โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

‘สี จิ้นผิง’ หารือ 'อี แจ-มยอง' เรียกร้องร่วมมือกันปกป้อง 'การค้าเสรี'

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 06.56 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 11.35 น.

สำนักข่าว Xinhua News รายงานว่า ในวันอังคาร (10 มิ.ย.) ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ของจีนได้ร้องขอความร่วมมือด้านการปกป้องการค้าเสรีกับ “อี แจ-มยอง” ประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้ ผ่านการสนทนาทางโทรศัพท์ หลังจากอีเข้ารับตำแหน่งเพียงไม่กี่วัน

รายงานจากสำนักข่าวรัฐบาลจีน CCTV เผยว่า สีได้กล่าวกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ว่า ทั้งสองประเทศควร “เสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคีและการประสานงานพหุภาคี ร่วมกันปกป้องพหุภาคีและการค้าเสรี และเพื่อสร้างความมั่นใจว่า ห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานของโลกและของภูมิภาคมีเสถียรภาพและมีความราบรื่น รวมถึงเสนอว่าทั้งสองประเทศควรส่งเสริมความร่วมมือทางยุทธศาสตร์สู่ระดับที่สูงขึ้น และเพิ่มความมั่นคงให้กับภูมิทัศน์ในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศให้มากขึ้นอีกด้วย"

โฆษกของอี แจ-มยองได้กล่าวว่า อีขอให้จีนเข้ามามีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการสร้างสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี และกล่าวว่าเขาหวังที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีในด้านต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และวัฒนธรรม “เพื่อผลประโยชน์และความเท่าเทียมร่วมกัน” นอกจากนี้อียังได้เชิญสีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเปคที่จะจัดขึ้นที่เมืองคยองจูในเดือนพฤศจิกายนอีกด้วย

การสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังอี แจ-มยองเข้ารับตำแหน่ง โดยที่อีได้ส่งสัญญาณว่าจะระมัดระวังในการเลือกข้างระหว่างสหรัฐและจีนมากขึ้น ซึ่งขัดกับยุน ซ็อกยอล ประธานาธิบดีคนก่อน ที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐและความร่วมมือไตรภาคีกับญี่ปุ่น

ในระหว่างที่จีนและสหรัฐได้ร่วมเจรจากันอีกครั้งในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สี จิ้นผิงก็ยังคงกระตือรือร้นที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ที่ต้องเผชิญกับภาษีตอบโต้ Tariff ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เช่นกัน และคำเรียกร้องของสี จิ้นผิงต่อประธานาธิบดีเกาหลีใต้ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของจีนในการสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองเป็นเหมือนหนึ่งในด่านหน้าของการค้าเสรีและความร่วมมือพหุภาคี ซึ่งตรงข้ามกับนโยบายคุ้มครองทางการค้าและการทำข้อตกลงทวิภาคีของสหรัฐ

ทั้งนี้จีนยังคงเป็นพันธมิตรทางการค้ารายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ และแม้ว่าสหรัฐจะมีการส่งออกไปยังเกาหลีใต้มากขึ้น แต่เกาหลีใต้ก็ยังคงจำเป็นต้องรอบคอบเมื่อทำการค้ากับสองประเทศนี้เนื่องจากเป็นประเทศคู่แข่งกัน อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการสร้างความสมดุลให้กับการจัดการความสัมพันธ์ของอี อาจทำให้สหรัฐไม่พอใจ

บรูซ คลิงเนอร์ นักวิจัยอาวุโสของมูลนิธิเฮอริเทจกล่าวว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีอีอาจได้พบกับ “ความขัดแย้งกับประธานาธิบดีทรัมป์ที่กำลังให้ความสำคัญกับการต่อต้านการกระทำที่รุนแรงของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” และเขายังกล่าวอีกว่าเกาหลีใต้อาจจะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสหรัฐให้รับบทบาทในการต่อต้าน “ภัยคุกคามจากจีนที่กำลังจะเข้ามา” มากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวออกมาแสดงความกังวลว่าจีนเริ่มมี “อิทธิพลเข้าแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยในหลายประเทศ” หลังจากอีชนะเลือกตั้ง แต่ยังคงยืนยันว่าการเลือกตั้งของเกาหลีใต้เป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนที่ผู้นำเกาหลีใต้คนใหม่ต้องเผชิญ

ปัจจุบันประธานาธิบดีอีได้รับคำเชิญให้บินเดินทางไปแคนาดาเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (การประชุมกลุ่ม G7) ในสัปดาห์หน้า แม้ว่าเกาหลีใต้จะไม่ได้เป็นหนึ่งในสมาชิกก็ตาม การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้อาจทำให้อีมีโอกาสพบกับทรัมป์แบบตัวต่อตัวเป็นครั้งแรก หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้สนทนาทางโทรศัพท์กันครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ (6 มิ.ย.) ที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีอียืนยันว่าการปกป้องสินค้าส่งออกของเกาหลีใต้จากนโยบายภาษีตอบโต้ Tariff ของทรัมป์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการหารือทวิภาคีครั้งนี้

อ้างอิง: Bloomberg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...