โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมฝรั่งชอบแพ้ถั่ว เมื่อวงการแพทย์อเมริกันสร้าง ‘ปีศาจ’ ขึ้นมา จากโรคภูมิแพ้อาหารที่เคยหายาก

The Momentum

อัพเดต 23 มี.ค. 2568 เวลา 12.33 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. 2568 เวลา 03.21 น. • THE MOMENTUM

“ลูกฉันแพ้ถั่ว ฝากแจ้งในครัวด้วยว่าห้ามใส่ถั่วเด็ดขาด”

หลังจบมัธยมปลาย ผู้เขียนเคยใช้เวลาประมาณ 6 เดือนก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยทำงานพาร์ตไทม์ที่ห้องอาหารของโรงแรม 4 ดาวใกล้ๆ บ้าน และตลอด 6 เดือนนั้น พนักงานในห้องอาหารได้ยินคำว่า ‘Nut Allergy’ จากแขกต่างชาติอยู่บ่อยๆ น่าจะบ่อยกว่าคำว่า ‘แพ้อาหารทะเล’ จากแขกชาวไทยเสียอีก ที่ผู้เขียนจำได้แม่น เพราะเมื่อไรก็ตามที่มีลูกค้าแจ้งว่าแพ้อาหาร ในครัวจะต้องวุ่นกับการเช็ดถูสเตชันทำอาหารใหม่และเปลี่ยนไปใช้ภาชนะกับอุปกรณ์ครัวอีกชุดที่ไม่ปนเปื้อน

คำว่า Nut Allergy หรือ ‘แพ้ถั่วเปลือกแข็ง’ ในที่นี้ ถ้าอธิบายให้เฉพาะเจาะจงลงไป ถั่วที่แพ้กันมากมักจะเป็นถั่วลิสง แต่ด้วยความที่ส่วนผสมประเภทถั่วเปลือกแข็งหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นอัลมอนด์ วอลนัต เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ฯลฯ มักจะถูกนำเข้ากระบวนการภายในโรงงานเดียวกันทำให้เสี่ยงเกิดการปนเปื้อน คนที่มีอาการแพ้ถั่วจึงมักหลีกเลี่ยงถั่วเปลือกแข็งทั้งหมดไปเลยเพื่อความสบายใจ

คำแนะนำอย่างหนึ่งที่ผู้จัดการห้องอาหารให้ไว้คือ แขกที่แพ้ถั่วมักจะเป็นชาวอเมริกันหรืออังกฤษ น้อยมากที่จะเป็นชาวจีน อินเดีย หรือยุโรปชาติอื่นๆ ซึ่งนับว่าเป็นข้อสังเกตที่น่าสงสัย ถ้าแค่จีนกับอินเดียยังพอว่า เพราะชาติพันธุ์ต่างกัน แต่ชาวอเมริกันผิวขาวส่วนใหญ่ก็มักจะสืบเชื้อสายจากฝั่งยุโรปไม่ใช่หรือ แล้วจะมีแค่คนอเมริกันที่แพ้ถั่วได้อย่างไร

แต่วันดีคืนดี ผู้เขียนก็ได้เรียนรู้ว่า ผู้จัดการท่านนั้นน่าจะมีหูตาที่แหลมคมและประสบการณ์ทำงานที่โชกโชนมากทีเดียว

หากมีใครมาบอกคุณว่า โรคภูมิแพ้ถั่วที่พบบ่อยใน ‘ฝรั่งอเมริกัน’ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ คุณจะเชื่อไหม

แต่นี่แหละ คือสาเหตุที่แม้ว่าประชากรอเมริกันว่า 60% จะเป็นอเมริกันเชื้อชาติยุโรป แต่กลับพบว่าชาวยุโรปมีอาการแพ้ถั่วเป็นโรคประจำตัวน้อยกว่าคนอเมริกัน แถมไม่ใช่แค่คนขาวเท่านั้นที่มักมีอาการแพ้

อันที่จริงไม่ว่าคุณจะมีเชื้อชาติอะไร แต่หากคุณเติบโตมาในสหรัฐฯ ในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา คุณจะมีโอกาสแพ้ถั่วมากว่าคนที่เติบโตที่อื่นอย่างมีนัยสำคัญ ต่อให้ในประเทศภูมิลำเนาที่ปู่ย่าตายายคุณจากมา อาการแพ้ถั่วจะเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดที่หายากมากก็ตาม

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

หากจะเข้าใจเรื่องนี้ให้ถ่องแท้ เราต้องย้อนเวลากลับไปในช่วงยุค 90s ที่เรียกได้ว่าเป็น ‘ยุคตื่นถั่ว’ แห่งแวดวงการแพทย์อเมริกัน

ยุคตื่นถั่วลิสง

เดิมทีชาวอเมริกันไม่ได้มีแนวโน้มจะแพ้ถั่วลิสงมากกว่าคนชนชาติอื่น โดยมีอัตราการแพ้ถั่วของประชากรอยู่ที่ 0.6% เท่านั้น กล่าวคือในประชากรทุกๆ 1,000 คน จะพบคนแพ้ถั่วลิสงแค่ 6 คนเท่านั้น แต่แล้วหลังผ่านพ้นยุค 90s เป็นต้นมา ตัวเลขดังกล่าวก็เริ่มทะยานสูงขึ้น 3 เท่า เป็น 2% กล่าวคือเราจะพบคนแพ้ถั่วลิสง 2 คนในประชากรทุก 100 คนนั่นเอง

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะตลอดยุค 90s มีการประโคมข่าวเด็กเล็กที่เสียชีวิตเพราะแพ้ถั่วจนดังครึกโครม ทำให้มีแพทย์ชาวอเมริกันหันมาเขียนและศึกษาประเด็นดังกล่าวมากขึ้น จนกระทั่งในปี 2000 ที่มีแพทย์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า อาการแพ้ที่พบรุนแรงขึ้นกว่าหลายปีก่อนหน้าอย่างมาก

สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (American Academy of Pediatrics: AAP) ต้องการที่จะรับมือกับสถานการณ์น่าเป็นห่วง ด้วยการให้คำแนะนำกับผู้ปกครองว่า มีวิธีใดบ้างที่พวกเขาสามารถใช้เป็นแนวทางในการปกป้องบุตรหลานให้ปลอดภัยอย่างไร

ปัญหาใหญ่คือทางสถาบันเองก็ไม่รู้วิธีรับมือเช่นกัน

แต่แทนที่จะยอมรับต่อสาธารณชนว่ายังไม่พบทางออกแน่ชัด พวกเขากลับออกประกาศคำแนะนำออกสู่สาธารณะโดยที่ยังไม่แน่ใจ เนื้อหาระบุว่า

“เด็กเล็กอายุตั้งแต่ 0-3 ปี หญิงตั้งครรภ์ และมารดาที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร จะต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคถั่วลิสง

“จำง่ายๆ แค่ 1-2-3 ซึ่งหมายถึง อายุ 1 ปีเริ่มกินนม อายุ 2 ปีเริ่มกินไข่ แล้วอายุ 3 ปีจึงค่อยลองถั่วลิสง

“แม่ที่รับประทานถั่วลิสงมีแนวโน้มจะคลอดลูกออกมามีอาการแพ้ถั่วลิสง”

กุมารแพทย์ที่เรียนจบมาหลายต่อหลายรุ่นนับจากนั้นยึดถือคำแนะนำนี้เป็นสรณะ และแน่นอนว่าคนทั่วไปในสังคมอเมริกันย่อมเชื่อฟังคำของแพทย์ แม้จะมีงานวิจัยหลายชิ้น รวมถึงรายงานในวารสาร British Medical Journal ที่บ่งชี้ว่า แนวปฏิบัตินี้ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยง

แต่ไม่ทันการแล้ว กว่าจะถึงตอนนั้นคำแนะนำจาก ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ก็ได้ถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว

ยุคภูมิแพ้ถั่วระบาด

ยิ่งปล่อยเรื่องนี้คาราคาซังนานเท่าไร สถานการณ์ก็ยิ่งย่ำแย่ลง ในปี 2007 โรงเรียนหลายแห่งในรัฐเวอร์จิเนียแบนถั่วลิสงและกวาดล้างเมนูถั่วออกจากโรงอาหารอย่างเด็ดขาด และไม่กี่ปีหลังจากนั้น เขตโรงเรียนในรัฐมิซูรีก็รายงานตัวเลขทางสถิติว่า มีเด็กแพ้อาหารรุนแรงจำนวนมากขึ้นกว่า 6 ปีก่อนถึงเท่าตัว โดยอาการแพ้ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับถั่วลิสง

และท้ายที่สุด ความซวยลำดับถัดมาคือเมื่อปี 2015 กิเดียน แล็ก (Gideon Lack) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้และนักภูมิคุ้มกันวิทยา ดันค้นพบข้อพิสูจน์ที่ว่า จริงๆ แล้วการที่แม่และเด็กอายุ 0-3 ปีไม่แตะต้องผลิตภัณฑ์จากถั่วลิสงนั่นแหละ คือสาเหตุที่มีเด็กโตมาแพ้ถั่วลิสงเพิ่มขึ้นตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

“การให้เด็กสัมผัสกับถั่วลิสงตั้งแต่แบเบาะ (ช่วงอายุประมาณ 4-11 เดือน) จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการแพ้ถั่วได้ถึง 86% เห็นผลทันทีที่เด็กอายุครบ 5 ปี เมื่อเทียบกับเด็กอีกกลุ่มที่พ่อแม่ปฏิบัติตามไกด์ไลน์ของสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา” แล็กระบุ

งานวิจัยนี้เริ่มตั้งไข่ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกาเผยแพร่คำแนะนำออกมา โดยได้แรงบันดาลใจมาจากข้อสังเกตที่ว่า เด็กที่ไปเจาะร่างกายมักมีอาการแพ้เครื่องประดับนิกเกิล แต่เด็กที่จัดฟันมาตั้งแต่อายุน้อยมักจะไม่มีอาการแพ้ เพราะบางส่วนของเหล็กจัดฟันก็ทำมาจากนิกเกิลเช่นกัน

นอกจากนี้แล็กยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า ในขณะที่เด็กชาวยิวในอังกฤษและอเมริกาเริ่มมีอาการแพ้ถั่วกันมากขึ้น เด็กชาวยิวในอิสราเอลกลับแทบไม่แพ้ถั่วเลย ตอนที่แล็กไปบรรยายที่อิสราเอล เขาถามกุมารแพทย์ชาวอิสราเอลกว่า 200 คนที่นั่งอยู่ในห้องเรียนว่า ใครเคยเจออาการแพ้ถั่วในเด็กบ้าง มีกุมารแพทย์เพียง 2 คนเท่านั้นที่ยกมือขึ้น จากนั้นเขาก็ได้ไปรู้ในภายในหลังว่า เด็กชาวอิสราเอลแทบทุกคนจะต้องเคยกินขนมถั่วบดสำหรับเด็กอ่อนที่เรียกว่า ‘แบมบา’ (Bamba)

นั่นหมายความว่า ในสังคมที่ทุกคน รวมถึงแม่และเด็กอ่อนกินถั่วลิสงเป็นปกติอย่างอิสราเอล ภูมิแพ้ถั่วลิสงจะเป็นโรคที่พบได้ยาก

แต่ในสังคมที่แม่และเด็กอ่อนไม่แตะต้องถั่วลิสงเลยอย่างสหรัฐฯ เราจะเริ่มพบภูมิแพ้ถั่วลิสงได้บ่อยขึ้นนั่นเอง

เมื่อคิดได้ดังนั้น แล็กจึงเริ่มทำการวิจัยในหัวข้อนี้ต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนานหลายสิบปีและค้นพบความจริงว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มีเด็กและเยาวชนเป็นล้านๆ คนที่ตกเป็นเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจากความหน้าบางและกระบวนการคิดแบบติดกลุ่มในแวดวงการแพทย์

อ้างอิง

Makary, M. (2024, March 14). How pediatricians created the peanut allergy epidemic. The Wall Street Journal. https://www.wsj.com/health/how-pediatricians-created-the-peanut-allergy-epidemic-952831c4

Makary, M. (2024). Blind Spots. HarperCollins.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...