โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ปลดล็อก’ ทำเหมืองพื้นที่ ส.ป.ก. ขอมติ ครม.อนุญาตประทานบัตรใหม่

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 ส.ค. 2568 เวลา 01.51 น. • เผยแพร่ 01 ส.ค. 2568 เวลา 00.29 น.

สมาคมสินแร่และวัสดุก่อสร้าง ได้ทำหนังสือถึงนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพื่อติดตามความคืบหน้าใน ร่าง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม พ.ศ. …. หลังจากที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ได้รับการ “ยืนยัน” ให้ความเห็นชอบใน “หลักการ” จากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 (มติคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเห็นชอบในหลักการในเดือนมีนาคม 2566)

การติดตามความคืบหน้าของสมาคมสินแร่ฯในครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากสมาชิกสมาคมส่วนหนึ่งที่ได้รับอนุญาตทำเหมืองแร่ในพื้นที่ ส.ป.ก. ปรากฏประทานบัตรกำลังหมดอายุ เริ่มตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป รวมไปถึงผู้ประกอบการรายใหม่ก็ต้องการที่จะสำรวจและทำเหมืองแร่ในพื้นที่ ส.ป.ก.ด้วย

ส.สินแร่ร้องประทานบัตรหมดอายุ

ดร.วิจักษ์ พงษ์เภตรา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เซ้าเทิร์นกรุ๊ป (Southern Group) ผู้ประกอบการทำเหมืองแร่ยิปซัมในฐานะนายกสมาคมสินแร่และวัสดุก่อสร้าง กล่าวว่า สมาชิกบางส่วนได้รับประทานบัตรในการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ ส.ป.ก.มาแต่เดิม โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินการทำเหมืองได้จาก คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่ก็มีการร้องไปยัง ศาลปกครองสูงสุด ตัดสินออกมาว่า ทำเหมืองในพื้นที่ ส.ป.ก.ไม่ได้ เพราะเป็นการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จะต้องมีการแก้ไขนิยามก่อน ผู้ประกอบการทำเหมืองเดิมที่ได้รับประทานบัตรให้ทำเหมืองก็เดือดร้อน

จนกระทรวงเกษตรฯต้องออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการขอและยินยอมหรืออนุญาตให้ใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประโยชน์สาธารณะของประเทศ ด้วยการอาศัยอำนาจตามคำสั่ง หน.คสช. ที่ 31/2560

เนื่องจากใน พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 กำหนดนิยามการปฏิรูปที่ดิน เขตปฏิรูปที่ดิน ที่ดินของรัฐ เพื่อเกษตรกรรม เกษตรกร และสถาบันการเกษตรเท่านั้น ไม่ได้รวมไปถึงกิจการนอกภาคเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็น พลังงาน หรืออุตสาหกรรมนอกภาคการเกษตร จึงต้องอาศัยคำสั่ง หน.คสช.ออกกฎกระทรวงเพื่อขออนุญาตใช้ที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อดำเนินการทำเหมืองต่อไป ในเมื่อมีกฎกติกาอยู่แล้วสำหรับการใช้พื้นที่รัฐอยู่แล้ว เมื่อมีการหารือกันแล้วจึงนำมาสู่การตกลงให้ใช้พื้นที่ ส.ป.ก.สำหรับการทำกิจการเหมืองแร่ได้เฉพาะ ผู้ที่ได้รับประทานบัตรอยู่เดิม ไม่อนุญาตให้กับผู้ขอประทานบัตรรายใหม่

“สมาชิกสมาคมก็ทำเหมืองในพื้นที่ ส.ป.ก.ต่อมา มีทั้งเหมืองหินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่อการก่อสร้างและเหมืองแร่ยิปซัม จนขณะนี้ประทานบัตรใกล้หมดอายุและไม่สามารถขอต่อประทานบัตรได้ จำเป็นต้องขอประทานบัตรใหม่ในพื้นที่ทำเหมืองเดิม แต่ก็มาติดคำสั่งศาลปกครองห้ามใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ในกิจการนอกเหนือภาคการเกษตร มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไข พร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในส่วนของคำนิยาม ซึ่งสมาคมผลักดันมาโดยตลอด หรือหาวิธีการอื่นให้สามารถดำเนินการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ ส.ป.ก.ต่อไปได้” ดร.วิจักษ์กล่าว

ทั้งนี้ การทำเหมืองแร่ในพื้นที่ ส.ป.ก.ที่ผ่านมา นอกเหนือจากที่ผู้ประกอบการทำเหมืองต้องจ่าย “ค่าภาคหลวง” ให้กับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) แล้ว ผู้ประกอบการยังต้องจ่าย “ค่าเช่าพิเศษ” ในอัตราเดียวกันกับการจ่ายค่าภาคหลวงให้กับ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ด้วย

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมีคำสั่งศาลปกครองเห็นว่า หากต้องการนำที่ ส.ป.ก.ไปใช้ในกิจการอื่น ต้องทำให้ถูกกฎหมายเสียก่อน จึงนำมาสู่การแก้กฎหมาย ไม่ให้นำพื้นที่ ส.ป.ก. ไปใช้ทำกิจการอื่น จนกว่าจะมีการแก้กฎหมาย ช่วงปี 2557-2558 ในยุค คสช. ก็ใช้อำนาจให้ทำเหมืองในพื้นที่ ส.ป.ก.ได้ ก็คือมีการเยียวยา ให้ผู้ประกอบการที่มีคำขอผ่านแล้วสามารถทำเหมืองต่อไปได้จนกว่าจะหมดอายุประทานบัตร แต่สำหรับรายใหม่ที่อยู่ระหว่างรอยื่นคำขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ ไม่สามารถทำได้

ปัญหาสำคัญคือ การที่ประทานบัตรหมดอายุ ไม่ได้หมายความว่า แร่จะหมดอายุตามไปด้วย แต่จะส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถต่อประทานบัตรได้ เกิดผู้เดือดร้อนหลายประเภท อาทิ 1) คำขอประทานบัตรที่อยู่ระหว่างการอนุมัติ มีประมาณ 10 ราย กระทบต่อเงินที่ได้ลงทุนไปเรียบร้อยแล้ว กับ 2) คำขอสำรวจทางธรณีวิทยา

การจำแนกพื้นที่

ใช้ มติ ครม.เปิดทางทำเหมือง

ด้าน นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า ในอดีตที่ดิน ส.ป.ก.ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับการทำเกษตรกรรม จนมีการยื่นฟ้อง ศาลปกครอง ส่งผลให้ ส.ป.ก. ต้องกลับมาทบทวน พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมใหม่ ทำให้กิจการเหมืองแร่ ที่เคยได้รับอาชญาบัตรสำรวจและประทานบัตรขุดแร่ในพื้นที่ ส.ป.ก. “ต้องหยุดชะงักลง” แต่มี คำสั่ง คสช. ให้ผู้ประกอบการรายเดิมที่ได้รับประทานบัตรไปแล้ว สามารถดำเนินการต่อไปได้จนกว่าใบอนุญาตจะหมดอายุ (อายุ 30 ปี)

แต่ต้องลงทะเบียนแก่หน่วยงานรัฐและไม่อนุญาตให้ออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ทำเหมืองในพื้นที่ ส.ป.ก.อีก ส่งผลทำให้มีจำนวนอาชญาบัตรที่ค้างไม่สามารถดำเนินการต่ออายุได้ และมีประทานบัตรที่กำลังจะหมดอายุอีกเป็นจำนวนมาก

“ที่ผ่านมาได้มีการหารือกับ ส.ป.ก. ถ้าพูดกันตรง ๆ เมื่อประทานบัตรหมดอายุไปแล้วมันก็ทำเหมืองไม่ได้ แต่ในภาพใหญ่โครงการทำเหมืองในพื้นที่ ส.ป.ก. ก็เป็นของผู้ประกอบการรายเดิม ทำเหมืองในพื้นที่ประทานบัตรเดิม ไม่ได้ขยายพื้นที่ทำเหมืองออกมาให้ ส.ป.ก.พิจารณามันก็มีทางออกที่จะสามารถทำให้เหมืองในพื้นที่นี้ดำเนินการได้ต่อ หลังจากหารือกับทาง ส.ป.ก. ปรากฏ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) มีอำนาจที่จะให้ทำเหมืองแร่ต่อไปได้ ด้วยการอาศัยคำสั่ง คสช. (ที่ 31/2560) แต่ต้องนำเรื่องเข้า ครม. ให้ความเห็นชอบก่อน

แต่จะไม่เปิดให้ทำเหมืองแร่เป็นการทั่วไป จะเปิดเป็นบางชนิดแร่ที่มีความคุ้มค่า มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมไปถึงการเปิดพื้นที่ใหม่ที่ยังไม่เคยมีการทำเหมืองมาก่อนด้วย โดยแร่ที่มีมูลค่าสูงที่จะอนุญาตให้ทำเหมืองต่อ ได้แก่ แร่ยิปซัม แร่โลหะ แร่ลิเทียม แร่โพแทช ผมคาดว่าหลังนำเรื่องเข้า ครม. จะทำให้ผู้ประกอบการเหมืองรายเดิมและรายใหม่สามารถทำเหมืองได้” นายอดิทัตกล่าว

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีพื้นที่ 321 ล้านไร่ จัดเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง 3 ล้านไร่ หรือ 1% ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศไทย และมีพื้นที่ ส.ป.ก.ประมาณ 40 ล้านไร่ ในขณะที่พื้นที่ประทานบัตรทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 200,000 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ประทานบัตรที่ “ทับซ้อน” พื้นที่ ส.ป.ก.เพียง 20,000 ไร่ หรือคิดเป็น 0.06% เท่านั้น “ซึ่งเทียบแล้วมันน้อยมาก” โดยเหมืองแร่เป็นต้นทางของอุตสาหกรรมต่าง ๆ สาธารณูปโภค บ้านเรือน อาคาร ที่อยู่อาศัย ถ้าไม่มีการทำเหมืองก็ไม่เกิดอุตสาหกรรมเหล่านี้

โดยมูลค่าของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในประเทศอยู่ที่ประมาณ 80,000 ล้านบาท หากสามารถนำแร่มาเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และนำเงินที่ได้ส่งเข้ากองทุนไปช่วยเหลือด้านเกษตรกรจะคุ้มค่าและได้ประโยชน์มากกว่าที่จะใช้พื้นที่ ส.ป.ก. ที่ไม่สามารถทำการเกษตรหรือให้ผลตอบแทนจากที่ดินน้อยกว่า “ไม่มีเหมืองไหนที่ไม่ส่งผลกระทบ แต่เราพยายามกำกับดูแลให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุด และจัดสรรผลประโยชน์ไปช่วยเหลือชุมชนรอบเหมือง” นายอดิทัตกล่าว

สำหรับผู้ประกอบการเหมืองที่หมดอายุประทานบัตรตอนนี้ จะต้องเป็นอำนาจของ คปก. ที่จะต้องพิจารณาว่าจะให้ต่อหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นโครงการเดิมหรือโครงการต่อเนื่อง ซึ่งตอนนี้กำลังจะมีผู้ประกอบการหลายรายที่จะหมดอายุ ส่วนใหญ่เป็นเหมืองแร่ยิปซัม ที่ทำในพื้นที่ ส.ป.ก.เป็นหลัก และมีหินอุตสาหกรรม-หินปูนบ้าง

“ทาง กพร.ยังไม่เห็นว่ามีรายใดบ้าง เพราะการจะต่ออายุต้องผ่าน คปก.ก่อน ในฐานะเจ้าของพื้นที่ที่ต้องให้การอนุญาตก่อน กพร.จะเป็นประตูสุดท้าย ถ้าเอกสารผ่านมาครบ (14 ใบ) เราก็อนุญาตออกประทานบัตรให้ทำเหมืองต่อได้”

รอแก้ พ.ร.บ.ส.ป.ก.ไม่ทัน

นายปรีชา ลิ้มถวิล รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางสมาคมสินแร่และวัสดุก่อสร้าง ได้เคยทำหนังสือมาร้องเรียนถึงปัญหาการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ ส.ป.ก.มาแล้ว ทาง ส.ป.ก.เองก็ได้พิจารณาปัญหาของผู้ประกอบการเหมืองแร่ เห็นว่าทางออกก็คือ ต้องทำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีให้มีมติผ่อนผันเรื่องดังกล่าวไปก่อน

เพราะหากรอร่างพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขนิยามการปฏิรูปที่ดินออกมา “ยังต้องใช้เวลาอีกนาน” เนื่องจากที่ผ่านมา แต่ละพรรคการเมืองมีการยกร่าง พ.ร.บ.ขึ้นมาเช่นเดียวกับร่างของ ส.ป.ก. ทำให้ปัจจุบันมีร่าง พ.ร.บ.ส.ป.ก. รวมถึง 6 ฉบับ ที่จะต้องไปเปิดรับฟังความคิดเห็น และดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ

“ตอนนี้กฎหมาย ส.ป.ก.ล็อกไว้ ก็ต้องหาข้อมูลมาสนับสนุนเพื่อมาปลดล็อก ดังนั้น ทาง ส.ป.ก.ต้องนัดหารือกับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เพื่อหาข้อมูลปัจจุบันว่ามีพื้นที่ ส.ป.ก.ที่ใดสามารถทำเหมืองได้ โดยใช้แผนที่ประกาศเขตแหล่งแร่ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) มาทาบกับแผนที่ ส.ป.ก. ดูพิกัดแหล่งแร่ที่ปรากฏในพื้นที่ ส.ป.ก. เพื่อนำไปสู่การปลดล็อก เพื่อให้ประเทศชาติไม่ต้องไปซื้อแร่จากต่างประเทศ เพื่อลดต้นทุนจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

การทำเหมืองแร่ถือเป็นรายได้ของประเทศ เกิดการจ้างงาน ซึ่งถ้าหากว่าการทำเหมืองสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ ผมคิดว่าก็คุ้มค่ากว่าให้ทำเหมืองโดยที่ไม่ได้อะไรเลย” นายปรีชากล่าว

จะต้องมีข้อมูลว่า การทำเหมืองชนิดใดมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการตั้งเรื่องไปขอ “มติ ครม.” โดยต้องชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ที่ผู้ประกอบการต้องการทำเหมืองนั้น เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะแก่การทำเกษตร สมควรที่จะนำมาทำเหมือง จะส่งผลให้ประเทศชาติได้ประโยชน์มากกว่า ทั้งนี้ พื้นที่สำหรับทำเหมืองในประเทศไทยมีเพียง 0.5% จากพื้นที่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศทั้งหมด 36 ล้านไร่ แต่อาจมีการเพิ่มเงื่อนไขว่า ผู้ประกอบการเหมืองต้องดูแลเกษตรกรด้วย เช่น เวลาที่สินค้าเกษตรกรราคาตกต่ำ ต้องมาช่วยรับซื้อ เป็นต้น

“คาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เพื่อนำเสนอเรื่องให้กระทรวงเกษตรฯพิจารณา และนำเสนอเรื่องไปยัง ครม.ต่อไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะยอมเปิดพื้นที่ให้ทำเหมืองแร่ต่อในพื้นที่ ส.ป.ก.หรือไม่ด้วย” นายปรีชากล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ปลดล็อก’ ทำเหมืองพื้นที่ ส.ป.ก. ขอมติ ครม.อนุญาตประทานบัตรใหม่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...