โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เด็กวัย 2 ขวบ กินเยลลี่กัญชา 10 ชิ้น ครูปลุกไม่ตื่น รีบหามส่ง รพ.

คมชัดลึกออนไลน์

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 23.37 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2568 เวลา 06.37 น.

5 ก.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ปกครองรายหนึ่ง ได้นำเรื่อง "เยลลี่กัญชา" มาโพสต์ในโซเชียลจนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากที่เด็กหญิง 2 ขวบ 6 เดือน ได้กินเยลลี่หมี ผสมกัญชา ไป 10 เม็ด ก่อนที่จะไปโรงเรียน โดยไม่ทราบว่าเยลลี่ดังกล่าวนั้นมาจากไหนและได้กินเข้าไป เมื่อไปถึงโรงเรียน น้องได้มีอาการง่วงนอนจากคลิปและภาพที่ครูประจำชั้นส่งมานั้น ลูกสาวของเขานั่งหลับ ตาปรือ ง่วงซึมและไม่ร่าเริงเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาโรงเรียน

เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน ครูปลุกมาทานอาหาร ก็ไม่ตื่น ทำให้คุณครูโทรเรียกผู้ปกครอง เกรงว่าน้องจะไม่สบาย ทางคุณลุงจึงได้ไปรับและนำตัวน้องส่งโรงพยาบาลทันที

ตอนแรกทางแพทย์ก็ยังหาสาเหตุของอาการป่วยน้องไม่เจอ กระทั่งทางครอบครัว พูดคุยกันทางกลุ่มไลน์และสอบถามว่า วันเกิดของลุงเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา มีใครนำอะไรให้น้องกินหรือไม่ ลักษณะเหมือนคนเมากัญชา จึงมีเพื่อนในกลุ่ม บอกว่า ได้มีหนุ่มคนหนึ่งพร้อมแฟนสาวชาวจังหวัดลำปาง ที่เดินทางมาร่วมงานวันเกิดของลุงของเด็ก ได้แอบนำเยลลี่กัญชามากินในงานเลี้ยง

ทางลุงของเด็กจึงได้สอบถามไป ซึ่งเจ้าของเยลลี่กัญชานั้นก็ยอมรับว่า เป็นผู้นำเยลลี่ไปกินและลืมนำกลับไปบ้านที่ลำปางด้วย เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วทางลุงของเด็ก จึงได้ไปบอกแพทย์ เพื่อที่จะทำการรักษาเด็ก ซึ่งทางแพทย์ ต้องฉีดยาให้เด็กเพื่อนอนหลับ

เด็กหญิง วัย 2 ขวบ 6 เดือนนั้น นอนหมดสติไปประมาณ 24 ชั่วโมง ทำให้ครอบครัวนำเรื่องนี้มาโพสต์เตือนภัย เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบถึงปัญหาส่วนผสมในกัญชาที่มาผสมกับขนมหรืออาหาร เพราะถ้าหากเด็กไม่ทราบและนำไปทาน อาจได้รับอันตรายถึงชีวิตได้

ล่าสุดวันนี้ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่พูดคุยกับพ่อของเด็กหญิงวัย 2 ขวบ 6 เดือน ขณะนี้ได้กลับเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกครั้งหลังจากเพิ่งออกโรงพยาบาลไปเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 68 เมื่อช่วงบ่าย แต่หัวค่ำววันเดียวกัน ต้องกลับเข้ามารักษาอาการป่วยใหม่ เนื่องจากน้องมีไข้สูงและหูแว่วตลอดเวลา

นายเอ็ม พ่อของเด็กหญิง เล่าว่า ที่ต้องออกมาให้สัมภาษณ์สื่อและมีการโพสต์เตือนภัยนั้น เพราะไม่ต้องการให้เรื่องนี้ไปเกิดขึ้นกับเด็กคนไหนอีก เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นเสี้ยววินาทีเลยก็ว่าได้ ที่ทุกคนภายในบ้านต่างพากันตกใจที่ลูกสาวตนเองมีอาการป่วยง่วงซึมโดยไม่รู้สาเหตุ แต่เมื่อสอบถามเพื่อนของลุงแล้วทราบว่าได้นำเยลลี่กัญชารูปหมีมากินและลืมนำกลับบ้าน ก่อนที่ลูกสาวตนจะหยิบกระปุกเยลลี่ขึ้นรถไปกิน

ขณะไปโรงเรียนโดยเด็กได้กินเยลลี่ไปถึง 10 ชิ้น เกือบจะช็อค โชคดีที่คุณครูสังเกตุอาการเด็กและทางคุณลุงนำตัวหลานสาวส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา ทำให้ลูกสาวตนรอดจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งจากใบรับรองแพทย์ระบุว่า ลูกสาวตนเองเป็นภาวะเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัวแบบฉับพลันจากการได้รับพิษกัญชาโดยบังเอิญและโพรงไซนัสอักเสบเฉียบพลัน จึงทำให้ลูกสาวมีอาการป่วย ดังนั้นจึงต้องการให้คนที่นำเยลลี่กัญชามากินที่บ้านตนนั้นออกมารับผิดชอบกับเรื่องนี้

นายเอ็ม ยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพราะการที่คุณนำขนมดังกล่าวเข้ามากินส่งผลกระทบต่อครอบครัวของเขาเป็นอย่างมากลูกต้องมาป่วยเข้า โรงพยาบาลเกือบเอาชีวิตไม่รอด เบิกค่ารักษาพยาบาลที่หมดไป 50,000 กว่าบาทไม่ได้ เพราะประกันไม่จ่ายบอกว่าสาเหตุดังกล่าวไม่ได้เกิดจากโรคเกิดจากสารเสพติด ขณะเดียวกันอาการของลูกสาวเองก็ไม่ได้หายขาด หลังจากออกโรงพยาบาลไปไม่ถึงครึ่งวันก็ต้องกลับมารักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อ เพราะมีไข้และหูแว่วตลอดเวลา และหากรักษาอาการหายแล้วในอนาคตยังไม่รู้ว่าสารจากกัญชาจะไปกระทบกระเทือนต่อสมองเด็กต่อไปในอนาคตหรือไม่

ดังนั้นเมื่อวานนี้ตอนเย็น 4 ก.ค. 68 ตนได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.หางดงแล้ว พร้อมกับนำกระปุกและเยลลี่สีดำ 2 ตัวที่เหลือไปเป็นหลักฐานส่งให้กับตำรวจ เบื้องต้นทางตำรวจได้รับลงบันทึกประจำวันไว้ก่อนและจะส่งเยลลี่ที่เหลือ 2 ตัวไปตรวจเพื่อหาสารเสพติด อย่างไรก็ตามตนเองอยากให้กรณีของลูกสาวตนเองนั้นเป็นเคสตัวอย่างและต้องการฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการกับเรื่องนี้อย่างจริงจังไม่ควรมีแต่กฎหมายควบคุมดอกกัญชาเท่านั้นควรมีการควบคุมพวกอาหารและขนมด้วย ซึ่งเด็กที่ไม่ทราบหรือประชาชนที่แพ้กัญชาอาจได้รับอันตรายจากพิษภัยของกัญชาได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...