โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หรือเราจะมาถึงยุคที่คนจนจะหมดสิทธิ์เที่ยวไกลๆ แล้ว?

the Opener

เผยแพร่ 30 พ.ค. 2568 เวลา 12.12 น. • The Opener

Libertus Machinus

คนที่ผ่านยุค 2010 มาอาจรู้สึกว่า มันคือ "ยุคทองของการท่องเที่ยว" เพราะการท่องเที่ยวคึกคักมากจริงในระดับโลกตลอดทศวรรษ ในไทยนักท่องเที่ยวเพิ่มทุกปี สายการบินโลว์คอสต์ให้บริการอย่างเริงร่า คนจีนมาเที่ยวไทย คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่น คนตะวันตกเที่ยวไปทั่ว ฯลฯ

แน่นอนโควิดเปลี่ยนทุกอย่างไปในปี 2020 และคนก็คิดว่าโควิดจบแล้ว"ทุกอย่างจะกลับเป็นปกติ" เพราะอย่างน้อยในช่วงปี 2023 คนเหมือนเก็บกด ไม่ได้ไปเที่ยวไหนนาน แล้วก็ออกมาเที่ยวกัน แต่ในปี 2025 สถานการณ์ก็ดูจะพิสูจน์แล้วว่า ด้วยภาวะเงินเฟ้อต่อเนื่องในโลก และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน น่าจะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีก ถ้าอยู่ในบ้านเรา ไปตามแหล่งท่องเที่ยว ก็จะรู้สึกว่านักท่องเที่ยวน้อยลง

บางคนก็อาจคิดว่านี่เป็นแค่ "ความรู้สึก" แต่ในความเป็นจริงแหล่งที่คนฮิตเที่ยวมันเปลี่ยนไปหมด ญี่ปุ่นชนะไทยขาดลอยจนแทบไม่มองไทยเป็นคู่แข่งแล้ว หลังจากค่าเงินตกรัวๆ ทำให้นักท่องเที่ยวแห่แหนกันไป ทำให้ญี่ปุ่นทำยอดนักท่องเที่ยวนิวไฮต่อเนื่อง ส่วนใน SEA ละแวกบ้านเราเองประเทศที่มาแรงสุดๆ คือเวียดนาม ทุกอย่างยังถูกและน่าตื่นเต้น และไทยกลายเป็นประเทศที่ถูกมองว่า"แพงและน่าเบื่อ" ไปแล้ว (โดยอีกปัจจัยคือค่าเงินบาทแข็งมาก แต่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

แต่เหนือกว่านั้น ผลสำรวจของพวกบริษัทด้านการเงินเริ่มเห็นเทรนด์ที่น่าสนใจว่า คนที่ไปเที่ยวไกลๆ หรือไป "พักร้อน" ของคนอเมริกันจากเดิมปี 2023 มีประมาณ 2 ใน 3 แต่ตอนนี้คนที่ยังวางแผนท่องเที่ยวเหลือแค่ครึ่งเดียวแล้ว และในบรรดาคนที่วางแผนเที่ยวนี้ เป็นคนที่มีเงินเดือนเกิน 275,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนราวๆ ครึ่งนึง จากที่คนกลุ่มนี้ที่มีสัดส่วนเพียงแค่ 1 ใน 3 เมื่อ 2 ปีก่อน

อธิบายง่ายๆ คือ นักท่องเที่ยวอเมริกันมีน้อยลง และคนที่ยังเที่ยวได้อยู่คือ พวกรายได้สูง

นี่เลยทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวส่วนที่โตสุดคือ ส่วนของการท่องเที่ยวแบบหรูหรา เรียกได้ว่าในขณะที่เศรษฐกิจส่วนอื่นๆ หดตัว อุตสาหกรรมกลุ่มนี้กลับโตเรื่อยๆ และจริงๆ แนวโน้มแบบนี้ก็พบในหลายประเทศ

แต่นี่หมายความว่า กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวที่ตั้งเป้าไว้กับชนชั้นกลางก็ได้รับผลกระทบหนักมากจากการ"รัดเข็มขัด" ของชนชั้นกลางทั่วโลก เมืองท่องเที่ยวอย่าง "ลาสเวกัส” คนก็ซาลง ยอดจองโรงแรมต่ำระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งพอสื่อไปสัมภาษณ์คนอเมริกันก็จะเห็นเลยว่า ไอเดียบินไปเที่ยวในประเทศของคนรายได้ปานกลางยังถดถอยเลย การท่องเที่ยวกลายเป็นเรื่องของการขับรถไปเที่ยวใกล้ๆ แบบไปเช้าเย็นกลับ ไม่ค้างคืน ด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ

สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นกับในอเมริกา แต่ในอังกฤษและในยุโรปเอง ก็มีแนวคิดแบบ Extreme Day Trip พูดง่ายๆ คือ การไปเที่ยวต่างประเทศแบบไปเช้าเย็นกลับ ซึ่งบางคนอาจจะมองว่า เป็นผลของการที่เที่ยวบินโลว์คอสต์แอร์ไลน์มันถูกและมีเยอะ แต่อีกด้านคือ ก็สะท้อนภาวะการรัดเข็มขัดด้วย เพราะการท่องเที่ยวจริงๆ ที่แพงคือค่าที่พักและอาหาร การ ไปอยู่นานๆ ก็ยิ่งเสียเงินเยอะ และในบริบทยุโรป คนมีวันลาพักร้อนเหลือเฟืออยู่แล้ว (สหภาพยุโรปมีข้อกำหนดว่าชาติสมาชิกต้องมีวันหยุดให้คนทำงานขั้นต่ำปีละ 20 วัน หรือมากกว่านั้นก็ได้ อดีตสมาชิกอย่างอังกฤษมีวันหยุดพักร้อนตามกฎหมายมากถึง 28 วัน) ดังนั้น การที่คนยุโรปเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ ไม่ใช่เรื่องของการไม่มีวันหยุด แต่เป็นเรื่องของการต้องการประหยัดเงินล้วนๆ

เคสของยุโรป การท่องเที่ยวอาจแพงขึ้นอีกเพราะทางสหภาพยุโรปมีมาตรการสู้โลกร้อน โดยการหยุดลดหย่อนไม่เก็บภาษีเชื้อเพลิงอุตสาหกรรมการบิน ดังนั้น ค่าเครื่องบินจะแพงขึ้นแน่ๆ โดยเค้าทำเพราะอยากให้คนไปขึ้นรถไฟมากขึ้น แต่ผลก็คือคนจะท่องเที่ยวกันในราคาที่แพงขึ้น

ถามว่าทั้งหมดจะนำไปสู่อะไร ? เราต้องมาดูข้อมูลอีกอย่างที่น่าตกใจ

แม้ว่ายอดนักท่องเที่ยวจะตกลง แต่ในอเมริการายได้ของอุตสาหกรรมการบิน โรงแรม และบ้านเช่าระยะสั้นไม่ตก ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าอุตสาหกรรมพวกนี้ "ขึ้นราคา" กระจุยกระจาย

ทั้งหมดไม่ได้เป็นไปตาม"กลไกตลาด" แบบที่เราเข้าใจกันที่นักท่องเที่ยวน้อยลง แล้วทุกอย่างในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะลดราคาลง สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นภาวะตรงกันข้าม ทุกอย่างกลับขึ้นราคา เพื่อให้ "รายได้" ของธุรกิจไม่ลดลงทั้งที่ "ผู้บริโภค" หดลง

เพื่อให้เห็นภาพ รายงานจากอุตสาหกรรมโรงแรมในอเมริกาพบเลยว่า พวกห้องพักโรงแรมที่ราคาระดับ 30,000 บาทขึ้น เป็นหมวดที่คนต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอน มันสวนทางกับภาพที่เศรษฐกิจแย่ลง คนไม่มีเงินเที่ยวแบบ "ชนชั้นกลาง" และ "ชาวบ้าน" ทั่วไปมองเห็น

ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวก็คือ ชนชั้นกลางก็จะเที่ยวน้อยลงๆ ภาวะของ "ไฮซีซั่น" แบบที่บ้านเราเห็นว่า "ทุกคนผลัดกันไปเที่ยวญี่ปุ่น" แบบเมื่อสัก 10 ปีก่อนจะไม่มีอีกแล้ว ชนชั้นกลางจะเที่ยวกันใกล้ๆ และการไปเที่ยวต่างประเทศก็จะแทบออกจากสารบบความคิดเลย เพราะทุกอย่างแพงไปหมด ส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็จะมุ่งทำบริการขายคนรวยเป็นหลักเพื่อความอยู่รอด เพราะนั่นคือคนกลุ่มเดียวที่มีเงินจ่าย

ถามว่าการทำแบบนี้อาจไม่ยั่งยืนหรือเปล่า? คำตอบคือ ไม่ใช่ เพราะการเปลี่ยนรูปแบบการผลิตของโลกด้วย AI เร็วๆ นี้หลายฝ่ายประเมินว่า จะทำให้คนที่จนนั้นจนลงไปอีก งานจะหายาก นายจ้างก็จะยิ่งกดค่าแรงง่าย แต่คนรวยที่เป็น "เจ้าของทุน" ก็จะรวยขึ้นอย่างมหาศาล พวกนี้และเครือข่ายนี่เองที่จะเป็นลูกค้าหลักของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต

แน่นอน หลายคนอาจเศร้าที่วันคืนดีๆ ที่ใครๆ ก็นั่งเครื่องบินไปเที่ยวได้นั้นน่าจะจบลงแล้ว แต่ถ้าความทรงจำเรายาวนานพอ เราก็น่าจะตระหนักว่า "ยุคทองของการท่องเที่ยว" ในทศวรรษที่แล้ว ดูจะเป็นข้อยกเว้นทางประวัติศาสตร์มากกว่าที่จะเป็น "เรื่องปกติ" เพราะก่อนหน้านั้น ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์ "การท่องเที่ยว" ก็เป็นเรื่องของ "คนรวย" หรือ "ชนขั้นสูง" ในสังคมมาตลอดอยู่แล้ว คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่ได้ไปไหนไกลจากถิ่นที่ตนเกิดหรอก

อ้างอิง
Travel is for the rich now
Extreme Day Trips
Ending the aviation fuel tax exemption in Europe

อ่านบทความอื่นๆ ของผู้เขียน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...