โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สถิติฟ้อง คนไทยลุย “หุ้นสหรัฐ” ผ่าน “Passive Fund” มากสุด 61%... “Morningstar” แนะมีทั้งคู่ ใช้ “Passive” เป็นพอร์ตหลัก “Active” เป็นพอร์ตเสริม !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 23 เม.ย. 2568 เวลา 10.47 น. • โต๊ะกองทุน Wealthy Thai

Fun of Funds: “ตลาดหุ้นสหรัฐ” เป็นตลาดที่มีสัดส่วนกว่าครึ่งในดัชนีหุ้นโลก จึงไม่น่าแปลกใจถ้าที่นี่จะเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกเสมอมา
ปีนี้เป็นปีแรกที่ “หุ้นสหรัฐ” เปิดตัวมาไม่ดี ร่วง “ติดลบ” หลังจากวิ่งเป็นกระทิงเปลี่ยวมาต่อเนื่องหลายปี จน “ราคาแพง” ก่อนหน้า ปัจจุบันด้วยแรงส่งของ “ภาษี Trump” ก็ทำให้ “ดัชนี S&P500” ปรับตัวลงมาแล้วปีนี้กว่า -10%
มองในอีกมุมก็อาจเป็น “โอกาสลงทุน” เช่นกัน เพราะตลาดไม่แพงเช่นในอดีต
แล้วจะไปลงทุน “หุ้นสหรัฐ” เลือกกองทุนสไตล์ไหนดี?
“กองทุนที่บริหารเชิงรุก” (Active Fund) หรือ “กองทุนที่บริหารเชิงรับ” (Passive Fund) ดีล่ะ?
เพราะ “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ถือเป็น “ตลาดที่มีประสิทธิภาพ” โอกาสจะหาผลตอบแทนส่วนเกินปกติจากผลตอบแทนตลาดทางทฤษฎีแล้ว “เป็นไปได้ยาก” (ตำราว่าไว้อย่างนั้น)
แม้แต่เซียนหุ้นที่เป็นตำนานที่ยังมีชีวิตของโลกการลงทุนอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์” (Warren Buffett) ก็ยังแนะนำให้เลือกลงทุนใน Passive Fund อย่าง “กองทุนดัชนี S&P500” ในระยะยาวแทนการเลือกหุ้นรายตัว เพราะคุณไม่จำเป็นต้องเอาชนะตลาดก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม คงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวแต่ประการใด ต่างฝ่าย ต่างมี “จุดเด่น-จุดด้อย” ที่แตกต่างกันไป
ใครที่ยังไม่แน่ใจว่าไปลงทุน “หุ้นสหรัฐ” จะเลือก Active Fund” หรือ Passive Fund” ดี วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก Morningstar” มาฝากกัน

ช่วง 5 ปี มีเงินไหลเข้า “กองหุ้นสหรัฐ” เฉลี่ยปีละ 1.7 หมื่นล้านบาท…ด้าน “Passive Fund” ขวัญใจนักลงทุน ครองส่วนแบ่งสูงถึง 61%

สำหรับ “กองทุนหุ้นสหรัฐ” เป็นหนึ่งในกองทุนหุ้นต่างประเทศที่ติดอันดับจำนวนกองทุนมากที่สุดในอุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทย
จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุว่า ปัจจุบันมี “กองหุ้นสหรัฐ” ประมาณ 150 กองทุน (นับรวมทุกชนิดหน่วยลงทุน) มีมูลค่าทรัพย์สินรวมกันสูงถึง 1.16แสนล้านบาท (อ้างอิงจากข้อมูล NAV ล่าสุด ณ 3 เม.ย. 68) ส่วนใหญ่ 98% จะลงทุนผ่าน “กองทุนต่างประเทศ” เป็นสำคัญ
ทั้งนี้หากแบ่งตามสไตล์ พบว่าเป็นกลุ่ม Passive Fund” คือ กองทุนที่มีเป้าหมายการสร้างผลตอบแทนให้เคลื่อนไหวไปตามดัชนีที่อ้างอิง ซึ่งส่วนใหญ่จะอ้างอิงกับดัชนีหลักๆ ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เช่น S&P 500, NASDAQ, Russell เป็นต้น สูงถึง 61% ในขณะที่กลุ่ม Active Fund” ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าดัชนี อีก 39%

“ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจนถึงในปีนี้ ‘กองหุ้นสหรัฐ’ มีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละประมาณ 1.7หมื่นล้านบาท ตั้งแต่ปี 2563 – 2564 กลุ่ม Active มีเงินไหลเข้าสูงกว่ากองทุน Passive โดยเฉพาะในปี 2564 ที่เงินไหลเข้าในกองทุน Passive แตะระดับสูงสุดที่เกือบ 1.5 หมื่นล้านบาท จากนั้นตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา กองทุนประเภท Passive เริ่มมีเงินไหลเข้าเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับสูงกว่ากองทุน Active และขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในปี 2567 ที่มีเงินไหลเข้าเกือบ 1.6 หมื่นล้าน ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าที่กองทุน Active เคยทำได้ในปี 2564 ทั้งนี้ เงินไหลเข้าในกองทุน Passive ส่วนใหญ่ จะเป็นกองทุนที่มีกองทุนหลักอ้างอิงกับดัชนี S&P 500 และ NASDAQ 100 ซึ่งเป็นสองดัชนีสำคัญของตลาดหุ้นสหรัฐ”

สถิติฟ้อง 5 ปีย้อนหลัง “Active Fund” ชนะแค่ 2 ปี…ในขณะที่ “Passive Fund” ความเสี่ยงต่ำกว่าต่อเนื่องทุกปี

หากพิจารณา “ผลตอบแทนย้อนหลัง” รายปีปฏิทินช่วง 5ปีที่ผ่านมา รวมถึงในปี 2568 พบว่ากองทุน Active สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยเหนือกว่ากองทุน Passive ได้เพียง 2 ปี คือ ปี 2563 และ 2566 ซึ่งเป็นปีที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น ในทางตรงข้าม เป็นที่น่าสังเกตว่าในปีที่ตลาดปรับตัวลดลง เช่นในปี 2565 และปีนี้ ผลตอบแทนของกองทุน Passive จะมีการปรับตัวลดลงน้อยกว่ากองทุน Active
“อย่างไรก็ตาม ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีกองทุน Active กองทุนใดที่สามารถสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าดัชนีได้เลย”

“ในอีกด้านหนึ่ง ปัจจัยที่มักมาคู่กับผลตอบแทนคือความผันผวน ซึ่งเมื่อพิจารณาระดับความผันผวนย้อนหลังในอดีตจะพบว่ากองทุนประเภท Passive มีระดับความผันผวนที่ต่ำกว่ากองทุน Active มาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยกรอบค่าความผันผวนของกองทุนประเภท Passive จะอยู่ที่ 10.9% - 22.7% ในขณะที่กองทุน Active อยู่ที่ 18.3% - 31.6%

“ต้นทุนการลงทุน” เรื่องเล็กที่กระทบผลตอบแทน

อีกปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม ได้แก่ “ค่าธรรมเนียม” ของกองทุน โดยเฉพาะ “ค่าธรรมเนียมการจัดการ” (Management Fee) ซึ่งมักจะเป็นค่าธรรมเนียมที่มีสัดส่วนสูงที่สุดในกลุ่มค่าธรรมเนียมต่างๆ และมีโอกาสส่งผลต่อความแตกต่างของผลตอบแทนได้อย่างมีนัยสำคัญ
พบว่า “กองหุ้นสหรัฐ” ของไทย ที่เป็น Active มีค่าธรรมเนียมการจัดการเฉลี่ย 1.13% ในขณะที่กองทุน Passive มีค่าธรรมเนียมเฉลี่ย 0.71% ซึ่งจะเห็นว่าส่วนต่างของค่าธรรมเนียมราว 40 bps ดังนั้นนักลงทุนจึงควรพิจารณาว่าผลตอบแทนที่กองทุน Active จะมีโอกาสสร้างได้นั้น อยู่ในระดับมากเพียงพอที่จะชดเชยค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เกิดขึ้นหรือไม่

“นอกจากนี้ อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจส่งผลต่อผลการดำเนินงานของกองทุนคือ ‘นโยบายการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน’ ระหว่างสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและบาท โดยหากกองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ก็จะต้องพิจารณาถึงต้นทุนในการป้องกันความเสี่ยงด้วย และในทางตรงกันข้าม หากกองทุนไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ก็อาจจะทำให้กองทุนมีโอกาสทั้งในการสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม หรือโอกาสขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนได้เช่นกัน”

“Morningstar” แนะ “กระจายความเสี่ยง”…มี “Passive Fund” เป็นพอร์ตหลัก - “Active Fund” เป็นพอร์ตเสริม

ทาง Morningstar” แนะนำว่า สุดท้ายแล้ว “การกระจายความเสี่ยง” ระหว่างทั้ง 2 แนวทางอาจเป็นทางเลือกที่ดี โดยไม่ต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยอาจเลือกใช้กองทุน Passive เป็นพอร์ตหลัก เพราะมีต้นทุนต่ำและมีทิศทางสอดคล้องไปกับการเติบโตของตลาดโดยรวม ขณะที่กองทุน Active อาจถูกใช้เป็น “เครื่องมือเสริม” ที่ช่วยสร้างโอกาสในการเพิ่มผลตอบแทนหรือลดความเสี่ยงในบางสถานการณ์
ดังนั้น คำถามว่าควรเลือกลงทุนใน “หุ้นสหรัฐ” แบบ “Active Fund” หรือ “Passive Fund” อาจจะไม่สามารถตอบได้ง่ายนัก หากแต่นักลงทุนต้องพิจารณาหลายปัจจัยประกอบกันว่าอะไรคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเป้าหมายการลงทุนของนักลงทุนแต่ละรายเป็นสำคัญนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...