โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดใจ! อังคณา ถูกกระแสดราม่าล่าแม่มด ยืนยันเจตนาเพื่อให้กต.เตรียมรับมือกัมพูชาบิดเบือนข้อเท็จจริง

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 16 ต.ค. 2568 เวลา 10.03 น. • เผยแพร่ 16 ต.ค. 2568 เวลา 10.03 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์

(16 ต.ค. 68) จากกรณีที่เกิดกระแสดราม่านางอังคณา นีละไพจิตร ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กแปลหนังสือร้องเรียนของกัมพูชาหลังอินฟูลฯชื่อดังของไทย ใช้รถเครื่องเสียงขนานใหญ่เปิดคลิปเสียงผี ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว จนเกิดกระแสความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะสิ่งที่นางอังคณา ได้โพสต์เฟซบุ๊กนั้นเป็นความเห็นของตนเอง

วันนี้ทีมข่าวเวิร์คพอยท์ ได้สัมภาษณ์พิเศษนางอังคณา นีละไพจิตรในฐานะวุฒิสภา ผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมา 20 ปี ซึ่งหากดูจากข้อเท็จจริงแล้ว นางอังคณาได้มีการโพสต์เฟซบุ๊กห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชามาตลอด นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปะทะกัน ซึ่งมีเนื้อหาทั้งการประณามกัมพูชา ที่ลักลอบวางทุ่นระเบิด สังหารบุคคลและชี้แจงต่อประชาคมโลก กรณีที่สมเด็จควน สุดาลี ประธานสภาล่างกัมพูชา กล่าวหาว่าประเทศไทยละเมิดข้อตกลงใช้อาวุธ ส่งผลต่อเด็กสตรีของกัมพูชา

ขณะที่นางอังคณาเป็นตัวแทนประเทศไทย และได้ออกมาโพสต์ชี้แจงว่าสมเด็จควน สุดาลี ได้กล่าวข้อความไม่ถูกต้อง ถึงการว่าไทยละเมิดข้อตกลง ทั้งที่จริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ปัญหาชายแดนไทย -กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงอย่างมาก มีผู้หญิงหลายคนเสียชีวิต และผู้สูงอายุและเด็กได้รับบาดเจ็บ มีอาการ PTSD จำนวนไม่น้อย และยังมีผู้พลัดถิ่น ต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงด้วยความหวาดกลัว

วันนี้นางอังคณา ได้ให้สัมภาษณ์เปิดใจถึงเหตุผลการโพสต์ข้อความนี้ว่า ในพื้นที่ความขัดแย้ง สหประชาชาติได้ขอให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามกฎบัตรเพื่อคุ้มครองผู้หญิงและเด็กให้ปราศจากอาวุธ โดยประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการร่างแผนปฏิบัติการในการคุ้มครองหญิงและเด็กทั่วประเทศ ส่วนตัวเป็นคนที่รณรงค์เรื่องนี้มาอย่างตลอด โดยเฉพาะในระดับอาเซียน ผู้หญิงและเด็กจะต้องได้รับการคุ้มครอง จะต้องมีนโยบาย ที่รัฐไทยจะต้องปฏิบัติ เหมือนกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ตนเองรณรงค์เรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่ความขัดแย้ง ทางกายภาพ หรือการสูญเสียคนในครอบครัว หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นผู้หญิงหลายคนต้องขึ้นมาเป็นหัวหน้าครอบครัว จึงได้ให้ความสำคัญกับผู้หญิง

ทั้งช่วงความขัดแย้งและหลังความขัดแย้ง อีกทั้งสิ่งที่พบจากความขัดแย้งมีการใช้เพศ มาเป็นเครื่องมือในการละเมิด จึงจำเป็นมีแผนในการคุ้มครอง ส่วนวัตถุประสงค์ที่ออกมาสื่อสารแทนประธานรัฐสภา หลังไม่ได้ส่งตัวแทนเวทีประชุม world speaking conference และประธานเองไม่สะดวกไปร่วมประชุมด้วย นางอังคณาเห็นว่า" ประธานรัฐสภากัมพูชาแถลงฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นการบิดเบือนตนเองในฐานะกรรมการหน่วยสหภาพสมาชิกรัฐสภาไทย ได้มีการเผยแพร่แถลงการณ์ โต้แย้งไปแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศไปแล้ว"

-ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความกังวลใจอะไรต่อพื้นที่ชายแดนไทยที่มีความขัดแย้ง

นางอังคณา กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหนในประเทศที่มีความขัดแย้ง มีความบอบบางเหมือนกัน ตั้งแต่เหตุการณ์พม่า ที่มีความขัดแย้งรุนแรง มีคนอพยพเข้ามามีทั้งเด็กและผู้หญิงที่เข้ามาไม่น้อย โดยเฉพาะเด็กถือว่าเป็นกลุ่มที่เราต้องให้ความคุ้มครอง เพราะไทยเองเป็นภาคีสมัชชาสหประชาชาติและไทยยังเป็นวุฒิเด็ก มีหน้าที่ในการคุ้มครองเด็ก แม้ว่าหลักการปฏิบัติเจ้าหน้าที่ไทยเองยังไม่เข้าใจกรณี ที่เด็กกัมพูชา ที่เติบโตในประเทศไทยถูกจับ ในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย ซึ่งตามหลักการแล้ว เด็กจะต้องได้รับการคุ้มครองเพราะถึงว่าเด็กไม่ได้กระทำการผิด และไม่ได้รับการคุ้มครอง ซึ่งจำเป็นต้องประสานให้การช่วยเหลือจนเด็กได้ จนเด็กได้รับความคุ้มครองจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถือว่าเป็นการช่วยการคุ้มครอง ภายใต้หลักการสิทธิมนุษยชน

-ผู้สื่อข่าวสอบถาม การที่กลุ่มสิทธิมนุษยชน ได้เข้าไปช่วยเด็กกัมพูชา เป็นไปตามหลักการสากล หลักการสิทธิมนุษยชนประเทศ จะช่วยภาพลักษณ์ของประเทศไทยได้อย่างไร และยังมีคนไทยหลายคนยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปช่วยเขาด้วย

นางอังคณากล่าวว่า มันเป็นไปตามหลักสากลและประเทศไทยได้ให้คำสัตยาบันไว้ ว่าจะปฏิบัติตามอนุสัญญาสิทธิเด็ก ซึ่งปัญหามักเกิดในการปฏิบัติ และในหลักสากล"เราถือว่าหลักสิทธิมนุษยชนไม่มีพรมแดน ตั้งนั้นไม่ว่าใครก็ตาม ทุกคนต้องมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน" ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องคุ้มครองก่อนและในกรณีที่รัฐยังไม่ได้เข้าคุ้มครอง ทางนักสิทธิมนุษยชนก็จะเข้าไปช่วยปกป้องสิทธิของคน โดยเฉพาะกลุ่มคนบอบบาง

-ส่วนในเรื่องการทำงานและการแสดงออกของนางอังคณา ที่ไม่ได้ปกป้องแค่พลเรือนแต่ก็ได้เคยโพสต์เฟซบุ๊ก ปกป้องพลทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ และมีความกังวลใจเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของทหารและยังโพสต์ประณามกัมพูชาที่ลอบวางทุ่นระเบิด

นางอังคณากล่าวว่า “ทุ่นระเบิดเป็นอาวุธที่ไม่มีประเทศใดยอมรับได้” เพราะมีเด็กและประชาชนจำนวนมากต้องสูญเสียอวัยวะจากการเหยียบทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั่วโลกต่างประณาม เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญ เพราะไม่ใช่เพียงประเทศกัมพูชาเท่านั้นที่มีการฝังทุ่นระเบิด แต่ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยก็ยังพบอยู่เช่นกัน“ทุกครั้งที่เกิดเหตุ เราจำเป็นต้องออกมาประณาม เพราะทุ่นระเบิดเป็นอาวุธที่โหดร้าย และไม่มีใครรู้ได้เลยว่ามันถูกฝังอยู่ตรงไหน”

ซึ่งการประณามกัมพูชา ถือว่าเป็นการแอ็กชันอย่างหนึ่ง ซึ่งการทำงานเป็นนักสิทธิมนุษยชน ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ ที่จะไปปฏิบัติการ และไม่มีอำนาจในที่สั่งการใคร ซึ่งการประณามถือว่าเป็นการเตือนสติ เพื่อให้ทุกฝ่าย กลับมาทบทวนสิ่งที่ทำไปและมีการปรับปรุงเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีขึ้น

-ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าทางกัมพูชาก็ยังมีการวางทุ่นระเบิดอยู่ อยากจะบอกอะไรกับทางกัมพูชาไหม

นางอังคณากล่าวว่า ทางกัมพูชาจะต้องไม่ทำการวางทุ่นระเบิดแล้ว เพราะว่าได้ให้สัตยาบัน และอนุสัญญาต่างๆ เยอะมาก ดังนั้นสิ่งเหล่านี้กัมพูชาก็ต้องรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และเฉพาะ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ กัมพูชาต้องตระหนักในเรื่องนี้มากๆ ไม่ใช่ว่าอยู่ในเวทีสากลพูดอีกอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่เกิดในพื้นที่เกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง

-ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า มีคนท้าให้นางอังคณาลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

นางอังคณากล่าวว่า การลงพื้นที่ชายแดนต้องมีอำนาจและหน้าที่ซึ่งแต่ละคนและแต่ละครั้ง มีอำนาจหน้าที่ไม่เหมือนกัน เมื่อถามถึงตนเลยได้พูดคุยกับเหยื่อสงครามหรือไม่ ตนเองก็เป็นหนึ่งในผู้เสียหาย มีประสบการณ์ในการพูดคุยกับเหยื่อ ที่ไม่ใช่เฉพาะแค่ประเทศไทย แต่เคยพูดคุยระหว่างประเทศเช่น ความทุกข์มาโดยตลอดย่านเชลยสงครามที่ยูเครนซึ่งตนไม่ใช่พึ่งทำเมื่อวันสองวันนี้แต่ทำมานานแล้ว ส่วนครอบครัวของเด็กที่เสียชีวิตที่ออกมาเรียกร้องในตนลงนั้น

นางอังคณากล่าวว่าตนเสียใจอย่างมากแต่ แม้ว่ารัฐจะได้จ่ายเงินเยียวยา แต่ยังไงก็ตาม ก็ไม่เงินเยียวยาจะมากแค่ไหนก็ตามไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด สิ่งที่ทำได้ก็คือไม่ให้เกิดความสูญเสีย หยุดการเกิดความขัดแย้ง หยุดการใช้ความรุนแรง ซึ่งทางที่ดีคือการพูดคุยกับประเทศกัมพูชา ใช้อาวุธกับพลเรือนไม่ว่าระดับไหนก็ตาม

-ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า หลักกติกาสากลระหว่างประเทศ มีความจำเป็นแค่ไหนในการเจรจาต่อเวทีโลก

นางอังคณากล่าวว่า ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งหมด 8 ฉบับ อย่างเช่น อนุสัญญาเจนีวา ประเทศไทยก็ได้ให้สัตยาบันมานานแล้ว เป็นการให้คำมั่น และประเทศไทยก็เอากฎหมาย ให้ล้อตามอนุสัญญาตามที่ได้ให้สัตยาบัน ซึ่งถ้าหากใครมี มีประสบการณ์ทำงานระหว่างประเทศ ด้านสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันและให้คำมั่นปีที่แล้วต่ออนุสัญญาว่ากันด้วย ป้องกันและปราบปรามการกระทำ ให้บุคคลสูญหาย ขึ้นภายในประเทศจนมีกฎหมายเกิดขึ้นแล้วในประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นเจตจำนงของประเทศไทย ในการคุ้มครองทุกคน

ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยนำไปแถลง ต่อสหประชาชาติและสมาชิก จนกระทั่งประเทศไทย ได้รับเลือกเป็นสมาชิก คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คนปัจจุบัน ก็เคยเป็นประธานด้วยถือว่าเป็นหน้าเป็นตา ความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน ดังนั้นจึงถือว่าประเทศไทยให้การรับรองแล้ว เป็นคำมั่นในระดับสากล ซึ่งมีหน้าที่ดำเนินการทุกอย่าง ที่ให้คำมั่นไว้ "ประเทศไทยจะถูกมองว่าเป็นประเทศที่ก้าวหน้ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงดูจาก GDP การศึกษา ระบบเศรษฐกิจ ทั่วโลกจะมองว่าประเทศไทยจะได้เปรียบกว่าประเทศลุ่มแม่น้ำโขง จึงมีความจำเป็น ที่ต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาที่ไทยได้ให้การรับรองไว้

-ผู้สื่อข่าว หากประเทศไทยปฏิบัติตามอนุสัญญา 8 ฉบับนั้น จะสร้างความได้เปรียบในเวทีโลกหรือไม่

"ประเทศไทยจะมีความชอบธรรมในการพูด กรณีที่ประธานสภากัมพูชาไปแถลง ต่อประธานรัฐสภาโลก ซึ่งประเทศไทยเอง มีความชอบธรรมที่จะพูดว่า ไม่จริง เราสามารถประณามได้เลย เพราะว่าสิ่งที่เขาพูดมา พูดไม่จริงโกหก เราสามารถพูดได้ "ชี้แจงได้ เพราะที่ผ่านมา เราปฏิบัติตามหลักสากล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปะทะ เราปฏิบัติตามกฎการปะทะ มีการตอบโต้อย่างสมสัดส่วนเท่าที่จำเป็น ตรงนี้จะถือว่าทำให้เรามีความชอบธรรมที่จะพูดและชี้แจง"

ผู้สื่อข่าวถามว่า การใช้รถขยายเสียงเปิดเสียงผี จะขัดต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ในการพูดเวทีระดับสากลหรือไม่

นางอังคณา ตอบว่า จากเรื่องนี้ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ มีหนังสือถึงสหประชาชาติ ซึ่งตนเองได้แปลและโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊ก ซึ่งตนได้ตั้งคำถามว่าพื้นที่กฎอัยการศึก ที่มีการประกาศเคอร์ฟิว ทำไมถึงมีภาคเอกชนเข้าไปในพื้นที่ได้ ซึ่งสิ่งที่กัมพูชาได้กล่าวหาคือการเปิดเครื่องเสียง ทำให้พลเรือน เด็ก ผู้หญิงและผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ โดยในหนังสือของกัมพูชาระบุเวลาชัดเจน

ซึ่งการร้องเรียนเป็นการร้องเรียนกรรมการระหว่างประเทศโดยทางกัมพูชา ได้เน้นย้ำว่า เป็นการทรมานทางด้านจิตวิญญาณ ขณะที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน ถึงเรื่องการต่อต้านการทรมาน ซึ่งการทรมานด้านจิตวิญญาณนี้ ผู้แทนพิเศษจากสหประชาชาติ เคยออกรายงานการทรมานดังกล่าวที่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งจุดนี้ทางกัมพูชาได้นำมาเป็นประเด็นในการร้องเรียน

-ผู้สื่อข่าว Workpoint ได้ถามถึงวัตถุประสงค์โพสต์ดังกล่าวนั้น

นางอังคณา กล่าวว่า "ตนแค่เพียงตั้งคำถาม เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เตรียมแนวทางการชี้แจง ในเรื่องนี้ เพราะว่าจากข้อมูลข่าวมีการเปิดเครื่องเสียงนี้จริง ตนแค่เขียนไว้ว่าเรื่องนี้รัฐมนตรีจะต้องชี้แจงอย่างไร ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศที่จะต้องไปชี้แจง" ส่วนกระแสสังคมที่เข้าใจผิดและกลายเป็นคลื่นโจมตีมาที่นางอังคณานั้น นางอังคณากล่าวว่า"

ถ้ากลับไปอ่านโพสต์ จะเข้าใจว่าเป็นเพียงแค่การแปล และการตั้งคำถามการเข้าพื้นที่ในกฎอัยการศึก ส่วนคำที่ระบุว่าการใช้เสียงนั้น "เป็นการทรมาน" เป็นเพียงแค่การแปลเท่านั้นเอง ซึ่งตนไม่ได้บอกเลยว่าเห็นใจกัมพูชา ซึ่งไม่ใช่เลย เป็นคนละเรื่องกัน ตามหลักการตนแค่แปล ให้ทราบว่า ทางกัมพูชาได้ส่งหนังสือร้องเรียนไป แล้วส่งไปแล้วด้วย เราส่งไปแบบนี้ ซึ่งเราจะต้องเตรียมการชี้แจงอย่างไร และเป็นสิทธิของประชาชนที่จะต้องรู้ว่า กัมพูชาได้ส่งหนังสือไป และมีเนื้อหาอย่างไร เป็นสิ่งที่คนไทยจะต้องทราบด้วย"

-ผู้สื่อข่าว ล่าสุดนี้ทางกัมพูชา ได้เอาคำสัมภาษณ์เรื่องเครื่องบิน F16 ไปบิดเบือน จนกระทั่งวันนี้ทางกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้กัมพูชาว่า ทางกัมพูชาได้บิดเบือนข้อเท็จจริง

นางอังคณา กล่าวว่า "ความจริงก็คือความจริงเรื่อง F16 เอาจริง ตนได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า การที่กัมพูชาเอาระเบิดมาทิ้งในประเทศไทย ตนก็พูดว่าประเทศไทยก็ได้ตอบโต้อย่างได้สัดส่วน ตามกฎการใช้กำลัง โดยการส่งเครื่องบิน F16 ซึ่งเขาก็ได้รับความเสียหาย ตนพูดแค่นี้ไม่ได้บอกว่าไทยทำไม่ถูก ซึ่งพูดชัดเจนว่าประเทศไทยได้ตอบโต้ได้อย่างสัดส่วน ถือว่ามีความชอบธรรมของทางกองทัพ ยืนยันว่าพูดเพียงเท่านี้ จึงอยากเรียนว่า ท่านที่อยากจะเชื่อ ขอให้ตรวจสอบทั้งหมด ซึ่งบางครั้งบางสื่อก็มีการพาดหัวข่าวเลยเถิด ถ้าหากคลิกเข้าไปอ่านเนื้อข้างใน จะเข้าใจว่า เนื้อข่าวไม่ได้ตรงกับคำพาดหัว ซึ่งปัญหาตรงนี้ก็ทำให้คนเข้าใจผิด เพราะคนอ่านปุ๊บก็โพสต์ปั๊บ" ส่วนคนที่โพสต์สร้างความเกลียดชัง ตนขอถามต่อว่าจะรับผิดชอบอย่างไร ทำให้คนเชื่อโดยไม่ได้ตรวจสอบ

-ผู้สื่อข่าว ตลอดที่ผ่านมากัมพูชาพยายามใช้หลักการสิทธิมนุษยชน เป็นเครื่องมือเล่นงานประเทศไทย จะมีข้อแนะนำอย่างไรบ้าง

นางอังคณา กล่าวว่า "ถ้าหากประเทศไทย ปฏิบัติการทุกอย่างให้อยู่ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศโดยเฉพาะ พื้นที่การสู้รบ ซึ่งจะมีกฎหมายมนุษยธรรม มีเนื้อหาสาระสำคัญคุ้มครองพลเรือน ซึ่งไม่ได้ระบุว่าเป็นพลเรือนฝ่ายใด นั่นหมายถึงพลเรือนทุกฝ่าย ที่อยู่ในพื้นที่การสู้รบจะได้รับการคุ้มครองถือว่าเป็นหลักการสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติร่วมกัน ดังนั้นถ้าหากประเทศไทย ปฏิบัติการถูกต้องจะไม่ต้องกลัว

เพราะไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ เราจะสามารถชี้แจงได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าหากมีการกระทำใดไม่ว่าจะฝ่ายใด รัฐหรือบุคคล แล้วรัฐไม่ได้ห้ามที่อาจเป็นการยั่วยุ จุดนี้จะถูกใช้เป็นเงื่อนไข เพราะการยั่วยุรัฐจะต้องดูแลไม่ให้เกิดการยั่วยุใดๆ"ส่วน เครื่องเสียงดังกล่าวนั้นจะต้องไปดู ซึ่งทางกัมพูชา สามารถอ้างได้ทุกอย่างเพียงแต่ไทย เราทำอะไรไปแล้วบ้างเพราะไทยจะต้องชี้แจง

-ส่วนพิธีลงนาม สันติภาพไทยและกัมพูชา ที่จะเกิดขึ้นใน 26 ตุลาคมนี้ มีความคาดหวังอย่างไรบ้าง

นางอังคณา กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าประเทศไทย เต็มร้อยในการสร้างสันติภาพ แต่ทางกัมพูชาเราไม่รู้เหมือนกัน แต่ยังรอแต่อย่างน้อย ในความตั้งใจในการสร้างสันติภาพ จะทำให้ทั่วโลกได้เห็นว่าไทยเรามีความตั้งใจจริง และพยายามที่จะกดดันกัมพูชา รับรองหรือยอมรับให้เกิดสันติภาพ เพราะถ้าหากเกิดความขัดแย้ง คนที่เดือดร้อนที่สุดคือพลเรือนไม่สามารถทำการค้าขายได้ไปมาหาสู่ไม่ได้ เศรษฐกิจสูญเสีย ประเทศไทยสูญเสียแล้ว กัมพูชาสูญเสียยิ่งกว่าเพราะเป็นประเทศยากจน"

นางอังคณาย้ำว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เคยพูดว่า เราย้ายหนีประเทศไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราก็ต้องเป็นเพื่อนบ้านกัน ส่วนความคาดหวัง เชื่อว่าประเทศไทยจะทำทุกวิถีทางให้เกิดสันติภาพและหวังว่ากัมพูชาจะกระทำเช่นเดียวกัน ของรัฐเพื่อความมั่นคงและมั่งคั่งของรัฐที่มีต่อพลเรือนของทั้ง 2 ประเทศ

ส่วนการมาของโดนัลด์ ทรัมป์ นางอังคณา มองว่า น่าจะมีอิทธิพลต่อการเจรจา โดยเฉพาะเรื่องภาษี ส่วนตัวมีความหวังตลอด ว่าจะมีผลในทางที่ดี ความสงบความสันติจะกลับมาประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ยังคงรักเป็นพี่น้องกัน ไปมาหาสู่ ร่วมทุกข์ร่วมสุขเหมือนเดิม

-ผู้สื่อข่าว Workpoint ได้สอบถาม ถึงความรู้สึกส่วนตัวต่อกระแสการโจมตีที่เรียกว่าเป็นการล่าแม่มด

นางอังคณา กล่าวว่า หลายคนที่เข้ามาเขียนวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ได้รู้จักตัวตนบางทีไม่ได้อ่านข่าวด้วยซ้ำ บางทีไปฟังใครต่อใคร ซึ่งไม่รู้ว่าพูดจริงหรือไม่โซเชียลมีเดียมีผลเสียที่ว่าใครจะเขียนอะไรก็เขียนได้ เขียนโดยที่ไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ว่ากฎหมายมี ถ้าหากพบว่าเป็นการโพสต์ข้อความ สร้างความเกลียดชัง อาฆาตมาดร้าย เช่นจะทำให้หายไปจะทำร้ายร่างกาย ถือว่าผิดกฎหมาย

-เมื่อถามว่าโกรธหรือไม่

นางอังคณากล่าวว่า"ไม่ได้โกรธแต่ว่า ส่วนตัวรู้สึกเสียใจและคิดว่าเป็นไปได้อย่างไร ว่าข้อความตนเองถูกบิดเบือนไปเยอะ จนกระทั่งพบว่าเราไม่ได้พูด แต่ข้อความเป็นไปแบบนั้นได้อย่างไร จึงทำให้เห็นว่าคนที่เข้ามา ไม่ได้กลั่นกรอง หรือตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะเขียนอะไรลงไป ซึ่งถ้าหากปล่อยให้เกิดแบบนี้ไปเรื่อยๆ จากคำพูดที่พูดกัน สร้างความเกลียดชัง มันอาจจะก่อให้เกิดอาชญากรรม เช่นเดียวกับในหลายประเทศที่เกิดการทำร้ายร่างกายกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง ยอมรับว่าตนกังวล และเป็นความทรมานจิตใจ ที่เข้าไปอ่านคอมเมนต์ต่างๆ ยอมรับว่าก็กลัวในเรื่องความไม่ปลอดภัย

-มีบุคคลได้เท้าความกรณีถึงการหายตัวไปนายสมชาย นีละไพจิตร

นางอังคณากล่าวว่า" ที่จริงแล้วตนเป็นผู้เสียหายเป็นเหยื่ออาชญากรรมโดยรัฐ และรัฐไม่ได้รับผิดชอบ ตนก็เหมือนเหยื่อทั่วๆไป เมื่อคนทำผิดยังคงลอยนวล ขอบอกตรงๆว่า ไม่ใช่เอาความสูญเสียเสียหาย เอาสิ่งที่เป็น ผลร้ายต่อชีวิตของใครสักคน เอามาเยาะเย้ย มาพูดเป็นเรื่องขำขัน แบบนี้ผัวหายทำไมไม่ตามหา ซึ่งตนมองว่า เป็นหน้าที่ของคนธรรมดาหรือไม่ ถ้าหากญาติพี่น้องของคุณ ได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้คุณจะทำอย่างไร ตนอยากบอกว่า คนเรา เราจะไม่เข้าใจหลักสิทธิมนุษยชน จนกว่าเราจะถูกพราก สิทธิบางอย่างไป ดังนั้นคนที่ออกมาปกป้องสิทธิ์ จึงมีความสำคัญมาก และทุกคนสามารถเป็นนักสิทธิมนุษยชนได้ เพราะสิทธิมนุษยชนไม่มีพรมแดนเพราะ Human right beyond long ถ้ากฎหมายไม่มี จะต้องปรับปรุงให้มีกฎหมาย เช่นกฎหมายป้องกันการอุ้มหายที่วันนี้ได้เป็นกฎหมายแล้ว เพราะกฎหมาย จะต้องทำการคุ้มครองทุกคน

-ส่วนที่มีชายาอังขแมร์ นางอังคณา กล่าวว่า มองว่าเป็นการเหยียดหยาม แต่เกิดขึ้นจากบุคคลแต่เกิดขึ้นจากบุคคลที่ไม่มีตัวตน และถือว่าตัวเองมีอำนาจจะทำอะไรกับใครก็ได้เพราะไม่ใช้ชื่อจริง ไม่ใช้รูปถ่ายจริงตรงนี้เป็นสิ่งทั่วโลก มีความกังวลสำหรับส่วนตัวนั้นถ้าไม่มีความจำเป็นจริงๆ ก็ไม่อยากใช้สิทธิ์ทางกฎหมายฟ้องร้องใคร แต่ถ้าหากเลยเถิด ก็คงต้องปกป้องสิทธิของตนเอง เพื่อระงับไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น แต่ความจริงแล้ว เคารพ ในการแสดงความคิดเห็นของทุกคน เพราะเป็นพื้นฐาน ของการเคารพสิทธิมนุษยชน แต่ต้องไม่เป็น คำพูดที่สร้างความเกลียดชัง หรือคำพูดที่นำไปสู่การลดทอน หรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการอาฆาตมาดร้าย

-เมื่อถามว่าเจอสถานการณ์แบบนี้ "ยังคงทำงานด้านสิทธิมนุษยชนต่อไปหรือไม่ นางอังคณากล่าวตอบว่า จะทำต่อความเป็นนักสิทธิมนุษยชน เป็นสิ่งที่ใครก็เป็นได้ แต่ว่าเป็นแล้วจะ เป็นในลักษณะไหน เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ เพราะว่าถ้าถึงเวลา ไม่ว่าใครก็ตาม แม้กระทั่งคนที่เคยต่อต้านตน เคยว่ากล่าว และอาฆาตมาดร้าย วันหนึ่งเมื่อเขาไม่ได้รับความยุติธรรมเราก็ต้องไปช่วยเขา แม้ว่าเป็นหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเราทำหน้าที่กระตุ้นรัฐเท่านั้นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...