โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เงินบาทผันผวน หลัง กนง.ลดดอกเบี้ยตามคาด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 พ.ค. 2568 เวลา 11.10 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2568 เวลา 10.53 น.
REUTERS/Athit Perawongmetha

เงินบาทผันผวน หลัง กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ตามคาด ชี้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงขาลงจากนโยบายการค้าโลก และเพื่อดูแลภาวะการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไป

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 28 เมษายน-2 พฤษภาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (28/4) ที่ระดับ 33.61/62 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ก่อนหน้า (25/4) ที่ระดับ 33.55-56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้ฟื้นตัวในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ท่ามกลางความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ผ่อนคลายลง หลังมีรายงานว่าจีนได้ยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าบางรายการจากสหรัฐ จากเดิมถูกเก็บภาษี 125% ซึ่งเป็นสัญญาณล่าสุดของความพยายามร่วมกันในการลดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ

ในส่วนตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ มหาวิทยาลัยมิชิแกนเปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือน เม.ย. แม้ดัชนีถูกปรับเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังอยู่ที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2565 โดยดัชนีดังกล่าวร่วงลงสู่ระดับ 52.2 ในเดือน เม.ย.จากระดับ 57.0 มี.ค.

อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐไม่สามารถยืนระยะได้ โดยในวันอังคาร (29/4) ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลักโดย Dollar Index ปรับตัวลงแถวระดับ 98.85 หลังเกิดความย้อนแย้งในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างสหรัฐกับจีน

โดยผู้นำสหรัฐกล่าวว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้โทรศัพท์มาหารือกับเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ไม่ได้ลงรายละเอียดใด ๆ เพิ่มเติม ซึ่งนายสก๊อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้กล่าวว่าเขาไม่ได้หารือกับเจ้าหน้าที่จีน และไม่ทราบว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีการพูดคุยกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หรือไม่

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนก็ได้ออกแถลงการณ์ล่าสุดในวันจันทร์ (28/4) ว่า ปธน.สีและ ปธน.ทรัมป์ไม่ได้มีการหารือกันเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของ ปธน.ทรัมป์ที่ว่าการเจรจากับจีนมีความคืบหน้า

คาดประชุม 6-7 พ.ค. เฟดคงดอกเบี้ย

ในช่วงกลางสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทยอยฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยการประมาณการครั้งที่ 1 ของตัวเลข GDP ประจำไตรมาส 1/2568 โดยระบุว่า GDP หดตัวลง 0.3% หลังจากที่มีการขยายตัว 2.4% ในไตรมาส 4/2567 อย่างไรก็ดี ตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ของสหรัฐหดตัวลงน้อยกว่าที่โกลด์แมน แซคส์ คาดว่าจะหดตัว 0.8% และน้อยกว่าที่เจพี มอร์แกน คาดว่าจะหดตัวรุนแรงถึง 1.75%

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่บ่งชี้เงินเฟ้อและเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ อย่างดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือน มี.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ได้มีการปรับทวนตัวเลขของเดือนก่อน (กุมภาพันธ์) ขึ้นเป็น 3.0%

โดยในช่วงปลายสัปดาห์นั กลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์นี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้นเพียง 129,000 ตำแหน่งในเดือน เม.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 228,000 ตำแหน่งในเดือน มี.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.2% ในเดือน เม.ย.

ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 6-7 พ.ค. ทั้งนี้ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 95.1% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมวันที่ 6-7 พ.ค.

กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25%

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในช่วงต้นสัปดาห์เงินบาททยอยปรับตัวในแนวแข็งค่า หลังดอลลาร์ลดแรงบวกลง และราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง ขณะที่นักลงทุนรอความชัดเจนเกี่ยวกับการเจรจาการค้า ระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงรอติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 30 เม.ย. ว่าจะมีมติจะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ และผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐจะส่งผลแนวโน้มเศรษฐกิจไทยอย่างไร

โดยในวันพุธ (30/4) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.0% สู่ระดับ 1.75% ต่อปี จากความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายการค้าจากสหรัฐ และการตอบโต้จากประเทศอื่น ๆ ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงขาลงจากนโยบายการค้าโลก ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง และเงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ด้านภาวการณ์เงินโดยรวมยังตึงตัว ทั้งนี้ พร้อมคาด GDP ปี 2025 +2.0% และหากเกิดสถานการณ์ที่สงครามการค้ารุนแรงมาก คาด GDP จะเติบโตเพียง +1.3%

โดย กนง.ส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและรองรับความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งดูแลภาวะการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไป ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อใช้ในจังหวะที่เกิดประสิทธิผลสูงสุดภายใต้ขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัด

ทั้งนี้ การปรับลดคาดการณ์ GDP ของธนาคารแห่งประเทศไทยได้สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่ ธนาคารโลก (World Bank) ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 2568 เหลือโตเพียง 1.6% ชะลอลงจากเมื่อเดือน ก.พ. 68 ที่ได้ประเมินว่าจะเติบโตได้ 2.9% เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างประเทศและความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการลงทุน รวมถึงกระทรวงการคลังได้แถลงปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 เช่นกัน โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ 2.1% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.6-2.6%) เป็นกรณีพื้นฐาน

ปรับลดเรตติ้ง-ชี้เศรษฐกิจไทยเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสหรัฐมีการผ่อนปรนด้านนโยบายภาษีกับประเทศไทยและประเทศคู่ค้าจะส่งผลบวกให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นจากกรณีฐานเป็น 2.5% (อยู่ในช่วงประมาณ 2.0-3.0%) โดยจากการปรับลดคาดการณ์ จีดีพี จากหลายสำนักและความกังวลในผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิต มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s) ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยลงสู่มุมมองเชิงลบ (Negative) จากเดิมที่มีเสถียรภาพ (Stable) โดยการเปลี่ยนมุมมองครั้งนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของเศรษฐกิจและการคลังของประเทศไทยมีแนวโน้มอ่อนแอลง อย่างไรก็ดี Moody’s ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1

ทั้งนี้จากปัจจัยกดดันทั้งหมด จึงทำให้ค่าเงินบาทเริ่มทยอยอ่อนค่าในช่วงปลายสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ในวันศุกร์ (2/5) ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง หลังนักลงทุนทยอยลดการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐก่อนที่จะมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในช่วงดึก โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.10-33.75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (2/5) ที่ระดับ 33.13/15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (28/4) ที่ระดับ 1.1359/60 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (25/4) ที่ระดับ 1.1347/48 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินยูโรทยอยแข็งค่าจากการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง

ในวันอังคาร (29/4) ค่าเงินยูโรเปิดตลาดมาที่ 1.1407/09 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าโดยรายงานล่าสุดเปิดเผยว่า ผู้บริโภคในยูโรโซนปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อในเดือนมีนาคม ก่อนที่มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาจะเริ่มส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการค้าระหว่างประเทศทั่วโลก โดยการคาดการณ์เงินเฟ้อ 1 ปี ขยับขึ้นจาก 2.6% เป็น 2.9% และคาดการณ์เงินเฟ้อ 3 ปี เพิ่มจาก 2.4% เป็น 2.5%

อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางสัปดาห์ ค่าเงินยูโรปรับตัวอ่อนค่าลงตามการฟื้นตัวของเงินดอลลาร์สหรัฐ และยังถูกกดดันเพิ่มเติมหลังดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นต้นของยูโรโซน ปรับลดลงสู่ระดับ 50.1 ในเดือน เม.ย. จาก 50.9 ในเดือน มี.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 50.3 ด้าน

ดัชนี PMI ภาคบิรการขั้นต้นปรับตัวลดลงสู่ 49.7 ในเดือน เม.ย.จาก 51.0 ในเดือน มี.ค. ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 50.5 บ่งชี้ว่า การเติบโตทางธุรกิจโดยรวมในยูโรโซนแทบจะหยุดนิ่ง โดยภาคบริการซึ่งเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจหดตัวลงครั้งแรกในรอบหลายเดือน

ทั้งนี้ การอ่อนค่าของยูโรเป็นไปอย่างจำกัดหลังในคืนวันพุธ (30/4) สำนักงานสถิติของยุโรป (Eurostat) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของยูโรโซนขยายตัว 0.4% ในไตรมาส 1/2568 เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0.2% และแข็งแกร่งกว่าในไตรมาส 4/2567 ที่มีการขยายตัว 0.2%

โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1265-1.1424 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (2/5) ที่ระดับ 1.1323/24 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

BOJ คงดอกเบี้ย-ศก.โลกไม่แน่นอน

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (28/4) ที่ระดับ 143.48/52 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (25/4) ที่ระดับ 143.56/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีการอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สกุลเงินปลอดภัยอย่างเงินเยนของญี่ปุ่นและฟรังก์สวิส ต่างแข็งค่าขึ้น

อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินเยนเป็นไปได้อย่างจำกัด หลังจากนักลงทุนต้องการเฝ่ารอความชัดเจนของผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันพฤหัสบดี (1/5) ซึ่งธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด โดย BOJ ระบุว่าเศรษฐกิจทั่วโลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้น อันเนื่องมาจากการที่รัฐบาลสหรัฐเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ คณะกรรมการ BOJ ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยคาดว่าเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งเริ่มต้นเดือน เม.ย. จะขยายตัวเพียง 0.5% ลดลงจากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะขยายตัว 1.1% โดย BOJ เตือนว่าข้อพิพาททางการค้าอาจทำให้กำไรของบริษัทญี่ปุ่นชะลอตัวลง และจะส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นอ่อนแอลงด้วย ขณะเดียวกัน คณะกรรมการ BOJ คาดการณ์ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ไม่รวมราคาอาหารสด จะเพิ่มขึ้น 2.2% ในปีงบประมาณ 2568 ลดลงจากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.4%

ซึ่งหลังการประชุมทำให้นักวิเคราะห์มองว่าความน่าจะเป็นที่ทาง BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ได้ลดลง ทำให้เงินเยนอ่อนค่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยไปแตะระดับอ่อนค่าสุดที่ระดับ 145.90 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในวันพฤหัสบดี (1/5)

ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 141.97-145.90 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (2/5) ที่ระดับ 145.12/14 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินบาทผันผวน หลัง กนง.ลดดอกเบี้ยตามคาด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...