน้ำ (H₂O) บนโลกนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ยังคงมีอุปสรรค โดยไฮโดรเจนมีคุณสมบัติที่น่าสนใจ คือ การเผาไหม้ที่สะอาด โดยมีเพียงไอน้ำเป็นผลลัพธ์ ทำให้ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ และยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม, การผลิตไฟฟ้า หรือการขนส่ง

อย่างไรก็ตาม ไฮโดรเจนก็มีความท้าทายไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่อง ราคา ที่ไฮโดรเจนสีเขียวและสีฟ้าซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีราคาสูงกว่าเชื้อเพลิงอื่น ความยากในการจัดเก็บและขนส่ง เนื่องจากเป็นก๊าซที่มีโมเลกุลเล็กและเบา และที่สำคัญคือ ความปลอดภัยในการใช้งาน ซึ่งต้องอาศัยกฎระเบียบและมาตรฐานที่รัดกุม

การผลิตไฮโดรเจนมีหลากหลายวิธี ซึ่งปลดปล่อยคาร์บอนไม่เท่ากัน ทำให้มีการกำหนด "สี" เพื่อบ่งบอกถึงความสะอาด โดยไฮโดรเจนสีเทา(Grey Hydrogen) ที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติและปล่อย CO₂ เป็นวิธีที่ใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน ในขณะที่ไฮโดรเจนสีเขียว(Green Hydrogen)ถือเป็นสุดยอดพลังงานสะอาด เพราะผลิตจากกระบวนการแยกน้ำโดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์และลม ซึ่งไม่ปล่อยคาร์บอนเลยนอกจากนี้ยังมีไฮโดรเจนสีน้ำตาล (Brown), สีฟ้า (Blue), และสีชมพู (Pink) ที่มีกระบวนการผลิตแตกต่างกันไป

ปัจจุบันกว่า 30 ประเทศทั่วโลกได้เริ่มใช้งานเทคโนโลยีไฮโดรเจนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในยุโรป, สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง เนื่องจากมีความได้เปรียบในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว โดยเยอรมนีเปิดตัวรถไฟพลังงานไฮโดรเจนเป็น
ครั้งแรกของโลกเพื่อทดแทนรถไฟดีเซล ฝรั่งเศสมีการใช้เรือขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์และจักรยานที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน ญี่ปุ่นบริษัท Honda ได้ทดสอบ Data Center พลังงานไฮโดรเจน และ ISUZU ได้นำรถบรรทุกไฮโดรเจนมาทดลองใช้งานจริง ก่อนเตรียมเปิดขายในปี 2027

สำหรับประเทศไทยเองก็มีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการนำไฮโดรเจนมาใช้ใน 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม เพื่อเป็นเชื้อเพลิงสะอาดในกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูง เช่น การผลิตปิโตรเคมีและซีเมนต์ ภาคการผลิตไฟฟ้า โดยใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรงหรือผสมกับก๊าซธรรมชาติและ ภาคการขนส่ง สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) และรถบรรทุกขนาดใหญ่

รัฐบาลไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของไฮโดรเจนและได้กำหนด ยุทธศาสตร์ 4 ด้าน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ ได้แก่ การพัฒนาตลาด,ส่งเสริมการวิจัย,พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และปรับปรุงกฎระเบียบ โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น (2025-2030): เน้นการเตรียมความพร้อมเช่น พัฒนาโครงการนำร่อง, จัดทำมาตรฐานความปลอดภัย และศึกษาธุรกิจใหม่ๆ

ระยะกลาง (2031-2040): พัฒนาไฮโดรเจนในเชิงพาณิชย์ โดยจะเริ่มผสมไฮโดรเจน 5-10% ในท่อก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้า และส่งเสริมการลงทุนด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี ระยะยาว (2041-2050): มุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissionsโดยจะเพิ่มสัดส่วนไฮโดรเจนเป็น 10-20% และพิจารณาภาษีคาร์บอนในโครงสร้างราคา

การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยศักยภาพของไฮโดรเจนและแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของประเทศไทย อนาคตที่ใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนอาจไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...