[PROJECT I] เซียนสาวผู้หวนคืน(จบแล้ว)
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายเรื่องนี้จะทยอยอัพในช่วงแรกก่อนจะเริ่มเร่งเครื่องในเดือน 12 เนื่องจากไรท์กำลังปิดเล่มนิยายเรื่องเก่าภายในเดือนนี้
จะมีการเก็บเงินตั้งแต่ตอนที่ 21 เป็นต้นไปโดยติด 3 เหรียญแบบถาวร
เรื่องย่อ
อี้หราน เซียนสาวผู้พลัดหลงเข้าสู่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรและได้ใช้ชีวิตเป็นเวลาสามร้อยปีได้ตัดสินใจพลีชีพเพื่อให้ศิษย์พี่ของตนเองรอดชีวิตและสามารถกำจัดจอมอสูรราชันย์ ผู้นำของเหล่าผู้ฝึกมารได้สำเร็จ หลังจากที่ตายไปแล้วเธอกลับพบว่าตนเองได้หวนมาสู่โลกใบเดิมที่ตนเองเคยจากมา ในฐานะของไอรีน หญิงสาวที่ฟื้นคืนจากสภาวะนิทราที่เป็นผลกระทบของวันแห่งการพิพากษา ปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนแปลงโลกที่เธอเคยรู้จักให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
บทนำ
“ไอรีน! ลูกฟื้นแล้ว ในที่สุดลูกก็ฟื้นเสียที” เสียงของหญิงวัยกลางคนที่ชวนให้รู้สึกคุ้นเคยและคะนึงหาทำให้สติของอี้หรานถูกดึงกลับมาอีกหนึ่งครั้ง
‘เกิดอะไรขึ้น ทำไมข้าถึงยังมีชีวิตอยู่?’
อี้หรานจำได้ว่านางได้สละชีพในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายระหว่างเหล่าเซียนและมารอสูร ตอนที่เฉินอี้คุนศิษย์พี่ของนางผู้ถูกเรียกว่าจักรพรรดิเซียนกระบี่ซึ่งเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในฝ่ายกองทัพเซียนเผชิญหน้ากับจอมอสูรราชันย์ผู้นำของกองทัพมารอสูร ทั้งสองฝ่ายได้แลกการโจมตีครั้งสุดท้ายเพื่อปลิดชีพอีกฝ่ายและตัดสินผลลัพธ์ของสงคราม
ในเวลานั้นอาจจะเป็นเพราะนางคิดว่าชีวิตของศิษย์พี่นั้นมีความสำคัญมากเกินกว่าจะปล่อยให้จบสิ้นลงเพราะถึงจะสิ้นจอมอสูรราชันย์แต่ฝ่ายมารอสูรก็ยังมีกำลังรบที่น่าสะพรึงกลัว ขณะที่ถ้าหากฝ่ายกองทัพเซียนสูญเสียเขาไปก็จะทำให้กำลังรบตกลงอย่างมาก
หรืออาจเพราะความรู้สึกที่นางมีต่อศิษย์พี่แม้จะเป็นความรักฝ่ายเดียวที่ไร้ความหวังเพราะอีกฝ่ายตั้งมั่นในรักกับศิษย์น้องเล็ก
‘ไม่สิ เสียงเมื่อครู่เรียกข้าว่าอันใด?’ ดวงตาของอี้หรานเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเรียกนั้นซ้ำไปซ้ำมา เสียงเรียกที่ดูเหมือนจะคุ้นเคยแต่ก็เลือนรางอยู่ในความทรงจำอันห่างไกล โดยเฉพาะชื่อนี้ที่นางไม่ได้ยินมานานกว่าสามร้อยปีแล้ว
“ม…แม่” เมื่อดวงตาของเธอเปิดออกก็พบกับใบหน้าของหญิงวัยกลางคนที่ไม่ได้พบเจอมายาวนานแต่กลับยังจดจำอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน บนขอบตารู้สึกถึงความเปียกชื้นที่ไม่คุ้นเคยนักเพราะนับตั้งแต่เริ่มฝึกบำเพ็ญในเส้นทางผู้ฝึกตนนางก็ได้ละทิ้งความอ่อนแอของตัวเองไปแล้ว แม้แต่ตอนที่เอาตัวไปขวางกรงเล็บของจอมอสูรราชันย์ ความเจ็บปวดที่ฉีกกระชากทั้งร่างกายและวิญญาณจนแหลกลาญนั้นก็ยังไม่สามารถทำให้นางหลั่งน้ำตาออกมาได้
ใช่แล้วไอรีนก็คือชื่อของนางเอง
มันเป็นชื่อของนางก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุและหมดสติไป เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตนเองกลายเป็นอี้หรานที่อยู่ในโลกแห่งการบำเพ็ญ ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างยากลำบากในช่วงห้าปีแรกก่อนที่จะได้ค้นพบโอกาสเข้าสู่สำนักเซียนโดยอาจารย์ของนาง
อี้หรานเข้าใจมาโดยตลอดว่าตัวนางในฐานะไอรีนคงจะตกตายไปแล้วดังนั้นวิญญาณของนางจึงได้ถูกส่งไปอยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง แต่ตอนนี้นางกลับฟื้นคืนกลับมาอีกหนึ่งครั้งและได้พบเจอกับมารดาที่คิดว่าคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้ว
แม้เวลาสามร้อยปีในโลกแห่งการบำเพ็ญจะยาวนาน แต่ความผูกพันที่เธอมีต่อครอบครัวในโลกใบแรกก็ยังฝังลึกอยู่ในจิตใจของเธอตลอดเวลา
“คนไข้ฟื้นแล้วจริงๆด้วย” เสียงทุ้มดังขึ้นดึงความสนใจของหญิงสาวไป เจ้าของเสียงนั้นเป็นชายหนุ่มในชุดกราวด์สีขาวสวมแว่นเหลี่ยมกรอบเงินดูสุขุมเยือกเย็น ดวงตาคมที่ซ่อนอยู่ภายใต้กรอบแว่นปราดมองหญิงสาวด้วยความประหลาดใจ “ถึงแม้จะมีบางเคสที่ผู้นิทราฟื้นกลับมาหลังจากที่เวลาผ่านไป แต่ไม่คิดเลยว่าคุณไอรีนจะเป็นหนึ่งในเคสนั้น”
‘ผู้นิทรา?’ หญิงสาวรู้สึกไม่คุ้นเคยกับคำนี้เลยแม้แต่น้อย
“คุณหมอเจนภพ ช่วยตรวจอาการของไอรีนให้หน่อยนะคะ” ไพลินหญิงวัยกลางคนผู้เป็นมารดาของไอรีนเอ่ยด้วยความรู้สึกกังวลใจ หลังจากอุบัติเหตุในวันแห่งการพิพากษา ลูกสาวของเธอก็อยู่ในสภาวะผู้นิทรานานถึงสามปีเต็ม เดิมทีแพทย์ยังไม่แน่ใจว่าอาการของไอรีนนั้นนับว่าอยู่ในสภาพเจ้าหญิงนิทราเพราะอุบัติเหตุหรือเป็นสภาวะผู้นิทราที่เกิดจากวันแห่งการพิพากษากันแน่ แต่การที่เธอฟื้นกลับคืนมาอีกหนึ่งครั้งทำให้มีความเป็นไปได้สูงมากที่มันจะเกิดจากสภาวะผู้นิทรามากกว่า
หมอหนุ่มพยักหน้าตอบรับและเชิญให้หญิงวัยกลางคนออกไปก่อนเพื่อที่เขาจะได้ตรวจสภาพของผู้ป่วย อย่างที่บอกว่าผู้ที่ฟื้นกลับมาจากสภาวะนิทรานั้นมีอยู่เพียงไม่กี่เคสในโลก ดังนั้นการศึกษาผลกระทบจากสภาวะนิทราจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันของโลก
อี้หรานหรือที่ตอนนี้กลับมาอยู่ในร่างของไอรีนอีกครั้งยังคงจมอยู่กับความรู้สึกสับสน เธอไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงกลับมาอยู่ในโลกใบนี้อีกครั้ง นอกจากนี้สิ่งต่างๆที่เธอคุ้นเคยก็ดูเปลี่ยนไปไม่น้อย เธอถูกหมอและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลพาตัวไปที่ห้องตรวจที่ดูล้ำสมัยและแปลกตาจากในความทรงจำที่มี
“น่าแปลกมากจริงๆ” หมอเจนภพขมวดคิ้วมองดูผลลัพธ์ของการตรวจสอบสแกนร่างกาย โดยทั่วไปแล้วธรรมชาติของผู้ที่อยู่ในสภาวะนิทราเป็นเวลานานนับปี กล้ามเนื้อและระบบต่างๆในร่างกายย่อมต้องอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่เพราะไม่ถูกใช้งานเป็นเวลานาน ต่อให้ญาติของคนไข้มีฐานะไม่เลวและสามารถจ้างให้พยาบาลช่วยทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องช่วงที่ไม่มีสติแต่อย่างมากก็ทำได้แค่ช่วยลดผลกระทบจากการติดเตียงไปได้บ้างเท่านั้น
ทว่ากล้ามเนื้อของหญิงสาวคนนี้ที่นอนติดเตียงนานถึงสามปีกลับอยู่ในสภาพแข็งแรงไม่ต่างจากคนสุขภาพดีทั่วไป เมื่อเทียบกับผลตรวจประจำปีเมื่อหนึ่งปีก่อนที่เธอจะฟื้นขึ้นมาแล้วนับว่ามีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เพราะในตอนนั้นร่างกายของเธอไม่ต่างจากเจ้าหญิงนิทราทั่วไปที่ต้องนอนติดเตียงเป็นเวลานานเลยแม้แต่น้อย
ราวกับว่าร่างกายของเธอได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอย่างลึกลับโดยที่พวกเขาไม่ทันรู้ตัว น่าเสียดายที่ผลการตรวจล่าสุดมาจากการตรวจประจำปีที่ผ่านมานานหลายเดือน พวกเขาจึงไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ร่างกายของหญิงสาวฟื้นฟูกลับมาจนอยู่ในสภาพปกติแบบนี้
“คุณยืนได้ไหมครับ?” หมอเจนภพเอ่ยถาม
หญิงสาวพยักหน้ารับก่อนจะดันตัวลุกขึ้นยืนและขยับตัวตามที่หมอเจนภพเอ่ย ไม่ว่าจะเป็นแขนหรือขาของเธอต่างก็สามารถขยับได้อย่างคล่องแคล่วไม่มีปัญหาติดขัดเลยแม้แต่น้อย
“ร่างกายของฉันมีอะไรผิดปกติเหรอคะ?” ไอรีนปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วยการดึงเอาความทรงจำเลือนรางเหล่านั้นมาใช้
“เพราะว่าคุณนอนติดเตียงไม่ได้สติมานานถึงสามปีน่ะครับ โดยทั่วไปแล้วร่างกายของคุณควรจะต้องผ่านการฟื้นฟูและกายภาพบำบัดนานหลายเดือนกว่าจะกลับมาอยู่ในสภาพปกติ” หมอเจนภพตอบกลับ
ไอรีนอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าบางทีนี่อาจจะเป็นผลมาจากเคล็ดวิชา ‘กลั่นไอสวรรค์’ ของตนเอง มันเป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งที่เธอฝึกฝนจนชำนาญถึงขั้นใช้ออกทุกลมหายใจ ไม่ว่าจะมีสติหรือหมดสติมันก็ยังทำงานอยู่เสมอ ผลของเคล็ดวิชากลั่นไอสวรรค์ก็คือการดึงเอาพลังฟ้าดินที่แฝงอยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกายตลอดเวลา ทำให้ร่างกายและจิตวิญญาณซึมซับพลังอันบริสุทธิ์เข้ามาปรับปรุงและพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ
เคล็ดวิชากลั่นไอสวรรค์เป็นส่วนเสริมที่ดีในการฝึกบำเพ็ญเซียนแต่ก็ไม่ได้ก่อผลลัพธ์สะท้านฟ้าสะเทือนดินอะไรนักในระดับขั้นสูง อย่างไรก็ตามหากเป็นช่วงเริ่มต้นของการฝึกฝนแล้วมันจะต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เพราะการฝึกวิชากลั่นไอสวรรค์ในช่วงเริ่มต้นจะสามารถช่วยให้ร่างกายของคนธรรมดากลายเป็นเริ่มต้นเดินเข้าสู่หนทางของผู้ฝึกตนที่แท้จริง เปลี่ยนแปลงร่างกายทั้งภายนอกและภายใน ทำให้แข็งแรงขึ้น รวดเร็วขึ้น ฟื้นฟูตัวเองได้ดียิ่งขึ้น หรือเรียกง่ายๆก็คือทำให้ก้าวเข้าสู่สภาวะเหนือมนุษย์นั่นเอง
‘นี่มัน… แม้จะไม่ได้อยู่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรแต่ก็ยังสามารถใช้วิชากลั่นไอสวรรค์ได้อยู่งั้นเหรอ’ ไอรีนรู้สึกประหลาดใจและตื่นเต้นขึ้นมา เพราะเธอเคยชินกับการใช้วิชากลั่นไอสวรรค์ตลอดเวลาจึงไม่ทันรู้ตัวถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ ที่แท้บนโลกใบเดิมของเธอเคล็ดวิชาเซียนก็สามารถนำมาใช้ได้จริงเช่นกัน เธอรีบตรวจสอบสภาพร่างกายและจิตวิญญาณของตัวเองก่อนจะพบว่าตอนนี้เธออ่อนแอเป็นอย่างมากหากเทียบกับความแข็งแกร่งของเธอในอีกโลกหนึ่ง
‘พลังจิตวิญญาณเสียหายจนระดับขั้นพลังถูกปิดผนึกเอาไว้ นี่เป็นผลมาจากวิชาทำลายล้างของจอมอสูรราชันย์สินะ’ เธอไม่แปลกใจสักนิดที่พลังจิตวิญญาณของเธอจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ อันที่จริงการที่วิญญาณของเธอยังดำรงอยู่ได้หลังรับการโจมตีนั้นเข้าไปก็นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อแล้ว
นั่นคือจอมอสูรราชันย์เชียวนะ ผู้แข็งแกร่งที่สามารถปลิดชีพเซียนระดับราชันย์ได้ในการโจมตีง่ายๆครั้งเดียว ต่อให้เธอกลายเป็นจักรพรรดิเซียนขั้นต้นแล้วแต่ก็ยังห่างชั้นเกินกว่าที่จะเผชิญหน้ากับมันได้ มีแค่ศิษย์พี่เท่านั้นแหละที่จะยืนหยัดและโค่นล้มมันลงได้สำเร็จ
แม้ว่าจิตวิญญาณจะเสียหายและร่างกายนี้ก็อ่อนแอมากแต่ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเพราะเธอยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งยังได้ย้อนกลับมามีชีวิตในโลกใบแรก เท่ากับว่าเธอมีโอกาสได้พบเจอครอบครัวของตนเองอีกครั้ง
‘ที่โลกใบนั้นเองก็ไม่มีสิ่งใดที่ต้องค้างคาอีกแล้ว ด้วยพลังของศิษย์พี่และคนอื่นๆจะต้องเอาชนะเหล่ามารอสูรได้อย่างแน่นอน และหลังจากนั้นศิษย์พี่กับศิษย์น้องเล็กก็จะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเสียที’ เมื่อคิดถึงตรงนี้เธอก็รู้สึกหน่วงในใจอย่างช่วยไม่ได้ ความรู้สึกที่เธอมีให้กับศิษย์พี่ก่อเกิดขึ้นโดยที่เธอไม่รู้ตัว และกว่าจะตระหนักได้มันก็สายเกินไปแล้ว เพราะศิษย์พี่กับศิษย์น้องเล็กเป็นคู่ที่ถูกสวรรค์สรรค์สร้างขึ้นมา พวกเขารักกันและกันอย่างจริงใจและมั่นคงยิ่ง
ทั้งสองต่างก็เป็นคนที่เธอรัก ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะเก็บซ่อนความรู้สึกของตัวเองเอาไว้มาโดยตลอดไม่เคยพูดมันออกไปเพราะกลัวว่าจะทำให้พวกเขาต้องอึดอัดใจ นอกจากนี้ตัวเธอที่มาจากโลกอีกใบหนึ่งก็ไม่สามารถยอมรับค่านิยมที่ชายหนึ่งคนจะมีคนรักมากกว่าหนึ่งคน การไปเป็นมือที่สามย่อมไม่ใช่สิ่งที่เธอสามารถยอมรับได้
การที่เธอจากมาเช่นนี้จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด และโชคดีที่เธอยังมีโอกาสได้ใช้ชีวิตของตัวเองอีกครั้งในโลกที่เธอคิดถึง
“บางทีการที่ร่างกายของคุณฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วอาจจะเป็นสัญญาณถึงการตื่นของพลัง อันที่จริงผู้ที่ฟื้นจากสภาวะนิทราก็นับว่ามีแนวโน้มสูงมากที่จะมีพลังตื่นขึ้นมาแบบนี้” คำพูดของหมอเจนภพทำให้ไอรีนดึงสติกลับมาอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ
“การตื่นของพลัง?” ไอรีนทวนคำ
“อ้อ จริงสินะ เพราะคุณหมดสติไปในวันแห่งการพิพากษาดังนั้นคุณน่าจะยังสับสนอยู่มาก” หมอเจนภพนึกขึ้นได้เขาจึงอธิบายอะไรหลายๆอย่างให้เธอได้รับรู้
ไอรีนรับฟังคำพูดของหมอเจนภพอย่างสงบนิ่ง แม้จะมีเรื่องน่าประหลาดใจจนถึงขั้นน่าตกตะลึงมากมายแต่เธอกลับยอมรับพวกมันได้อย่างเยือกเย็นเพราะตัวเธอเองก็มีประสบการณ์กับเรื่องราวแปลกประหลาดยาวนานถึงสามร้อยปีมาแล้วในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
เพียงแต่ไม่นึกเลยว่าในโลกใบแรกของเธอจะมีเรื่องราวมหัศจรรย์ไม่แพ้กันเกิดขึ้นมาเช่นนี้
ที่แท้เมื่อสามปีก่อนได้เกิดปรากฏการณ์ลึกลับขึ้นทั่วโลก มีสถานที่ลึกลับที่ตอนนี้ถูกเรียกว่า ‘ดันเจี้ยน’ ปรากฏขึ้นมาหลายแห่งทั่วทุกมุมโลกพร้อมกับการระเบิดของพลังงานลึกลับที่ตอนนี้ถูกเรียกว่าพลังเวทมนตร์ การระเบิดครั้งนั้นทำให้ประชากรทั่วโลกหมดสติไปก่อนที่จะฟื้นกลับคืนมาในเวลาที่แตกต่างกันไป
หลังจากช่วงเวลานั้น คนที่ฟื้นกลับคืนมาจะมีบางส่วนที่เกิดการตื่นขึ้นของพลัง ทำให้พวกเขาได้รับพลังพิเศษและสิ่งที่เรียกว่าระบบมาเป็นของตัวเอง
ทว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีฟื้นคืนกลับมา
ไม่ต้องเอ่ยถึงคนที่เคราะห์ร้ายเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุอย่างเช่นรถชน เครื่องบินตกและอุบัติเหตุอื่นๆในช่วงเวลานั้น มีบางคนที่หมดสติไปยาวนานและไม่ฟื้นกลับคืนมาทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ คนเหล่านั้นถูกระบุว่าตกอยู่ในสภาวะนิทรา ซึ่งหลังจากการศึกษาค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ พวกเขาได้ตั้งสมมติฐานบางอย่างเกี่ยวกับสภาวะนี้เอาไว้
นั่นก็คือในวันแห่งการพิพากษา พลังเวทมนตร์นั้นได้ปะทุออกมาทั่วโลกและทำให้มนุษย์ได้รับผลกระทบจากพลังงานที่ตัวเองไม่คุ้นเคย ผู้คนบางส่วนที่ได้รับพลังงานเข้าไปสามารถปรับตัวให้เข้ากับพลังงานนั้นได้จึงกลายเป็นผู้ที่มีพลังพิเศษและระบบเป็นของตัวเอง ขณะที่คนบางส่วนไม่ตอบสนองต่อพลังงานนั้นและขับพวกมันออกมา เมื่อฟื้นแล้วพวกเขาจึงยังคงเป็นคนธรรมดาทั่วไปเช่นเดิม
ทว่าคนที่ตกอยู่ในสภาวะนิทราก็คือคนที่ตอบสนองต่อพลังงานเหล่านั้น แต่กลับเป็นการตอบสนองที่ไม่สมบูรณ์ทำให้ร่างกายของพวกเขาตกอยู่ในสภาวะนิทราจนกว่าจะตอบสนองได้สำเร็จหรือไม่ก็ขับพลังงานเหล่านั้นออกไปได้
ยังมีเหตุผลที่เรียกวันนั้นว่าวันแห่งการพิพากษา นั่นก็คือดันเจี้ยนต่างๆที่ปรากฏขึ้นทั่วโลกเหล่านั้นที่แท้ก็คือระเบิดเวลา ขณะที่ทั่วโลกคอยเฝ้าระวังและพยายามสำรวจดันเจี้ยนพวกนั้น ดันเจี้ยนบางแห่งได้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘ดันเจี้ยนเบรค’ และทำให้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ภายในดันเจี้ยนหลุดทะลักออกมาด้านนอก
พวกมันคือมอนสเตอร์ที่โหดเหี้ยมและหิวกระหาย แม้จะเป็นเพียงมอนสเตอร์ระดับต่ำแต่ก็สามารถสร้างความเสียหายให้กับประเทศต่างๆที่ไม่ทันตั้งตัวได้อย่างมากมาย จนกระทั่งมนุษย์สามารถปรับตัวและตั้งรับได้ทัน ในตอนนั้นเองที่พวกเขาตระหนักได้ว่าระบบและผู้มีพลังพิเศษที่เกิดขึ้นหลังวันแห่งการพิพากษาก็คือกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้
ตอนที่ 1 นักล่า
เหล่ามอนสเตอร์ที่ทนทานต่อกระสุนปืนและยังมีความคล่องแคล่วจนอาวุธใหญ่บางอย่างไม่สามารถเล่นงานโดยง่าย เมื่อเผชิญหน้ากับพลังพิเศษของผู้ที่มีพลังตื่นขึ้นมากลับกลายเป็นฝ่ายถูกล่าเสียเอง นอกจากนี้ผู้ที่มีพลังตื่นขึ้นมาแล้วเมื่อสังหารมอนสเตอร์ได้พลังของพวกเขาก็จะพัฒนาสูงขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่ระบบติดตัวของคนเหล่านั้นแจ้งเตือนและตัวพวกเขาเองก็สามารถรู้สึกได้เช่นกัน
หลังจากนั้นผู้ที่พลังตื่นขึ้นมาจึงมีบางส่วนที่ถูกเรียกว่า ‘นักล่า’ พวกเขาคอยไล่ล่ากวาดล้างเหล่ามอนสเตอร์ที่หลุดออกมาจากดันเจี้ยนและยังเริ่มการเข้าไปสำรวจภายในดันเจี้ยนด้วยเช่นกัน แม้ในช่วงแรกจะยากลำบากและมีการสูญเสียเกิดขึ้นไม่น้อย ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปนักล่าเหล่านี้ก็เริ่มแข็งแกร่งมากขึ้น มีดันเจี้ยนบางแห่งถูกเคลียร์ไปได้สำเร็จ แต่บางแห่งก็มีมอนสเตอร์ระดับสูงที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะจัดการได้ พวกเขาจึงไม่สามารถรีบร้อนทำลาย โชคดีที่ดันเจี้ยนเหล่านั้นยังไม่มีสัญญาณของการพังทลาย
เวลาสามปีที่ผ่านมา โลกได้ปรับตัวเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลง นักล่ากลายเป็นอาชีพที่ทรงเกียรติและร่ำรวยอย่างมหาศาล ต่อให้เป็นเพียงนักล่าระดับต่ำแต่ก็ยังทำเงินได้มากกว่าพนักงานเงินเดือนทั่วไปหลายเท่า เพียงแต่สิ่งที่ต้องแลกมาก็คือความเสี่ยงต่อชีวิตที่อาจจะหายไปได้ทุกเมื่อเวลาลงไปสำรวจดันเจี้ยน
แต่ละประเทศได้สร้างสมาคมนักล่าขึ้นมาเพื่อควบคุม สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้กับนักล่าภายในประเทศของตัวเอง ที่ต้องควบคุมก็เพราะว่านักล่านั้นเป็นผู้มีพลังพิเศษที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไปมาก หากไม่ทำการควบคุมเอาไว้ก็อาจทำให้เกิดปัญหาในสังคมได้ แน่นอนว่าไม่ใช่นักล่าทุกคนที่เต็มใจจะโดนควบคุมบังคับ แต่ก็จนใจที่สมาคมนักล่าเองก็มีกลวิธีมากมายทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง สุดท้ายก็ยังพอจะรักษาความสงบเอาไว้ได้แต่ต้องแลกมาด้วยการมอบผลประโยชน์ไม่น้อยให้กับพวกนักล่าเช่นกัน
มีนักล่าหลายกลุ่มที่รวมตัวกันก่อตั้งกิลด์นักล่าเอกชนขึ้นเพื่อสร้างความได้เปรียบและอำนาจการต่อรองให้กับตัวเอง สมาคมนักล่าจึงต้องร่วมมือกับกิลด์เอกชนเหล่านี้ให้ดี
“คุณเองก็น่าจะเป็นผู้มีพลังพิเศษเช่นกัน เดิมทีสภาวะนิทราก็เกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อพลังเวทมนตร์อยู่แล้ว ถ้าหากเป็นคนปกติทั่วไปพวกเขาจะสามารถขับพลังงานเหล่านี้ออกได้ในเวลาอันสั้น การที่คุณหมดสตินานถึงสามปีแปลว่าสุดท้ายแล้วร่างกายของคุณก็ปรับตัวรับพลังงานนี้ได้สำเร็จ” หมอเจนภพวิเคราะห์
“ฉันจะรู้ได้ยังไงคะว่าตัวเองมีพลังพิเศษหรือเปล่า?” ไอรีนเอ่ยถาม
“พลังพิเศษนั้นจะมาพร้อมกับระบบติดตัวเสมอ ดังนั้นถ้าคุณมีพลังพิเศษคุณก็น่าจะสามารถเรียกระบบออกมาได้” หมอเจนภพหยิบแทบเลตของเขาขึ้นมาและเปิดภาพจำลองหน้าตาระบบให้อีกฝ่ายดู เนื่องจากระบบนั้นเป็นสิ่งที่ติดตัวและผูกมัดกับบุคคล ดังนั้นจึงมีเพียงเจ้าของที่จะสามารถมองเห็นหน้าต่างระบบของตน
แน่นอนว่าเจนภพเองก็เป็นคนหนึ่งที่ปลุกพลังพิเศษขึ้นมาได้แต่เขาไม่ได้เลือกเดินเส้นทางของนักล่า แต่เลือกที่จะเอาพลังพิเศษของตัวเองมาใช้กับหน้าที่ของตัวเองในการเป็นหมอแทน
“คุณลองเรียกระบบออกมาสิ แค่คิดในใจหรือจะพูดว่าระบบก็ได้” เจนภพเอ่ยอย่างใจเย็น
ไอรีนปรายตามองจอแทบเลตเพียงเล็กน้อยก่อนจะคิดในใจตามที่หมอเจนภพบอก ทันใดนั้นด้านหน้าของเธอก็ปรากฏหน้าจอสีฟ้าขึ้นมาตามภาพที่หมอเจนภพส่งให้เธอดูก่อนหน้านี้
[ยินดีด้วย ท่านได้เปิดใช้งานระบบเป็นครั้งแรก]
[ทำการปลุกพลังพิเศษเสร็จสิ้น ได้รับสกิล Extra Sense(F/S)]
หน้าต่างข้อความปรากฏขึ้นและเลือนหายไปเหลือเพียงหน้าต่างแบบเดียวกับที่หมอเจนภพเปิดให้ดูก่อนหน้า
เมื่อเห็นการกวาดสายตาของหญิงสาวเจนภพก็ตระหนักได้ว่าเธอมีระบบของตัวเองจริงๆ “เอาละ คุณลองดูตามที่หมอบอกนะ หน้าต่างระบบจะแสดงค่าสถานะของตัวคุณโดยมีการระบุตัวตน ระบุค่าสถานะและพลังพิเศษของคุณเอาไว้”
ไอรีน เทวอนันต์ อายุ 21
เลเวล 1
พลังชีวิต 100% พลังเวทมนตร์ 350/350
พลังกาย 48
ความเร็ว 46
สติปัญญา 107
สกิล
Extra Sense [F/S]
ไอรีนมองตามคำอธิบายของหมอเจนภพและตอบคำถามต่างๆของอีกฝ่าย
“ค่าสถานะของคุณสูงมาก” เจนภพอึ้งไปเล็กน้อย ค่าสถานะปกติของคนโดยเฉลี่ยจะมีค่าพลังกายและความเร็วอยู่ที่ 20 หน่วย และหากเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรงก็จะอยู่ที่ 30 หน่วย แต่ค่าพลังกายและความเร็วของไอรีนกลับอยู่ในระดับเดียวกับพวกทหารหน่วยรบพิเศษหรือไม่ก็นักกีฬาโอลิมปิกที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมาตลอดชีวิต
จากประวัติที่เขาได้รับมา หญิงสาวคนนี้เป็นแค่เด็กนักเรียนธรรมดาที่ได้รับอุบัติเหตุก่อนจะเรียนจบ ต่อให้เป็นนักกีฬาระดับโรงเรียนก็ไม่น่าจะแข็งแรงขนาดนี้
ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าก็คือค่าสติปัญญาที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าพลังเวทมนตร์ หญิงสาวเพิ่งจะปลุกพลังได้สำเร็จและเป็นนักล่าเลเวล 1 เท่านั้นแต่กลับมีค่าพลังเวทมนตร์สูงถึง 350 หน่วย ถ้าหากว่าเป็นยุคเริ่มต้นของนักล่าบอกได้เลยว่าค่าสถานะนี้มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก
“บางทีค่าสถานะของคุณอาจจะสูงแบบนี้เพราะสกิลที่คุณได้รับมา คุณได้รับสกิลอะไรมาบ้าง?”
โดยปกติผู้ที่ปลุกพลังสำเร็จจะได้รับสกิลมาอย่างน้อยหนึ่งสกิล และมีบางคนที่มีสกิลตื่นขึ้นมาทีเดียวถึงห้าสกิลทำให้กลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งและโดดเด่นขึ้นมาในทันที
“สกิลชื่อว่า Extra Sense ค่ะ” ไอรีนตอบกลับไป
“แค่สกิลเดียวเหรอครับ?” หมอเจนภพประหลาดใจ “ดูจากชื่อสกิลแล้วน่าจะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการตรวจจับด้วยประสาทสัมผัส โดยทั่วไปแล้วก็ไม่น่าจะส่งผลต่อค่าสถานะขนาดนั้นนะ”
สกิลประเภทการตรวจจับนั้นเหมาะสำหรับนักล่าหน่วยสนับสนุนเพราะพื้นที่ภายในดันเจี้ยนนั้นจะมีความซับซ้อนทางภูมิศาสตร์และมอนสเตอร์ภายในดันเจี้ยนสามารถโผล่มาโจมตีพวกเขาได้ทุกเมื่อ ดังนั้นนักล่าที่มีสกิลสายตรวจจับจึงมักจะถูกวางเอาไว้ให้เป็นคนคอยซัพพอร์ท บอกตำแหน่งของมอนสเตอร์และสำรวจเส้นทางภายในดันเจี้ยนเป็นหลัก
“คุณเห็นวงเล็บด้านหลังสกิลหรือเปล่าครับ มันเขียนเอาไว้ว่าอะไร” เจนภพค่อนข้างผิดหวังเมื่อรู้ว่าหญิงสาวมีสกิลเพียงอย่างเดียวแถมยังเป็นสกิลสายตรวจจับที่แม้จะมีประโยชน์แต่ก็ไม่ได้น่าสนใจขนาดนั้นเมื่อนำไปเทียบกับสกิลสายต่อสู้โดยตรง ตอนนี้ประเทศ T กำลังเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเพราะดันเจี้ยนระดับ B แห่งหนึ่งเริ่มส่งสัญญาณของการพังทลาย หลังจากที่กิลด์เอกชนแห่งหนึ่งพลาดท่าจนล้มตายจำนวนมากในดันเจี้ยนนั้นก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปสำรวจและทำลาย ดังนั้นรัฐบาลจึงกังวลว่าจะเกิดปรากฏการณ์ดันเจี้ยนเบรกและทำให้ประเทศได้รับความเสียหายอย่างหนัก
“[F/S] ค่ะ”
กึก!
มือที่กำลังจับปากกาของหมอเจนภพชะงักไปชั่วขณะ เขาเงยหน้าขึ้นเพื่อค้นหาว่าอีกฝ่ายกำลังพูดล้อเล่นกับตนเองหรือไม่ ทว่าสีหน้าที่เรียบเฉยและดวงตากระจ่างของอีกฝ่ายทำให้เขาตระหนักได้ว่าหญิงสาวไม่ได้โกหก และเธอก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะโกหกด้วยเช่นกัน
“สกิลระดับ S” เจนภพพึมพำด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ แต่เมื่อนึกดูแล้วก็นับว่ามีความเป็นไปได้สูงเพราะมันเป็นสกิลที่ไม่ได้รับการบันทึกในฐานข้อมูลใดๆมาก่อน แม้จะมีสกิลสายตรวจจับหรือสกิลชื่อคล้ายๆกันอยู่ไม่น้อยแต่การที่ชื่อของมันต่างออกไปก็แสดงว่ามันเป็นสกิลที่มีความพิเศษและหาได้ยาก
“มันหมายความว่ายังไงเหรอคะ?” ไอรีนถามต่อ
“คืออย่างนี้ครับ” เจนภพยับยั้งความรู้สึกประหลาดใจและตื่นเต้นก่อนจะอธิบาย “สกิลแต่ละสกิลนั้นจะมีขีดจำกัดศักยภาพที่แน่นอนเป็นของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่นสกิลของผมคือ Scan ที่จะมีขีดจำกัดที่ระดับ C และ Perfect Memory ที่มีขีดจำกัดระดับ A อย่างไรก็ตามในตอนแรกที่พลังตื่นขึ้น สกิลที่ได้รับนั้นจะอยู่ที่ระดับ F เสมอและจำเป็นต้องผ่านการฝึกฝนพัฒนาเพื่อยกระดับไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงระดับขีดจำกัดของสกิล”
“พูดง่ายๆก็คือสำหรับนักล่าแล้ว นอกจากพวกเขาจะต้องเพิ่มเลเวลของตัวเองที่จะส่งผลต่อค่าสถานะ การเพิ่มระดับของสกิลเองก็มีความสำคัญมากเช่นกัน พวกที่ครอบครองสกิลที่มีขีดจำกัดสูงจะถือว่าเป็นบุคลากรชั้นยอดและมีโอกาสเติบโตไปได้ไกล”
“ก็แปลว่าอนาคตของนักล่าจะถูกกำหนดตั้งแต่ตอนที่ได้รับสกิลหลังปลุกพลังได้สินะคะ?” ไอรีนทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
“ก็ไม่เสมอไปครับ” เจนภพยกมือดันกรอบแว่นและอธิบายเพิ่มอย่างใจเย็น “เพราะนักล่าก็มีโอกาสที่จะปลุกสกิลเพิ่มขึ้นมาได้ในอนาคต จากข้อมูลที่สมาคมนักล่าเก็บรวบรวมเอาไว้ในตอนนี้ หลังจากที่นักล่าเพิ่มเลเวลไปได้ทุกสิบเลเวลพวกเขาจะสามารถเรียนรู้สกิลใหม่ขึ้นมาได้ นอกจากนี้ก็ยังมีวิธีได้สกิลแบบอื่นๆที่หาได้ยากยิ่งกว่า อย่างเช่นไอเทมบางอย่างที่หาได้จากดันเจี้ยน”
“คุณไอรีนลองดูรายละเอียดของสกิลที่คุณมีแล้วอธิบายให้ผมฟังได้ไหมครับ จะใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าต่างหรือแค่คิดว่าจะดูรายละเอียดของสกิลเอาก็ได้”
ไอรีนพยักหน้าและใช้ความคิดเพื่อควบคุมระบบ มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับตัวเธอที่คุ้นเคยกับโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร จะว่าไปแล้วระบบก็เหมือนกับวิชาด้านจิตวิญญาณประเภทหนึ่ง
สกิล Extra Sense [F/S]
ประสาทสัมผัสที่เลิศล้ำถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นญาณสัมผัส เมื่อเปิดใช้งานไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดในโลกก็ไม่อาจรอดพ้นจากการสัมผัสของผู้ครอบครองสกิลไปได้
ไอรีนเอ่ยตามที่ระบบเขียนเอาไว้ก่อนจะรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเพราะเธอค้นพบว่าสกิลนี้ให้ผลลัพธ์คล้ายคลึงกับญาณสัมผัสของเซียนในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเป็นอย่างมาก
“แค่นี้เหรอครับ?” เจนภพไม่คิดว่าคำอธิบายสกิลของอีกฝ่ายจะมีเพียงแค่นี้แต่ไอรีนก็พยักหน้ายืนยันว่ามีแค่นี้อย่างแท้จริง
“เป็นไปได้ยังไงกัน โดยทั่วไปสกิลจะต้องใช้พลังเวทมนตร์เพื่อใช้งานหรือไม่ก็ต้องเป็นสกิลแบบติดตัวที่จะไม่กินพลังเวทมนตร์ของผู้ใช้ แต่สกิลนี้ดูเหมือนจะเลือกเปิดปิดใช้งานได้นี่” เขาพึมพำด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยว่า “คุณไอรีน ลองเรียกใช้สกิลนี้ดูได้ไหมครับ”
ไอรีนตอบรับและทำตามที่หมอเจนภพแนะนำด้วยการใช้จิตสั่งการเพื่อเรียกใช้สกิล Extra Sense
‘นี่มัน!’ ทันใดนั้นเธอก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยไม่ว่าจะเป็นพลังฟ้าดินที่แฝงอยู่บนโลก พลังงานอันแปลกประหลาดที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศและแม้แต่ในร่างกายของเธอซึ่งน่าจะเป็นพลังเวทมนตร์ที่หมอเจนภพพูดถึง สายตาของเธอเองก็มองเห็นอะไรบางอย่างที่ก่อนหน้านี้มองไม่เห็น ถ้าหากไม่ใช่เพราะเธอเข้าสู่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมานานสามร้อยปีเธอคงสติแตกและหวาดกลัวกับสิ่งที่มองเห็นอย่างแน่นอน
เพราะภายในห้องตรวจนี้ไม่ได้มีแค่เธอกับหมอเจนภพ ด้านหลังของหมอหนุ่มมีเด็กหญิงคนหนึ่งอายุราวๆเจ็ดถึงแปดขวบกำลังจ้องมองหมอหนุ่มด้วยความสงสัยใคร่รู้ มันคงจะไม่แปลกอะไรถ้าไม่ใช่เพราะร่างกายตั้งแต่ช่วงครึ่งเอวของเด็กหญิงนั้นเลือนรางจนมองไม่เห็นตั้งแต่ส่วนขาลงไป
‘วิญญาณงั้นเหรอ’ ที่แท้สกิล Extra Sense ก็เป็นเหมือนญาณของผู้ฝึกเซียนจริงๆ ที่ทำให้สามารถมองเห็นวิญญาณได้ เมื่อพิจารณาดูแล้ววิญญาณเด็กหญิงดูเหมือนจะตามติดหมอเจนภพแต่ก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรดังนั้นจึงไม่ใช่วิญญาณร้ายที่อันตรายอะไร
ไอรีนเก็บสายตากลับมาแต่จังหวะที่เธอปรายตามอง เด็กหญิงเองก็หันมามองเธอเช่นกัน ดวงตาทั้งสองคู่สบกันทำให้เด็กหญิงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจและตื่นเต้นเพราะเธอตระหนักว่าอีกฝ่ายสามารถมองเห็นตัวตนของเธอ
ตอนที่ 2 เจนจิรา
“พี่สาว พี่สาวมองเห็นหนูเหรอ” วิญญาณเด็กหญิงลอยละล่องเข้ามาใกล้และเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น เพราะอีกฝ่ายมีกลิ่นอายที่บริสุทธิ์และไม่แสดงเจตนาร้ายดังนั้นไอรีนจึงไม่ได้ใช้วิชาของเธอเพื่อจัดการกับวิญญาณของอีกฝ่าย เดิมทีผู้บำเพ็ญเซียนก็มีความคุ้นเคยกับวิญญาณอยู่บ้าง แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงเหมือนพวกมารที่มักจะใช้วิชาชั่วร้ายเพื่อควบคุมและบงการวิญญาณมาเป็นทาสของตน แต่ผู้ฝึกเซียนเองก็มีคนที่สั่งสมญาณบารมีด้วยการช่วยเหลือดวงวิญญาณด้วยเช่นกัน
อย่างเช่นตัวของอี้หราน แม้เธอจะฝึกฝนศาสตร์ด้านเพลงกระบี่เป็นหลักแต่ก็ยังเคยช่วยชำระวิญญาณเร่ร่อนอยู่หลายร้อยครั้ง นอกจากนี้ยังเคยเผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพวกมารอสูรมาไม่น้อย ถือว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์รับมือวิญญาณผู้หนึ่ง
อาศัยจังหวะที่เจนภพกำลังบันทึกข้อมูลของเธอ ไอรีนลอบพยักหน้าให้กับเด็กหญิงเบาๆหนึ่งครั้งเป็นการตอบรับ
เด็กหญิงแสดงความตื่นเต้นยินดีออกมา “สุดยอดเลย แบบนี้พี่สาวช่วยบอกพี่ชายให้หน่อยได้ไหมคะ พวกกิลด์นครทองคำกำลังวางแผนร้ายอยู่ พวกเขาต้องการจับคุณแม่เป็นตัวประกันเพื่อบังคับให้พี่ชายเข้าร่วมกับพวกเขา”
ไอรีนหรี่ตาลงอย่างเคร่งขรึม เธอยังมีความเข้าใจสถานการณ์ต่างๆไม่มากนัก ไม่ใช่แค่สถานการณ์ของโลกในปัจจุบันแต่รวมถึงสถานการณ์ของตัวเธอเองด้วยเช่นกัน ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนอกจากความผูกพันต่ออาจารย์และศิษย์พี่น้องที่เกิดขึ้นในภายหลังแล้วเธอก็ไม่มีอะไรให้ต้องห่วงหา แต่ในโลกใบนี้เธอยังมีครอบครัวอยู่ แม้จะได้เจอแค่คุณแม่ก่อนหน้านี้แต่ถ้ามองในแง่ดีทั้งคุณพ่อและน้องชายของเธอก็น่าจะยังมีชีวิตอยู่เช่นกัน
ไม่รู้ว่ากิลด์นครทองคำที่เด็กหญิงกล่าวถึงนั้นมีเบื้องหลังอันตรายหรือไม่ ถึงแม้เธอจะมีเคล็ดวิชาเซียนมากมายในหัวแต่ร่างกายและจิตวิญญาณของเธอในตอนนี้อ่อนแอเกินไป ไม่แน่ว่าจะสามารถรับมือสถานการณ์ต่างๆได้ เธอไม่อยากรีบร้อนจนชักนำอันตรายมาสู่ครอบครัวที่เพิ่งมีโอกาสกลับมาพบเจอกันอีกครั้ง
‘เด็กน้อย เธอเป็นใครกัน?’ ไอรีนใช้วิชาสื่อจิตซึ่งเป็นพื้นฐานของเคล็ดวิชาเซียนส่งข้อความผ่านพลังจิตวิญญาณและสื่อสารกับเด็กหญิงโดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยปาก
เด็กน้อยตื่นเต้นมากยิ่งขึ้นเมื่อเห็นว่าหญิงสาวมีความสามารถแปลกประหลาด “พี่สาว หนูชื่อว่าเจนจิราค่ะ พี่ชายเจนภพเป็นพี่ชายแท้ๆของหนูเอง ตอนนี้ครอบครัวของเราเหลือแค่แม่กับพี่ชายเท่านั้นเพราะว่าหนูกับคุณพ่อประสบอุบัติเหตุตั้งแต่ยี่สิบปีก่อน”
เธอเอ่ยต่อว่า “หลังจากวันแห่งการพิพากษา พี่ชายได้ปลุกพลังและได้รับสกิลที่ยอดเยี่ยมมาทำให้เขาถูกจับตามอง แต่พี่ชายไม่ได้อยากเป็นนักล่าเขาก็เลยปฏิเสธข้อเสนอและคำเชิญของกิลด์ต่างๆและเลือกทำงานกับรัฐบาลแทน”
“แต่ว่ากิลด์นักล่าพวกนั้นมีบางคนที่นิสัยไม่ดี พวกเขาอยากได้พลังและความสามารถของพี่ชายเพื่อใช้ประโยชน์ให้กับกิลด์ของตัวเอง หลังจากที่พยายามหลายวิธีตอนนี้พวกเขาตัดสินใจที่จะใช้แผนบังคับด้วยการจับตัวคุณแม่เพราะรู้ว่าพี่ชายเป็นห่วงคุณแม่มาก”
‘ถ้างั้นฉันจะช่วยเตือนเขา แต่ไม่รู้ว่าเขาจะเชื่อหรือเปล่านะ อย่างที่เห็นว่าฉันเองก็เป็นแค่คนที่เพิ่งฟื้นคืนสติมาคนหนึ่งเท่านั้น บางทีเขาอาจจะไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันบอกก็ได้’
“พี่สาวบอกว่าหนูเป็นคนเตือนก็ได้นี่คะ” เด็กหญิงเอ่ย
ไอรีนส่ายหน้าเบาๆ ‘เรื่องวิญญาณแบบนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเชื่อถือยอมรับได้หรอกนะ โดยเฉพาะพี่ชายของเธอที่เป็นหมอแบบนี้ เขาน่าจะเชื่อถือในวิทยาศาสตร์มากกว่าอยู่แล้ว’
แม้แต่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร คนทั่วไปที่ไม่ได้เดินในเส้นทางผู้ฝึกบำเพ็ญซึ่งไม่สามารถมองเห็นและรับรู้การมีอยู่ของภูตผีส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อถือเรื่องเหล่านี้เช่นกัน
เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังและวิตกกังวลของเด็กหญิงเธอก็ถอนหายใจและเอ่ยปาก “คุณหมอคะ คุณหมอรู้จักเด็กผู้หญิงอายุประมาณเจ็ดแปดขวบที่ชื่อว่าเจนจิราหรือเปล่า?”
มือที่กำลังพิมพ์ข้อมูลของหมอเจนภพชะงักไปอีกครั้ง ดวงตาภายใต้กรอบแว่นปราดมองหญิงสาวที่อยู่ตรงข้ามอย่างเคร่งขรึม “คุณกำลังพูดถึงน้องสาวของผม?”
ไอรีนคิดว่าเธอควรจะพูดคำเตือนของเด็กหญิงออกไปเลยหรือไม่ แต่เมื่อคิดดูแล้วเธอก็อธิบายอย่างใจเย็นว่า “สกิล Extra Sense ของฉันดูเหมือนว่ามันจะทำให้ฉันสามารถมองเห็นวิญญาณได้ค่ะ พอใช้ออกมาแล้วฉันถึงได้เห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นที่วนเวียนอยู่รอบตัวคุณหมอ เธอบอกว่าครอบครัวของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย กิลด์นครทองคำกำลังวางแผนที่จะจับตัวคุณแม่ของพวกคุณเพื่อใช้บังคับให้คุณไปเข้าร่วมและทำงานให้พวกเขา”
เจนภพสูญเสียความเยือกเย็นไปในทันทีเมื่อมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว เขาสูญเสียพ่อกับน้องสาวไปตั้งแต่ยี่สิบปีก่อนทำให้เหลือแค่เขากับแม่สองคนเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงสาบานว่าจะปกป้องครอบครัวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่อย่างดี คิดไม่ถึงว่ากิลด์นครทองคำจะกล้าวางแผนเล่นงานครอบครัวของเขา
“เจน… เธออยู่ที่นี่จริงๆเหรอครับ” เจนภพเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ เขาไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์แต่หลังจากที่โลกเปลี่ยนแปลงไปเขาก็ค้นพบว่าโลกใบนี้มันบ้ามากขึ้นทุกวัน บางทีสิ่งที่เธอพูดอาจจะเป็นความจริง สกิลของเธอทำให้สามารถสัมผัสและมองเห็นสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น และวิญญาณก็คือหนึ่งในสิ่งที่ว่า
“ใช่ค่ะ” ไอรีนบรรยายลักษณะของเด็กหญิงให้เขาได้รู้ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปยี่สิบปีแล้วแต่เขาก็ยังจดจำรายละเอียดต่างๆในอุบัติเหตุวันนั้นได้เป็นอย่างดี ชุดของน้องสาว ทรงผมของเธอ ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามที่ไอรีนพูดอธิบายทั้งหมด
ยังมีเรื่องกิลด์นครทองคำ หญิงสาวคนนี้เพิ่งจะได้สติมาไม่ถึงครึ่งวันหลังจากที่หมดสตินานสามปี เธอไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปและไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีกิลด์เอกชนอะไรบ้างเกิดขึ้นในช่วงสามปีมานี้ ดังนั้นการที่เธอพูดชื่อกิลด์นครทองคำซึ่งก่อปัญหาให้กับเขาหลายต่อหลายครั้งในช่วงนี้ออกมาถูกต้องก็ทำให้เขารู้สึกว่าคำพูดของเธอนั้นจะต้องเป็นความจริงอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นสีหน้าเศร้าหมองและวิตกกังวลของเขา ไอรีนพอจะคาดเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ เธอบอกฉันว่าการที่เธอยังวนเวียนอยู่ไม่ใช่เพราะเธอไม่สามารถไปเกิดใหม่ แต่เป็นเพราะโอกาสที่เหมาะสมกับเธอยังมาไม่ถึงเท่านั้น ส่วนคุณพ่อของคุณเขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วค่ะ”
เจนจิรามองดูพี่สาวด้วยความประหลาดใจเพราะแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่รู้เรื่องพวกนี้ การที่เธอยังวนเวียนรอบตัวเจนภพและไม่ได้ไปเกิดใหม่ก็เป็นเพราะความผูกพันและคิดถึงของเด็กหญิง ส่วนคุณพ่อของเธอนั้นช่วงแรกก็อยู่ด้วยกันกับเธอนี่แหละ แต่ประมาณสามปีหลังจากอุบัติเหตุครั้งนั้นก็มียมทูตมารับตัวคุณพ่อของเธอไป ตอนนั้นเธอยังสงสัยอยู่เช่นกันว่าทำไมยมทูตถึงไม่พาตัวเธอไปด้วย
ไอรีนเองก็ไม่แน่ใจว่ายมโลกของโลกใบนี้และโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเป็นแบบเดียวกันหรือไม่ แต่มันก็ควรจะเป็นแบบเดียวกันไม่ใช่เหรอ ในโลกใบนั้นไม่ใช่วิญญาณทุกดวงที่จะถูกยมทูตพาไป นั่นเพราะยมโลกเองก็มีขีดจำกัดในการรองรับวิญญาณเช่นกัน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการไปเกิดใหม่ซึ่งจะขึ้นอยู่กับโชคชะตาของวิญญาณแต่ละดวง หากยังไม่ถึงเวลาก็ไม่มีทางไปเกิดใหม่ได้
เพราะแบบนี้ยมโลกจึงเลือกเฉพาะดวงวิญญาณที่ทำความผิดเป็นหลัก ดึงวิญญาณเหล่านั้นไปรับบทลงโทษตามที่สมควร และมีการพาวิญญาณที่ถึงเวลาเกิดใหม่ไปเท่านั้น ส่วนวิญญาณที่ยังเกิดใหม่ไม่ได้และไม่ได้มีความผิดจนต้องได้รับการลงโทษพวกเขาก็จะปล่อยเอาไว้บนโลกมนุษย์ไปก่อน
“เธอดู…สบายดีหรือเปล่าครับ?” เจนภพเอ่ยถามอย่างกังวล
“ค่ะ เธอดูมีความสุขดี แต่ตอนนี้เธอมีความกังวลเพราะเรื่องที่ฉันบอกคุณไป”
“เข้าใจแล้วครับ ฝากบอกเธอว่าไม่ต้องกังวล พี่จะจัดการคนพวกนั้นไม่ให้มายุ่งวุ่นวายกับครอบครัวของเราอีก”
“เธออยู่กับคุณดังนั้นเธอจึงได้ยินสิ่งที่คุณพูดทุกอย่างค่ะ” หญิงสาวเอ่ยเรียบๆเป็นเชิงบอกให้เขาสามารถสื่อสารกับอีกฝ่ายด้วยตัวเอง
ที่จริงเธอมีวิชาที่จะช่วยเปิดเนตรให้ผู้อื่นสามารถมองเห็นวิญญาณได้ชั่วคราวเช่นกัน แต่เธอไม่คิดจะทำเช่นนั้นเพราะไม่อยากเปิดเผยความสามารถวิชาเซียนของตัวเองออกไป เจนภพคิดว่าเธอมองเห็นวิญญาณเจนจิราด้วยสกิลที่เธอได้รับจากวันแห่งการพิพากษาเท่านั้น
หลังจากที่พูดคุยกันอีกสักพักหมอเจนภพก็ปล่อยให้หญิงสาวออกจากห้องตรวจไปหาแม่ของเธอที่รออยู่อย่างกระวนกระวาย ครั้งนี้เขาไม่ได้เรียกคนมาช่วยเข็นรถของเธอแต่ให้เธอลองเดินออกไปด้วยตัวเอง แม้เครื่องมือตรวจสอบจะยืนยันว่าร่างกายของเธอแข็งแรงดีแต่เขาก็ยังอยากให้เธอลองขยับตัวดูมากขึ้นเพื่อที่จะได้ยืนยันสถานะของเธอ
“แม่คะ” เมื่อเปิดประตูห้องตรวจไอรีนก็มองเห็นไพลินที่กำลังนั่งรออย่างกระวนกระวายอยู่หน้าห้องตรวจ ตอนที่เพิ่งฟื้นเธอไม่ทันได้ตั้งสติและสังเกตให้ดีแต่พอมองดูแล้วกลับพบว่าผู้เป็นมารดาดูจะแก่ชราลงไปจากในความทรงจำของเธออย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่เธอไม่ได้สติแค่สามปีเท่านั้น ดูเหมือนว่าสามปีที่ผ่านมาแม่ของเธอจะมีเรื่องให้ทุกข์กังวลไม่น้อย
จะว่าไปก็ไม่แปลกนัก ทั้งพ่อ แม่และน้องชายต่างก็รักเธอมาก พวกเขาคงจะเจ็บปวดไม่น้อยเมื่อเธอประสบอุบัติเหตุและยังหลับไปนานแบบนี้
“ไอรีน ลูก…” ไพลินตกตะลึงเมื่อเห็นลูกสาวกำลังเดินเข้ามาหาตนเอง “ลูกเดินได้แล้วเหรอ ไม่ได้ฝืนตัวเองใช่ไหม?”
“หนูไม่เป็นไรค่ะ” ไอรีนตอบกลับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นซึ่งแตกต่างจากที่เธอแสดงออกตอนที่อยู่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ที่นั่นต่อให้เป็นอาจารย์ ศิษย์พี่และศิษย์น้องทั้งหลายต่างก็ยากที่จะเห็นรอยยิ้มอบอุ่นจริงใจของเธอ นั่นแสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ในโลกใบนั้นค่อนข้างโหดร้ายทีเดียว มันหล่อหลอมให้เธอแข็งแกร่งขึ้น เยือกเย็นขึ้น แต่ตอนนี้เมื่อกลับมาอยู่ต่อหน้าแม่ของเธอที่เธอเฝ้าคิดถึงและโหยหามาตลอดสามร้อยปีทำให้เธอผ่อนคลายและทิ้งหน้ากากอันเยือกเย็นของตัวเองไปได้
เจนภพเดินตามหญิงสาวออกมาจากห้องตรวจและเอ่ยว่า “ไม่ต้องกังวลนะครับ สภาพร่างกายของคนไข้ฟื้นฟูดีมาก นอกจากนี้พลังของคนไข้ยังตื่นขึ้นมาทำให้มีความแข็งแรงโดยธรรมชาติมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปอีกด้วย”
เขาหันมามองไอรีนก่อนจะเอ่ยเตือน “ตอนนี้คุณสามารถปลุกพลังได้แล้ว ถึงแม้ผมจะไม่แน่ใจเกี่ยวกับรายละเอียดสกิลของคุณแต่ด้วยระดับของมันย่อมสามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศของเราได้ในอนาคต ถ้าคุณต้องการก็สามารถติดต่อไปที่สมาคมนักล่าประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมกับพวกเราได้ทุกเมื่อเลยนะครับ”
“ฉันจะคิดดูค่ะ” ไอรีนยังไม่คิดที่จะเข้าร่วมกับสมาคมนักล่าในตอนนี้ และยิ่งไม่มีความคิดที่จะเข้าร่วมกับกิลด์เอกชนเหล่านั้นอีกด้วย เธอยังอยากหาข้อมูลสถานการณ์ของโลกและทำความเข้าใจให้มากกว่านี้ ที่สำคัญที่สุดก็คือสถานการณ์ของครอบครัวเธอ
“แม่คะ แล้วคุณพ่อกับรัน…”
รอยยิ้มของไพลินจางหายไปและเปลี่ยนเป็นความหดหู่ชั่วขณะทำให้หัวใจของไอรีนกระตุกวูบไป
“เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาคะ?”
“ไม่… รันยังปลอดภัยดี ตอนนี้เขาอยู่ที่โรงเรียน แต่ว่าคุณพ่อ…”
ไพลินถอนหายใจเฮือกก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างปวดร้าว “คุณพ่อของลูกหายตัวไปเมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนที่เกิดเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกทางภาคใต้”
ไอรีนรู้สึกสับสนกับสิ่งทุ่คณแม่ของเธอบอก พ่อของเธอทำงานเป็นผู้จัดการดูแลด้านการเงินให้กับบริษัทใหญ่ มีความรับผิดชอบและงานยุ่งวุ่นวายอยู่ตลอดเวลาจนไม่มีแม้แต่เวลาจะพาครอบครัวไปท่องเที่ยว แล้วทำไมเขาถึงได้หายตัวไปที่ภาคใต้แบบนี้
“อย่างนี้นี่เอง ตอนแรกผมนึกว่าคุณแค่บังเอิญมีนามสกุลเดียวกัน แต่ดูเหมือนว่าพวกคุณจะเป็นครอบครัวของคุณอรุณสินะครับ?” เจนภพถอนหายใจออกมาเมื่อพูดถึงชื่อนี้
เมื่อเห็นสีหน้าสับสนของหญิงสาวเขาจึงอธิบายว่า “คุณอรุณเป็นผู้ก่อตั้งกิลด์เอกชนไอยราขึ้นมาครับ เมื่อหนึ่งปีก่อนเกิดเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกที่หมู่เกาะทางใต้ของประเทศทำให้มีมอนสเตอร์ที่อันตรายหลุดออกมาจำนวนมาก เพื่อยับยั้งหายนะที่จะเกิดขึ้นจึงมีการระดมกำลังของเหล่านักล่าในประเทศไปจัดการ และกิลด์ไอยราเองก็เป็นหนึ่งในแกนหลักของภารกิจนั้น”
“สุดท้ายแล้วพวกเขาก็สามารถกวาดล้างมอนสเตอร์ที่หลุดออกมาอาละวาดได้ทั้งหมด แต่ว่าคุณอรุณได้หายตัวไปหลังจากสู้กับบอสของมอนสเตอร์ที่หลุดออกมา เขาคือวีรบุรุษของประเทศเราอย่างแท้จริง” คำพูดชื่นชมของหมอเจนภพไม่ได้ทำให้ไอรีนรู้สึกดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย เธอไม่คิดเลยว่าหลังจากที่คิดว่าได้มีโอกาสกลับมาหาครอบครัวของตัวเอง สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าคุณพ่อของเธอได้จากไปเสียแล้ว