โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

Climate Finance & Thailand’s Taxonomy ปลดล็อกโอกาสใหม่ พลิกเกมอสังหาฯ

TERRABKK

เผยแพร่ 23 มี.ค. 2568 เวลา 13.30 น. • TERRABKK
Climate Finance & Thailand’s Taxonomy ปลดล็อกโอกาสใหม่ พลิกเกมอสังหาฯ

ท่ามกลางกระแสโลกที่มุ่งสู่ Net Zero ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างของไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ในงาน“The Nova Expo 2025 นวัตกรรมสีเขียวเปลี่ยนโลก" งานแรกและงานเดียวในไทยที่ให้องค์ความรู้และแนวทางลงมือปฏิบัติ เพื่อสังคมโลกสีเขียว ซึ่งจัดโดย บริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค จำกัด (EEC Academy) จึงได้มีการเสวนาหัวข้อสำคัญเกี่ยวกับบทบาทของการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างภาษีของประเทศไทย เรื่อง“Climate Finance & Thailand’s Taxonomy: Driving Sustainable Construction & Real Estate” โดยมีผู้แทนจากภาครัฐและภาคการเงินร่วมแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับผลกระทบของกฎหมายใหม่ ตลอดจนแนวทางปฏิบัติของผู้ประกอบการในภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง ได้แก่

  • ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (DCCE)
  • ชนานันท์ สุภาดุล ผู้อำนวยการสายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT)
  • ทยากร จิตรกุลเดชา ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC)
  • ดร.ชาริกา ชาญนันทพิพัฒน์ นักวิชาการด้านการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
  • พณิตตรา เวชชาชีวะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ Financial Institutions และ ESG Solutions ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย
    ดำเนินการเสวนาโดย สมาคมบริษัทจัดการพลังงานไทย

ผลกระทบ พ.ร.บ. Climate Change ฉบับใหม่

เริ่มด้วยคำถามสำคัญสำหรับภาคก่อสร้างและภาคอสังหาริมทรัพย์ว่า พ.ร.บ. Climate Change ฉบับใหม่ ที่ทุกคนจับตามอง จะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง?

ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ระบุว่า พระราชบัญญัติการจัดการสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีนั้น ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างภาระให้กับภาคธุรกิจ แต่เป็นการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับตัวอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะด้านการจัดเก็บและรายงานข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงาน และการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน (Energy Efficiency) โดยแนะให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างควรเตรียมความพร้อมการมาถึงของ พ.ร.บ. Climate Change ในเรื่อง

  • การรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหนักต้องให้ความสำคัญกับการคำนวณและรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซ
  • การพัฒนาอาคารและโครงการที่สอดคล้องกับมาตรฐานด้านพลังงาน เช่น การออกแบบอาคารที่ประหยัดพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ
  • การพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: การปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานสากล เช่น EU CBAM และ US CBAM จะช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

ทั้งนี้ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคการก่อสร้าง และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจตามพ.ร.บ. ได้แก่ กองทุน Climate Finance ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อจัดสรรเงินทุนสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจตามแนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, การพัฒนา Thailand’s Taxonomy ซึ่งเป็นระบบจัดหมวดหมู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจปรับตัว

นอกจากนี้จะเสริมอีกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นระบบและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย มีการสร้างกลไกทางการเงินที่ช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัวได้อย่างเหมาะสมและแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยมีการกำหนด 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่

1.ส่งเสริมให้สถาบันการเงิน รวมปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจ

2.สนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน

3.กำหนดแนวทางกำกับดูแลที่คำนึงถึงความยั่งยืนของสถาบันการเงิน

4.สนับสนุนการพัฒนาระบบข้อมูลและรายงานด้านสิ่งแวดล้อม

5.ผลักดันการใช้ Thailand’s Taxonomy เพื่อสร้างมาตรฐานทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
จาก Brown สู่ Green: ธปท. ชู Thailand’s Taxonomy นำธุรกิจไทยสู่อนาคตสีเขียว

ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) หนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ภาคเอกชนเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านบนเส้นทางความยั่งยืนนี้ ชนานันท์ สุภาดุล ผู้อำนวยการสายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) เริ่มต้นจากการอธิบายถึงบริบทของไทยที่ต้องพิจารณาใน3 ประเด็นหลัก ได้แก่

ประเด็นที่ 1.เศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพาพลังงานฟอสซิลสูงและมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวมากกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ซึ่งส่งผลให้ประเทศเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจสีน้ำตาลสูง (เศรษฐกิจที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากการที่ภาคอุตสาหกรรมยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอสูง)

ประเด็นที่ 2.ไทยมีความเปราะบางต่อภัยธรรมชาติ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจ

ประเด็นที่ 3.ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ซึ่งมีถึง 70% ยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเต็มที่

ด้วยเหตุนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านที่ "ราบรื่น" ต้องไม่เร็วเกินไปจนเกิดความปั่นป่วน และไม่ช้าเกินไปจนไทยตามไม่ทันโลก โดยอาจต้องเปลี่ยนผ่านทีละขั้นตอน จาก "Brown" ไป "Red Brown" ก่อนจะเข้าสู่ "Green" โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดแนวทางสำคัญ 2 ด้านเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน

1.การส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันการเงิน โดยการผนวกประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้ากับการบริหารความเสี่ยงและโอกาส

2.การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ Thailand’s Taxonomy ซึ่งเป็นมาตรฐานที่กำหนดระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยแบ่งเป็นสามระดับ ได้แก่ สีเขียว (เป็นมิตร), สีเหลือง (อยู่ระหว่างเปลี่ยนผ่าน) และสีแดง (ไม่เป็นมิตร) ซึ่งช่วยให้ทั้งภาคธุรกิจและภาคการเงินสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและลงทุน

แม้ว่าปัจจุบัน Thailand’s Taxonomy จะยังเป็นภาคสมัครใจ แต่การนำไปใช้ก่อนจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและสถาบันการเงิน ธุรกิจที่สามารถปรับตัวตามแนวทางนี้ได้ก่อน จะได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนและสิทธิประโยชน์ที่มากขึ้น ซึ่งสำหรับภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคที่มีการใช้พลังงานสูงควรมีแนวทางปรับตัว เช่น การใช้มาตรฐานอาคารเขียว (Green Building) อย่าง TREES และ LEED หรือการปรับโครงสร้างอาคารให้ลดการใช้พลังงานตามเกณฑ์ของ Taxonomy

นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีมาตรฐานสนับสนุนภาคเอกชน จากการดำเนินโครงการ "Financing the Transition" ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยกับ 8 ธนาคารพาณิชย์ โดยมีเป้าหมายปล่อยสินเชื่อที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมให้ได้หนึ่งแสนล้านบาทภายในปี 2025 ซึ่ง ณ สิ้นปี 2024 ได้ดำเนินการไปแล้วครึ่งทางที่ห้าหมื่นล้านบาท โครงการนี้ไม่เพียงแต่ให้สินเชื่อเท่านั้น แต่ยังเน้นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

Green Bond ถึง SLB: เครื่องมือการเงินใหม่สำหรับธุรกิจมุ่ง ESG

ด้าน ทยากร จิตรกุลเดชา ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ได้แบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยส่งเสริมโครงการด้านความยั่งยืน โดยได้อธิบายถึงตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน 4 ประเภท ได้แก่ Green Bond ซึ่งใช้สำหรับโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น อาคารประหยัดพลังงานและพลังงานสะอาด, Social Bond เพื่อสนับสนุนโครงการลดความเหลื่อมล้ำ, Sustainability Bond ที่ผสมผสานทั้งสิ่งแวดล้อมและสังคม และ Sustainability-linked Bond (SLB) ที่เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดความยั่งยืนขององค์กร ซึ่งช่วยดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการสนับสนุนธุรกิจที่มุ่งเน้นด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance)

ตราสารหนี้เหล่านี้ให้ประโยชน์แก่ภาคธุรกิจหลายด้าน เช่น การสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ขยายฐานนักลงทุน และเพิ่มโอกาสระดมทุนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาดตราสารหนี้ทั่วไปซบเซา

นอกจากนี้ SEC ยังมีมาตรการสนับสนุน เช่น การยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน และการสนับสนุนค่าธรรมเนียมสำหรับ External Reviewer ที่ตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการ

สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก SEC เปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนผ่าน Crowdfunding Platform ซึ่งช่วยให้โครงการขนาดเล็กสามารถระดมทุนจากนักลงทุนทั่วไปได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก
อย่างไรก็ตามแม้บทบาทของ Thailand’s Taxonomy ยังไม่มีผลบังคับใช้ในตลาดทุน แต่สามารถช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างที่ต้องการเข้าถึงเงินทุนด้านความยั่งยืน
จับตา 5 ธีมเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและโอกาสบนถนนสีเขียว

ขณะที่ ดร.ชาริกา ชาญนันทพิพัฒน์ จากสถาบัน TDRI ให้มุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างของไทย

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ Thailand’s Taxonomy ซึ่งเป็นกรอบที่พัฒนาขึ้นโดยภาครัฐและเอกชน ร่วมกับสถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อกำหนดมาตรฐานของธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยธุรกิจที่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานนี้จะได้รับประโยชน์ในแง่หการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและโอกาสทางการเงิน ขณะที่ธุรกิจที่ละเลยอาจเผชิญกับข้อจำกัดด้านการค้าและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากกฎหมายภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ โดยได้สรุป 5 ธีมสำคัญที่ธุรกิจต้องติดตาม

1.Carbon Pricing & Climate Finance: การกำหนดราคาคาร์บอนและการเงินสีเขียวเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้ธุรกิจต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากไม่ปรับตัว อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุนและต้นทุนดำเนินงาน

2.Supply Chain Regulation: กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะมาตรการของสหภาพยุโรป เช่น CBAM และ CSDDD ซึ่งจะกำหนดให้บริษัทต้องตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของซัพพลายเออร์

3.Biodiversity: การใช้ที่ดินต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งอาจนำไปสู่กฎหมายใหม่ที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต

4.Data Disclosure & ESG Reporting: บริษัทต้องเตรียมความพร้อมในการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการลงทุนและความน่าเชื่อถือในตลาด

5.Greenwashing Regulation: การโฆษณาหรือสื่อสารข้อมูลที่เกินจริงเกี่ยวกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น แม้ว่าในไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับ Greenwashing อย่างชัดเจน แต่ก็เป็นประเด็นชวนคิดสำหรับภาคธุรกิจมอง เนื่องจากเป็นประเด็นที่ NGO และภาคประชาสังคมให้ความสำคัญ ซึ่งอาจมีผลต่อไทยในอนาคต

ทั้งนี้มุมมองในอนาคตของภาคอสังหาริมทรัพย์ การนำ Thailand’s Taxonomy มาใช้จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ของไทยให้มีมาตรฐานสูงขึ้น และสอดคล้องกับข้อกำหนดระดับสากล ธุรกิจที่เตรียมตัวล่วงหน้าโดยการเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม วัดผล และกำหนดกลยุทธ์เพื่อปรับตัว จะสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้ ในขณะที่บริษัทที่มองว่านี่เป็นเพียงต้นทุนอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
กรอบการเงินที่ยั่งยืน เพื่อภาคอสังหาริมทรัพย์

ปิดท้ายที่ พนิตตรา เวชชาชีวะ จากธนาคารยูโอบี (UOB) ที่มาร่วมแบ่งปันแนวทางการเงินเพื่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างอย่างยั่งยืนว่า การเปลี่ยนผ่านสู่มาตรการสีเขียวไม่ใช่ภาระต้นทุน แต่เป็น "โอกาสทางการลงทุน" เนื่องจากปัจจุบันกว่า 145 ประเทศทั่วโลกได้ให้คำมั่นสู่ Net Zero ทำให้กฎหมายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น Carbon Tax และมาตรฐาน ESG ส่งผลต่อกำไร ขาดทุน และความอยู่รอดของธุรกิจไทย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ยังได้รับแรงกดดันจากนักลงทุน ที่ให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้น เช่น กองทุนขนาดใหญ่บางแห่งมีนโยบายลงทุนเฉพาะบริษัทที่มีเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2030 รวมถึง ซัพพลายเชน ที่ต้องการลดคาร์บอน ทำให้ผู้ประกอบการต้องเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

ดังนั้น UOB จึงได้พัฒนาโซลูชันทางการเงินที่สอดคล้องกับแนวทางด้านความยั่งยืน เพื่อสนับสนุนธุรกิจอสังหาฯ ก่อสร้างและ พลังงาน ได้แก่

  • Sustainability-Linked Instruments – มุ่งเน้นการปรับปรุงการบริหารจัดการด้านความยั่งยืนและการบรรลุเป้าหมายที่ท้าทาย
  • Green Instruments – เงินทุนที่จัดสรรให้กับโครงการที่มีประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน
  • Transition Finance – สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงและยากต่อการลดคาร์บอนให้สามารถเปลี่ยนผ่านได้
  • Sustainable Trade Finance – เงินทุนที่มุ่งเน้นสนับสนุนการซื้อขายสินค้าหรือบริการที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ UOB ได้พัฒนา 7 Sustainable Finance Frameworks เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจเดินหน้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งรวมถึง Smart City Framework และ Green Building Framework ที่สนับสนุนโครงการอสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยมีเป้าหมายให้การลงทุนเป็นไปตามมาตรฐานสากล เช่น LEED, TREES, EDGE และ BCA Green Mark

นอกจากนี้ UOB ยังมี U-Series Solutions เช่น U-Solar, U-Energy และ U-Drive ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงโซลูชันพลังงานสะอาดและการลดคาร์บอนผ่านพันธมิตรที่ได้รับการรับรอง และเพื่อช่วยให้ธุรกิจเริ่มต้นเดินหน้าสู่ความยั่งยืน

ที่สุดแล้วการปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานสีเขียวไม่ใช่เพียงแค่การทำเพื่อภาพลักษณ์หรือความรับผิดชอบต่อสังคมเท่านั้น แต่เป็นการดำเนินธุรกิจเพื่อความอยู่รอดและการเติบโตในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นเรื่องที่ทำคนเดียวไม่ได้” แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาคธนาคาร ผู้พัฒนาโครงการ และซัพพลายเชน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่เป็นธรรมและยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...