โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘ศุภจี’ ชม สส.พรรคส้มมีความรู้ เตรียมลดค่าครองชีพ ดันราคาสินค้าเกษตร เปิดตลาด เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา

The Momentum

อัพเดต 30 ก.ย 2568 เวลา 13.02 น. • เผยแพร่ 29 ก.ย 2568 เวลา 14.48 น. • THE MOMENTUM

วันนี้ (29 กันยายน 2568) ที่อาคารรัฐสภา ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขึ้นอภิปรายเป็นครั้งแรกในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยเริ่มจากการชื่นชม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่า อภิปรายข้อมูลที่มีรายละเอียด และเป็นประโยชน์กับรัฐบาลในการไปปฏิบัติต่อไป พร้อมกับกล่าวเห็นด้วยว่า ข้อตกลงในรายละเอียดกรณีภาษีตอบโต้ (Agreement on Reciprocal Tax) นั้น ยังไม่ชัดเจน เพราะรัฐบาลก่อนหน้ายังไปไม่ถึงขั้นตอนเจรจารายละเอียดทางเทคนิค ซึ่งรัฐบาลนี้จะทำให้ได้และทำให้สำเร็จภายใน 4 เดือนข้างหน้า

.

สำหรับเรื่องการสวมสิทธิแหล่งกำเนิด ศุภจีระบุว่ากระทรวงพาณิชย์ได้แก้ไขเรื่องนี้แล้ว โดยการออก Certificate of Origin หรือ C/O นั้น ขณะนี้มีความเข้มงวดมากขึ้น และมีระบบตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง ไปยังปลายทาง โดยปลายทางสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ขณะเดียวกันการปลอมแปลงถิ่นกำเนิดสินค้าผ่านการปลอมใบ C/O ก็พบว่า มีการทำ ‘ลายน้ำ’ ชัดเจน ปลอมแปลงได้ยาก และมีระบบป้องกันทางดิจิทัลเสริมเพิ่มเติม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังกล่าวด้วยว่า เรื่องผู้ประกอบการ SMEs กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการช่วยเหลือ 6 ด้าน ได้แก่ ขยายตลาดใหม่ โดยเจาะประเด็นว่าประเทศใด ต้องการอะไรมาก และเล็งเห็นศักยภาพในตลาดเอเชียใต้ว่า มีมูลค่าและมีความต้องการสินค้าที่ตรงกับการผลิตของประเทศไทย เช่นเดียวกับประเทศตะวันออกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา ซึ่งจะเน้นให้ SMEs ไทยมีความสามารถในการเปิดตลาดเหล่านี้ ผ่านทั้งกระทรวงพาณิชย์ และสมาคมต่างๆ ทางภาคเอกชน

ขณะเดียวกันในเรื่องการพัฒนาศักยภาพ กระทรวงพาณิชย์จะส่งเสริมเรื่องแพลตฟอร์มช่วยดูระบบบัญชี ระบบสินค้าคงคลัง ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการให้ทุน SMEs 1 หมื่นบาทต่อราย ช่วยพัฒนาการทำธุรกิจให้ SMEs มีศักยภาพมากขึ้น และใช้เครื่องไม้เครื่องมือได้มากขึ้น รวมถึงจะพุ่งเป้าเน้นไปที่ธุรกิจเป้าหมาย คือธุรกิจอาหาร สุขภาพ ความงาม ธุรกิจสุขภาพ ธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก ค้าส่งค้าปลีก และการให้บริการผู้สูงอายุ

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์จะเร่งลดค่าครองชีพโดยตรง ผ่านการทำมหกรรมธงฟ้า ที่จะทำเพิ่มเติมใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งประชาชนได้รับผลกระทบเรื่องการค้าชายแดน ขณะเดียวกันจะเพิ่มการลดค่าครองชีพในเรื่องที่จำเป็น เช่น ลดค่าใช้จ่ายสุขภาพ โดยให้กระทรวงพาณิชย์ทำข้อตกลงกับโรงพยาบาลเอกชน ให้คนไข้รับทราบค่ายาก่อนโรงพยาบาลจ่ายยา และให้คนไข้สามารถมีทางเลือกในการซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกได้ ซึ่งในเรื่องนี้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 3.4 หมื่นล้านบาทต่อปี

ศุภจียังพูดถึงสินค้าเกษตรว่า รัฐบาลเตรียมประเมินอุปสงค์-อุปทานล่วงหน้า โดยใช้ Data ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) คาดการณ์ล่วงหน้า และสื่อสารถึงเกษตรกร ถึงสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ในการประเมินอุปสงค์-อุปทานล่วงหน้าว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้ประเมินตลาดได้แม่นยำมากขึ้น

ขณะเดียวกันในเรื่อง ‘ราคาข้าว’ ซึ่งหลายครั้ง ราคาข้าวต่ำมาก อยู่ที่ 5,000-6,000 บาทต่อเกวียน กระทรวงพาณิชย์มองว่า มีปัญหาโดยเฉพาะข้าวในภาคกลางที่ไม่มีวัฒนธรรมเก็บข้าวในยุ้ง แม้ปลูกแล้วยังไม่ได้คุณภาพก็ต้องเกี่ยว ก็จำเป็นต้องหาวิธีให้ความรู้ว่าจะทำอย่างไรในการจัดการสินค้าและผลิตภัณฑ์ในช่วงนั้น

อีกข้อคือเรื่องการผลักดันการส่งออก ที่ต้องไม่ละเลยลูกค้าเดิมและหาลูกค้าใหม่ที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกันต้องเพิ่มศักยภาพใหม่ผ่านการแปรรูป อีกส่วนคือการนำเข้า มีนโยบายในการลดการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และงดการนำเข้าสินค้าที่เกิดจากการเผาที่เป็นต้นตอของฝุ่นพิษ PM2.5

ศุภจียังพูดถึงการหาพันธุ์ข้าวอื่น ที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจเพิ่มเติมมากขึ้น รวมถึงการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และการหาพืชมูลค่าสูงที่ทดแทนหรือเสริมพืชเดิม ขณะเดียวกันยังมีนโยบายในการรักษาเสถียรภาพข้าว โดยไม่เน้นดูในระยะสั้น แต่แก้ปัญหาระยะยาว ด้วยการปลูกพืชมูลค่าสูง เพื่อเสริมความต้องการตลาดโลก และยังยกตัวอย่างที่จังหวัดนครราชสีมา มีการเปลี่ยนจากผูกข้าวที่ได้รายได้ 4,800-5,000 บาทต่อไร่ต่อปี มาเปลี่ยนเป็นการผลิตสินค้าเกษตรอื่น สร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 1.6 แสนบาทต่อไร่ต่อปี ซึ่งจะขยายไปอีก เพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตให้ตรงต่อความต้องการ

สำหรับนโยบายเร่งด่วนในระยะ 4 เดือน ได้แก่ ลดต้นทุนการผลิต เริ่มจากช่วยเรื่องปุ๋ย โดยให้เกษตรกรรายละ 1,000 บาท เพื่อซื้อปุ๋ย ลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการช่วยเรื่อง ‘สินเชื่อชะลอการขายในประเทศ’ โดยจะดูดซัพพลายไว้ ไม่ให้เกษตรกรขายเร็วเพราะไม่ได้ราคา ซึ่งขณะนี้สินเชื่อชะลอการขายอนุมัติแล้ว และชะลอการขายผลผลิตได้ประมาณ 3 ล้านตัน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการ และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรรายละ 1,000 บาท จะทำที่ 4.63 ล้านครัวเรือน ซึ่งมีการอนุมัติงบประมาณมาแล้วในรายละเอียดจะปฏิบัติต่อไป

ศุภจียังกล่าวอีกว่า เรื่องเร่งการส่งออกได้คุยกับประเทศจีน และมีโอกาสได้พบกับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และยังพบผู้ค้าและตัวแทนการค้าจากจีนว่า จะผลักดันให้มีการค้าแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี ให้จีนซื้อข้าวจากประเทศไทยเพิ่มจาก 2.8 แสนตันเป็น 5 แสนตัน โอกาสฉลองความสัมพันธ์ 50 ปี ไทย-จีน ก็ขอให้ซื้อ 5 แสนตัน

นอกจากนี้จะมีการทำ MOU เพิ่มเติมกับประเทศญี่ปุ่น ให้ล็อกโควตาซื้อข้าวจากไทยที่ 3 แสนตันต่อปี เพราะญี่ปุ่นเพิ่งทำข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกาว่า ต้องนำเข้าข้าวจากสหรัฐฯ เพิ่มเป็น 75% ซึ่งอาจทำให้กระทบโควตาซื้อข้าวจากไทย ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ แม้เป็นประเทศไม่ใหญ่นัก แต่ซื้อข้าวไทยเป็นจำนวนมาก ต้องแก้ไขจากการซื้อเอกชนต่อเอกชน เป็นการซื้อข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ให้สามารถคำนวณปริมาณการส่งออกข้าวได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน จะเร่งจะขยายตลาดศักยภาพ โดยมีหลายประเทศที่ตั้งใจจะไปเปิดตลาดเพิ่ม เช่น ซาอุดีอาระเบีย ฮ่องกง และยุโรป

ศุภจีกล่าวอีกว่า ความตั้งใจอีกเรื่องซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วน คือการเข้าไปช่วย 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ทั้งเรื่องเกษตรกรไม่สามารถส่งสินค้าข้ามไปขาย ผู้ประกอบการส่งออก ไม่สามารถส่งออกสินค้าได้ ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยต้องมีตลาดใหม่มากขึ้น ซึ่งได้คุยกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการส่งสินค้าไปทั่วประเทศ โดยไม่คิดค่าส่ง มีเรื่องมหกรรมการค้าชายแดน และการหาตลาดใหม่ เพื่อช่วยผู้ประกอบการค้าชายแดน ให้ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนน้อยลง

“ทางรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ รวมถึงดิฉันในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีความตั้งใจ แม้จะอยู่แค่ 4 เดือน แต่มีความตั้งใจ และคาดว่าจะมีผลสัมฤทธิ์ให้ท่านได้เห็นบ้าง เป็น KPI ก็ขอให้ช่วยกันติดตาม

“และขอเชิญท่านสิทธิพล ซึ่งมีความรู้มาก มาพูดคุยกันเพื่อหาทางร่วมมือกัน ให้ทางเดินของเรา สามารถสร้างศักยภาพให้ประเทศไทยได้มั่นคงและยั่งยืน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...