โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ปอดรั่ว ปอดแตก คนอายุน้อยก็ป่วยได้ เผยสัญญาณ สาเหตุ และวิธีรักษา

PPTV HD 36

อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 05.58 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 05.53 น.
โรคปอดรั่ว คือภาวะถุงลมแตกทำให้อากาศรั่วในช่องอก กดเบียดปอดและหัวใจ อันตรายถึงชีวิต พบในคนผอมสูง สูบบุหรี่ หรือมีโรคปอด ต้องรักษาเร่งด่วน ป้องกันโดยงดบุหรี่ หลีกฝุ่น PM2.5

โรคปอดรั่ว คือ ภาวะที่ถุงลมในปอดแตก ทำให้อากาศรั่วเข้าไปแทรกอยู่ในช่องอกจนเบียดเนื้อปอดและหัวใจ ทำให้ปอดขยายตัวไม่เต็มที่ ส่งผลต่อการหายใจ เป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน เพราะภาวะดังกล่าวอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้หากลมที่รั่วนั้นกดเบียดหัวใจรุนแรง

สัญญาณเตือนปอดรั่ว

  • คนอายุน้อย มักมาด้วยอาการเจ็บหน้าอกเฉียบพลันและไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ โดยที่ไม่มีอาการไข้หวัด น้ำมูกไหล เจ็บคอมาก่อน อยู่ดี ๆ ก็ไอขึ้นมา หาสาเหตุไม่ได้

Low-Dose CT เทคโนโลยีคัดกรองมะเร็งปอด แม่นยำ ละเอียด เจอเร็วหายขาดได้!

VO2 Max ทดสอบสมรรถภาพนักกีฬา ตัวช่วยวัดความฟิตปอดและหัวใจ

  • คนสูงวัย หากเป็นกลุ่มผู้สูงอายุหรือสูบบุหรี่จัดมักมาด้วยอาการเหนื่อยหอบ ยิ่งในคนที่สูบบุหรี่หนักที่มีโรคถุงลมโป่งพองเรื้อรัง เมื่อเนื้อปอดที่ไม่ดีอยู่เดิมถูกกดเบียดจะเหนื่อยง่ายและเหมือนหายใจไม่สุด ซึ่งอาการเจ็บหน้าอกจะต่างจากคนที่เป็นโรคหัวใจ ถ้าผู้ป่วยโรคหัวใจจะเจ็บแบบแน่น ๆ เหมือนมีอะไรมาทับมากด แต่ถ้าปอดรั่วจะเจ็บแปล๊บในหน้าอกข้างใดข้างหนึ่งตามการหายใจ

โรคปอดรั่วเป็นหนึ่งในโรคที่ทำให้คนตายได้ถ้าลมรั่วเยอะจนทำให้หัวใจเลื่อนไปอีกด้านหนึ่ง ทำให้เลือดจากเส้นเลือดดำใหญ่ไหลเข้าหัวใจไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีกลุ่มเสี่ยงจากการสูบบุหรี่มาก มีแผลถูกแทงที่อก หรือกลุ่มที่ใส่ท่อช่วยหายใจแล้วเกิดแรงดันบวก มีโอกาสเสียชีวิตได้เช่นกัน

ภาวะปอดรั่วแบ่งออกเป็น 2 แบบ

  • ภาวะปอดรั่วแบบปฐมภูมิ (Primary Spontaneous Pneumothorax, PSP)

เป็นโรคปอดรั่วในคนที่ไม่ได้มีตัวโรคที่เนื้อปอดโดยเฉพาะ มักเกิดในผู้ป่วยที่อายุ 18 ปี ขึ้นไปจนถึง 30 ปี ในช่วงวัยรุ่นที่ผอมสูงโตเร็วมักพบว่ายอดปอดส่วนบนเป็นถุงลมโป่งพองเฉพาะจุด ซึ่งปัจจุบันวงการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจนว่าเกิดจากอะไร แต่จากการวิเคราะห์ที่มีความเป็นไปได้คือ อาจเป็นจากพันธุกรรม หรือช่วงที่วัยรุ่นโตเร็ว ปอดกับช่องอกขยายตัวไม่สัมพันธ์กัน ทำให้ยอดปอดเกิดถุงลมโป่งพอง อีกกลุ่มคือคนที่เกิดภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) มีชื่อเรียกเฉพาะว่าโรคลมรั่วตามรอบเดือน (Catamenial Pneumothorax) เป็นภาวะที่มีเซลล์เยื่อบุมดลูกฝังในช่องเยื่อหุ้มปอด ทำให้มีลมรั่วในขณะที่มีประจำเดือน พบได้ไม่บ่อยแต่ต้องไปรับการผ่าตัดและการรักษาด้วยฮอร์โมน

  • ภาวะปอดรั่วแบบทุติยภูมิ (Secondary Spontaneous Pneumothorax, SSP)

มักเกิดกับคนที่อายุมากกว่า 60 ปีที่สูบบุหรี่จัด และเกิดในผู้ป่วยที่มีโรคปอดอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ซึ่งมักพบว่าถุงลมโป่งพองจะเป็นกระจายไปทั่ว เมื่อแตกออกมาลมรั่วเข้าช่องอก อาการจะรุนแรงกว่าปอดรั่วแบบปฐมภูมิ เนื่องจากการทำงานของปอดเสียไปจากบุหรี่แล้ว

ในประเทศไทยพบว่าผู้ป่วยกลุ่มภาวะปอดรั่วแบบทุติยภูมิจะมีจำนวนมากกว่าภาวะปอดรั่วแบบปฐมภูมิ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงกลุ่มทุติยภูมิคือ การสูบบุหรี่จัดจนเป็นสาเหตุให้เกิดถุงลมโป่งพอง นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่เกิดจากมลพิษทางอากาศที่มีผลกระทบทำให้ถุงลมโป่งพองได้ด้วย

ปัจจุบันปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ถือเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากมีเคสผู้ป่วยวัยกลางคนวิ่งมาราธอนตลอดระยะเวลา 5 ปี เกิดภาวะปอดรั่วเมื่อส่องเข้าไปดูพบว่า ที่ปอดสีดำเหมือนคนสูบบุหรี่ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ และปกติระยะเวลากว่าจะแสดงอาการต้องใช้เวลาในการสะสมนาน 10 ปีขึ้นไป แต่เคสนี้พิเศษคือ แสดงอาการออกมาเร็วหรือบางเคสผู้ป่วยอายุน้อยไปดูคอนเสิร์ต อยู่ดี ๆ ไอและเจ็บหน้าอกขึ้นมา มาเช็กพบว่าปอดรั่ว ซึ่งมีอาการเรื้อรังมานานและวันนั้นอยู่ในที่ที่มีดนตรีเสียงดัง ทำให้ถุงลมที่โป่งพองแตกขึ้นมา ซึ่งอาการของโรคปอดรั่วจะไม่ชัดเจนเหมือนโรคทั่วไป

ตรวจรักษาปอดรั่ว

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมาพบแพทย์ในห้องฉุกเฉินก่อนเป็นอันดับแรก เพราะมีอาการแบบเฉียบพลัน หากแพทย์เอกซเรย์จะพบลมรั่วออกมาที่ช่องอก แต่ยังไม่เห็นรูรั่วที่ปอด แนวทางการรักษาในอดีตครั้งแรกยังไม่ต้องผ่าตัด แค่ใส่สายระบาย 3 – 7 วัน รูรั่วสามารถหายไปได้เองเหมือนแผลถลอก เมื่อไรที่เป็นซ้ำจึงจะทำการผ่าตัด แต่ปัญหาคือโอกาสเป็นซ้ำสูงถึง 30% ปัจจุบันเทคโนโลยีและวิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับการผ่าตัดปอดรั่วที่ได้มีการพัฒนาด้านการผ่าตัดเป็นแผลผ่าตัดแผลเล็กแผลเดียวขนาดใกล้เคียงกับการใส่สายระบาย จึงมีผู้ป่วยต้องการผ่าตัดตั้งแต่ปอดรั่วครั้งแรกมากขึ้น

สำหรับการตรวจวินิจฉัยเริ่มจากเอกซเรย์ขั้นต้นเพื่อดูว่ามีลมรั่วหรือไม่มีลมรั่วและเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อดูว่าถุงลมโป่งพองอยู่ตรงไหนเพื่อวางแผนการผ่าตัด ในอดีตการผ่าตัดต้องลงแผนใหญ่ใส่ที่ขยายซี่โครงเข้าช่องอกด้านข้าง แต่ปัจจุบันลงแผลเล็กแผลเดียวขนาด 2 – 3 เซนติเมตร เข้าผ่านช่องซี่โครง โดยใช้กล้องร่วมกับอุปกรณ์ผ่าตัดยาวพิเศษ (Video – Assisted Thoracic Surgery: VATS) และสามารถใช้อุปกรณ์ที่ตัดพร้อมกับเย็บได้ในเวลาเดียวกันในหลายจุดได้ในครั้งเดียว

หลังจากผ่าตัดถุงลมที่รั่วออกไปเพื่อลดความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำ แพทย์จะทำหัตถการเพื่อทำให้ปอดกับช่องอกติดกัน หลักการคือทำให้ช่องอกเกิดการอักเสบขึ้นเพื่อให้เกิดพังผืดทั่วช่องอกขึ้นมา โดยมีการใช้

  • สารทัลก์ที่เป็นเมดิคัลเกรด
  • การทำให้ผนังช่องอกเป็นแผล
  • การลอกเยื่อบุผนังช่องอก

หากเกิดปอดรั่วขึ้นอีกอนาคตปอดจะไม่ยุบจนกดเบียดหัวใจ ทิ้งไว้ระยะหนึ่งร่างกายก็สามารถจัดการลมออกไปได้เอง ซึ่งจากการวิจัยพบว่า วิธีการลอกเยื่อบุผนังช่องอกโอกาสกลับเป็นซ้ำ 1% ถ้าทำให้เป็นแผลโอกาสเป็นซ้ำ 5% และใช้สารทัลก์โอกาสเป็นซ้ำ 10 – 20% โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพเลือกทำวิธีการลอกเยื่อเซลล์เพื่อลดความเสี่ยงที่คนไข้กลับมาเป็นซ้ำให้น้อยที่สุด ส่วนระยะเวลาในการผ่าตัดโดยเฉลี่ยประมาณ 1 ชั่วโมง ส่งผลให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ผู้ป่วยจะมีสายระบายประมาณ 2 วัน หลังเอาออกสามารถกลับบ้านได้

ดูแลหลังผ่าตัดปอดรั่ว 2 สัปดาห์แรก

  • ห้ามผู้ป่วยยกของหนัก เพราะอาจส่งผลกระทบทำให้แผลผ่าตัดภายในปริได้ ส่วนแผลผ่าตัดภายนอกจะหายสนิทภายใน 1 สัปดาห์
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคลมรั่วตามรอบเดือน แนวทางการรักษาคือการให้ฮอร์โมนหยุดประจำเดือน ทำให้เป็นเหมือนวัยทองประมาณ 6 – 9 เดือน

การดูแลปอดให้แข็งแรงสามารถทำได้คือ งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงแหล่งมลภาวะต่าง ๆ ไม่ควรวิ่งมาราธอนหรือออกกำลังกายภายนอกอาคารในช่วงที่มีปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และควรใส่หน้ากากป้องกันในผู้ป่วยหากจำเป็นต้องออกนอกอาคาร

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...