“ราคาน้ำมันดิบ” พุ่ง รับข่าวสหรัฐ-จีน เจรจาการค้า ขณะอิหร่าน–OPEC จ่อเขย่าตลาด
"ราคาน้ำมันดิบ" ขยับขึ้น รับข่าวสหรัฐ-จีน เจรจาการค้า ขณะเดียวกันตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มการเพิ่มกำลังผลิตของ OPEC และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์
วันที่ 10 มิถุนายน 2568 เวลา 11.08 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าราคาน้ำมันดิบ ปรับตัวขึ้นในวันอังคาร ขณะที่นักลงทุนรอดูผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งอาจนำไปสู่การผ่อนคลายความขัดแย้งทางการค้าและกระตุ้นความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลก
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์เพิ่มขึ้น 28 เซนต์ หรือ 0.4% อยู่ที่ 67.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 03.30 GMT (เช้าวันอังคารตามเวลาไทย) ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐเพิ่มขึ้น 23 เซนต์ หรือ 0.4% อยู่ที่ 65.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เมื่อวันจันทร์ ราคาน้ำมันเบรนต์แตะ 67.19 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน โดยได้แรงหนุนจากความหวังว่าอาจมีข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน
การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนมีกำหนดดำเนินต่อเป็นวันที่สองในกรุงลอนดอน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองฝ่ายพยายามคลี่คลายความตึงเครียดที่ขยายจากมาตรการภาษีไปสู่การควบคุมแร่หายาก ซึ่งอาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่า ราคาน้ำมันฟื้นตัวขึ้นหลังจากความกังวลเรื่องดีมานด์ลดลง เนื่องจากมีความคืบหน้าในการเจรจาการค้าและตัวเลขจ้างงานของสหรัฐที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงด้านอุปทานจากเหตุไฟป่าในแคนาดา ซึ่งอาจกระทบต่อการผลิตในทวีปอเมริกาเหนือ
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า การเจรจากับจีนเป็นไปด้วยดี และได้รับแต่รายงานในทางบวกจากทีมเจรจาในลอนดอน
หากสหรัฐและจีนสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าได้สำเร็จ จะส่งผลดีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และกระตุ้นความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ (commodities) รวมถึงน้ำมัน
ในอีกด้านหนึ่ง อิหร่านระบุว่า เตรียมจะเสนอข้อเสนอใหม่เพื่อตอบโต้แผนข้อตกลงนิวเคลียร์จากสหรัฐ โดยมองว่าแผนของสหรัฐในปัจจุบันไม่อาจยอมรับได้ ขณะที่ทรัมป์ย้ำว่าทั้งสองฝ่ายยังเห็นต่างกันในประเด็นหลัก โดยเฉพาะเรื่องที่อิหร่านต้องการเดินหน้าเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมภายในประเทศ
อิหร่านถือเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของกลุ่มโอเปก (OPEC) หากสหรัฐยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร อิหร่านจะสามารถส่งออกน้ำมันได้มากขึ้น ซึ่งจะกดดันราคาน้ำมันในตลาดโลก
ขณะเดียวกันผลสำรวจของ Reuters ชี้ว่าปริมาณการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น แม้จะอยู่ในระดับจำกัด โดยเฉพาะอิรักที่ผลิตต่ำกว่าเป้าหมาย เพื่อชดเชยการผลิตส่วนเกินในช่วงก่อนหน้า ส่วนซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพิ่มการผลิตเพียงเล็กน้อย
กลุ่ม OPEC+ ซึ่งรวมถึงโอเปกและพันธมิตรอย่างรัสเซีย ซึ่งร่วมกันผลิตน้ำมันครึ่งหนึ่งของโลก กำลังเร่งกระบวนการยกเลิกมาตรการลดการผลิตที่นำมาใช้ก่อนหน้านี้
Daniel Hynes นักกลยุทธ์อาวุโสด้านสินค้าโภคภัณฑ์จาก ANZ ระบุว่า “แนวโน้มการเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC ยังคงเป็นปัจจัยกดดันตลาด”
เขาเสริมว่า “หาก OPEC เปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนโดยตลาดอย่างถาวร ตลาดน้ำมันอาจเข้าสู่ภาวะล้นตลาดในครึ่งหลังของปี 2568 และมีแนวโน้มจะฉุดราคาน้ำมันให้ลดลง”
อ้างอิง : reuters.com