เงินบาทผันผวน หลัง กนง.ลดดอกเบี้ยตามคาด
เงินบาทผันผวน หลัง กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ตามคาด ชี้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงขาลงจากนโยบายการค้าโลก และเพื่อดูแลภาวะการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไป
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 28 เมษายน-2 พฤษภาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (28/4) ที่ระดับ 33.61/62 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ก่อนหน้า (25/4) ที่ระดับ 33.55-56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้ฟื้นตัวในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ท่ามกลางความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ผ่อนคลายลง หลังมีรายงานว่าจีนได้ยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าบางรายการจากสหรัฐ จากเดิมถูกเก็บภาษี 125% ซึ่งเป็นสัญญาณล่าสุดของความพยายามร่วมกันในการลดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ
ในส่วนตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ มหาวิทยาลัยมิชิแกนเปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือน เม.ย. แม้ดัชนีถูกปรับเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังอยู่ที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2565 โดยดัชนีดังกล่าวร่วงลงสู่ระดับ 52.2 ในเดือน เม.ย.จากระดับ 57.0 มี.ค.
อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐไม่สามารถยืนระยะได้ โดยในวันอังคาร (29/4) ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลักโดย Dollar Index ปรับตัวลงแถวระดับ 98.85 หลังเกิดความย้อนแย้งในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างสหรัฐกับจีน
โดยผู้นำสหรัฐกล่าวว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้โทรศัพท์มาหารือกับเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ไม่ได้ลงรายละเอียดใด ๆ เพิ่มเติม ซึ่งนายสก๊อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้กล่าวว่าเขาไม่ได้หารือกับเจ้าหน้าที่จีน และไม่ทราบว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีการพูดคุยกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หรือไม่
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนก็ได้ออกแถลงการณ์ล่าสุดในวันจันทร์ (28/4) ว่า ปธน.สีและ ปธน.ทรัมป์ไม่ได้มีการหารือกันเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของ ปธน.ทรัมป์ที่ว่าการเจรจากับจีนมีความคืบหน้า
คาดประชุม 6-7 พ.ค. เฟดคงดอกเบี้ย
ในช่วงกลางสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทยอยฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยการประมาณการครั้งที่ 1 ของตัวเลข GDP ประจำไตรมาส 1/2568 โดยระบุว่า GDP หดตัวลง 0.3% หลังจากที่มีการขยายตัว 2.4% ในไตรมาส 4/2567 อย่างไรก็ดี ตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ของสหรัฐหดตัวลงน้อยกว่าที่โกลด์แมน แซคส์ คาดว่าจะหดตัว 0.8% และน้อยกว่าที่เจพี มอร์แกน คาดว่าจะหดตัวรุนแรงถึง 1.75%
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่บ่งชี้เงินเฟ้อและเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ อย่างดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือน มี.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ได้มีการปรับทวนตัวเลขของเดือนก่อน (กุมภาพันธ์) ขึ้นเป็น 3.0%
โดยในช่วงปลายสัปดาห์นั กลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์นี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้นเพียง 129,000 ตำแหน่งในเดือน เม.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 228,000 ตำแหน่งในเดือน มี.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.2% ในเดือน เม.ย.
ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 6-7 พ.ค. ทั้งนี้ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 95.1% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมวันที่ 6-7 พ.ค.
กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25%
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในช่วงต้นสัปดาห์เงินบาททยอยปรับตัวในแนวแข็งค่า หลังดอลลาร์ลดแรงบวกลง และราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง ขณะที่นักลงทุนรอความชัดเจนเกี่ยวกับการเจรจาการค้า ระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงรอติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 30 เม.ย. ว่าจะมีมติจะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ และผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐจะส่งผลแนวโน้มเศรษฐกิจไทยอย่างไร
โดยในวันพุธ (30/4) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.0% สู่ระดับ 1.75% ต่อปี จากความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายการค้าจากสหรัฐ และการตอบโต้จากประเทศอื่น ๆ ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงขาลงจากนโยบายการค้าโลก ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง และเงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ด้านภาวการณ์เงินโดยรวมยังตึงตัว ทั้งนี้ พร้อมคาด GDP ปี 2025 +2.0% และหากเกิดสถานการณ์ที่สงครามการค้ารุนแรงมาก คาด GDP จะเติบโตเพียง +1.3%
โดย กนง.ส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและรองรับความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งดูแลภาวะการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไป ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อใช้ในจังหวะที่เกิดประสิทธิผลสูงสุดภายใต้ขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัด
ทั้งนี้ การปรับลดคาดการณ์ GDP ของธนาคารแห่งประเทศไทยได้สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่ ธนาคารโลก (World Bank) ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 2568 เหลือโตเพียง 1.6% ชะลอลงจากเมื่อเดือน ก.พ. 68 ที่ได้ประเมินว่าจะเติบโตได้ 2.9% เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างประเทศและความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการลงทุน รวมถึงกระทรวงการคลังได้แถลงปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 เช่นกัน โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ 2.1% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.6-2.6%) เป็นกรณีพื้นฐาน
ปรับลดเรตติ้ง-ชี้เศรษฐกิจไทยเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสหรัฐมีการผ่อนปรนด้านนโยบายภาษีกับประเทศไทยและประเทศคู่ค้าจะส่งผลบวกให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นจากกรณีฐานเป็น 2.5% (อยู่ในช่วงประมาณ 2.0-3.0%) โดยจากการปรับลดคาดการณ์ จีดีพี จากหลายสำนักและความกังวลในผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิต มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s) ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยลงสู่มุมมองเชิงลบ (Negative) จากเดิมที่มีเสถียรภาพ (Stable) โดยการเปลี่ยนมุมมองครั้งนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของเศรษฐกิจและการคลังของประเทศไทยมีแนวโน้มอ่อนแอลง อย่างไรก็ดี Moody’s ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1
ทั้งนี้จากปัจจัยกดดันทั้งหมด จึงทำให้ค่าเงินบาทเริ่มทยอยอ่อนค่าในช่วงปลายสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ในวันศุกร์ (2/5) ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง หลังนักลงทุนทยอยลดการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐก่อนที่จะมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในช่วงดึก โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.10-33.75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (2/5) ที่ระดับ 33.13/15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (28/4) ที่ระดับ 1.1359/60 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (25/4) ที่ระดับ 1.1347/48 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินยูโรทยอยแข็งค่าจากการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง
ในวันอังคาร (29/4) ค่าเงินยูโรเปิดตลาดมาที่ 1.1407/09 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าโดยรายงานล่าสุดเปิดเผยว่า ผู้บริโภคในยูโรโซนปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อในเดือนมีนาคม ก่อนที่มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาจะเริ่มส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการค้าระหว่างประเทศทั่วโลก โดยการคาดการณ์เงินเฟ้อ 1 ปี ขยับขึ้นจาก 2.6% เป็น 2.9% และคาดการณ์เงินเฟ้อ 3 ปี เพิ่มจาก 2.4% เป็น 2.5%
อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางสัปดาห์ ค่าเงินยูโรปรับตัวอ่อนค่าลงตามการฟื้นตัวของเงินดอลลาร์สหรัฐ และยังถูกกดดันเพิ่มเติมหลังดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นต้นของยูโรโซน ปรับลดลงสู่ระดับ 50.1 ในเดือน เม.ย. จาก 50.9 ในเดือน มี.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 50.3 ด้าน
ดัชนี PMI ภาคบิรการขั้นต้นปรับตัวลดลงสู่ 49.7 ในเดือน เม.ย.จาก 51.0 ในเดือน มี.ค. ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 50.5 บ่งชี้ว่า การเติบโตทางธุรกิจโดยรวมในยูโรโซนแทบจะหยุดนิ่ง โดยภาคบริการซึ่งเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจหดตัวลงครั้งแรกในรอบหลายเดือน
ทั้งนี้ การอ่อนค่าของยูโรเป็นไปอย่างจำกัดหลังในคืนวันพุธ (30/4) สำนักงานสถิติของยุโรป (Eurostat) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของยูโรโซนขยายตัว 0.4% ในไตรมาส 1/2568 เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0.2% และแข็งแกร่งกว่าในไตรมาส 4/2567 ที่มีการขยายตัว 0.2%
โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1265-1.1424 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (2/5) ที่ระดับ 1.1323/24 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
BOJ คงดอกเบี้ย-ศก.โลกไม่แน่นอน
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (28/4) ที่ระดับ 143.48/52 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (25/4) ที่ระดับ 143.56/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีการอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สกุลเงินปลอดภัยอย่างเงินเยนของญี่ปุ่นและฟรังก์สวิส ต่างแข็งค่าขึ้น
อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินเยนเป็นไปได้อย่างจำกัด หลังจากนักลงทุนต้องการเฝ่ารอความชัดเจนของผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันพฤหัสบดี (1/5) ซึ่งธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด โดย BOJ ระบุว่าเศรษฐกิจทั่วโลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้น อันเนื่องมาจากการที่รัฐบาลสหรัฐเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ คณะกรรมการ BOJ ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยคาดว่าเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งเริ่มต้นเดือน เม.ย. จะขยายตัวเพียง 0.5% ลดลงจากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะขยายตัว 1.1% โดย BOJ เตือนว่าข้อพิพาททางการค้าอาจทำให้กำไรของบริษัทญี่ปุ่นชะลอตัวลง และจะส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นอ่อนแอลงด้วย ขณะเดียวกัน คณะกรรมการ BOJ คาดการณ์ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ไม่รวมราคาอาหารสด จะเพิ่มขึ้น 2.2% ในปีงบประมาณ 2568 ลดลงจากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.4%
ซึ่งหลังการประชุมทำให้นักวิเคราะห์มองว่าความน่าจะเป็นที่ทาง BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ได้ลดลง ทำให้เงินเยนอ่อนค่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยไปแตะระดับอ่อนค่าสุดที่ระดับ 145.90 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในวันพฤหัสบดี (1/5)
ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 141.97-145.90 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (2/5) ที่ระดับ 145.12/14 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินบาทผันผวน หลัง กนง.ลดดอกเบี้ยตามคาด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net