โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ราคาน้ำมันดิบ” พุ่ง รับข่าวสหรัฐ-จีน เจรจาการค้า ขณะอิหร่าน–OPEC จ่อเขย่าตลาด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 12.42 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 05.30 น.

"ราคาน้ำมันดิบ" ขยับขึ้น รับข่าวสหรัฐ-จีน เจรจาการค้า ขณะเดียวกันตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มการเพิ่มกำลังผลิตของ OPEC และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์

วันที่ 10 มิถุนายน 2568 เวลา 11.08 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าราคาน้ำมันดิบ ปรับตัวขึ้นในวันอังคาร ขณะที่นักลงทุนรอดูผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งอาจนำไปสู่การผ่อนคลายความขัดแย้งทางการค้าและกระตุ้นความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลก

ราคาน้ำมันดิบเบรนต์เพิ่มขึ้น 28 เซนต์ หรือ 0.4% อยู่ที่ 67.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 03.30 GMT (เช้าวันอังคารตามเวลาไทย) ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐเพิ่มขึ้น 23 เซนต์ หรือ 0.4% อยู่ที่ 65.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

เมื่อวันจันทร์ ราคาน้ำมันเบรนต์แตะ 67.19 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน โดยได้แรงหนุนจากความหวังว่าอาจมีข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนมีกำหนดดำเนินต่อเป็นวันที่สองในกรุงลอนดอน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองฝ่ายพยายามคลี่คลายความตึงเครียดที่ขยายจากมาตรการภาษีไปสู่การควบคุมแร่หายาก ซึ่งอาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่า ราคาน้ำมันฟื้นตัวขึ้นหลังจากความกังวลเรื่องดีมานด์ลดลง เนื่องจากมีความคืบหน้าในการเจรจาการค้าและตัวเลขจ้างงานของสหรัฐที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงด้านอุปทานจากเหตุไฟป่าในแคนาดา ซึ่งอาจกระทบต่อการผลิตในทวีปอเมริกาเหนือ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า การเจรจากับจีนเป็นไปด้วยดี และได้รับแต่รายงานในทางบวกจากทีมเจรจาในลอนดอน

หากสหรัฐและจีนสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าได้สำเร็จ จะส่งผลดีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และกระตุ้นความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ (commodities) รวมถึงน้ำมัน

ในอีกด้านหนึ่ง อิหร่านระบุว่า เตรียมจะเสนอข้อเสนอใหม่เพื่อตอบโต้แผนข้อตกลงนิวเคลียร์จากสหรัฐ โดยมองว่าแผนของสหรัฐในปัจจุบันไม่อาจยอมรับได้ ขณะที่ทรัมป์ย้ำว่าทั้งสองฝ่ายยังเห็นต่างกันในประเด็นหลัก โดยเฉพาะเรื่องที่อิหร่านต้องการเดินหน้าเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมภายในประเทศ

อิหร่านถือเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของกลุ่มโอเปก (OPEC) หากสหรัฐยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร อิหร่านจะสามารถส่งออกน้ำมันได้มากขึ้น ซึ่งจะกดดันราคาน้ำมันในตลาดโลก

ขณะเดียวกันผลสำรวจของ Reuters ชี้ว่าปริมาณการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น แม้จะอยู่ในระดับจำกัด โดยเฉพาะอิรักที่ผลิตต่ำกว่าเป้าหมาย เพื่อชดเชยการผลิตส่วนเกินในช่วงก่อนหน้า ส่วนซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพิ่มการผลิตเพียงเล็กน้อย

กลุ่ม OPEC+ ซึ่งรวมถึงโอเปกและพันธมิตรอย่างรัสเซีย ซึ่งร่วมกันผลิตน้ำมันครึ่งหนึ่งของโลก กำลังเร่งกระบวนการยกเลิกมาตรการลดการผลิตที่นำมาใช้ก่อนหน้านี้

Daniel Hynes นักกลยุทธ์อาวุโสด้านสินค้าโภคภัณฑ์จาก ANZ ระบุว่า “แนวโน้มการเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC ยังคงเป็นปัจจัยกดดันตลาด”

เขาเสริมว่า “หาก OPEC เปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนโดยตลาดอย่างถาวร ตลาดน้ำมันอาจเข้าสู่ภาวะล้นตลาดในครึ่งหลังของปี 2568 และมีแนวโน้มจะฉุดราคาน้ำมันให้ลดลง”

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...