โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Google เตรียมถอนตัวจาก Scale AI หลัง Meta เข้าถือหุ้น 49% หวั่นข้อมูลหลุดถึงคู่แข่ง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 03.13 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 09.47 น.

Alphabet บริษัทแม่ของ Google เตรียมลดบทบาทความสัมพันธ์กับ Scale AI หลังจาก Meta คู่แข่งในตลาด ประกาศ เข้าถือหุ้น 49% ในบริษัทสตาร์ตอัปด้านบริการข้อมูลฝึกสอนโมเดลเอไอรายนี้

การเข้าถือหุ้นของเมตาไม่เพียงส่งแรงสะเทือนไปยังความสัมพันธ์เชิงธุรกิจกับลูกค้ารายเดิมเท่านั้น แต่ยังผลักดันมูลค่ากิจการของ Scale AI พุ่งขึ้นเป็น 29,000 ล้านดอลลาร์ จากที่เคยประเมินไว้ 14,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนดีลจะเกิดขึ้น

สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิด ระบุว่า กูเกิลเคยวางแผนจะจ่ายเงินราว 200 ล้านดอลลาร์ให้ Scale AI ในปี 2025 นี้ เพื่อซื้อบริการข้อมูลที่จัดทำและตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญมนุษย์ (human-labeled training data) ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาโมเดล Gemini คู่แข่งหลักของ ChatGPT ในขณะที่ปี 2024 ที่ผ่านมา กูเกิลใช้จ่ายเงินกับ Scale AI ไปแล้วกว่า 150 ล้านดอลลาร์

กูเกิลเตรียมหาทางเลือกใหม่ หวั่นข้อมูลเชิงกลยุทธ์รั่วไหล

แหล่งข่าวยังระบุอีกว่า กูเกิลได้เริ่มพูดคุยกับผู้ให้บริการคู่แข่งของ Scale AI หลายรายในสัปดาห์นี้ เพื่อกระจายความเสี่ยงและย้ายภาระงานไปยังผู้ให้บริการรายอื่น โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ที่ข้อมูลภายในของผู้พัฒนาโมเดลเอไออาจตกไปอยู่ในมือของเมตาผ่านการถือหุ้นและการมีอิทธิพลในการบริหารงาน

บริการหลักของ Scale AI คือ การใช้ทีมมนุษย์ที่มีความรู้เฉพาะทาง เช่น นักประวัติศาสตร์หรือผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอก ในการจัดทำข้อมูลฝึกสอนสำหรับโมเดลเอไอขั้นสูง ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูง เช่น โปรโตไทป์ของผลิตภัณฑ์ พิมพ์เขียวเชิงเทคนิค หรือกลยุทธ์การพัฒนาที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ

ด้วยเหตุนี้ หลายบริษัทที่เป็นคู่แข่งของเมตาในสนามเอไอจึงแสดงความกังวลว่า การร่วมงานกับ Scale AI ต่อไป อาจทำให้ข้อมูลภายในของตนรั่วไหลไปยังคู่แข่งผ่านช่องทางที่ควบคุมไม่ได้

กูเกิลไม่ใช่รายเดียวที่กำลังตัดสินใจถอนตัว ด้าน Microsoft และ xAI ของอีลอน มัสก์ก็อยู่ระหว่างหาทางลดการพึ่งพา Scale AI เช่นกัน ส่วน OpenAI เริ่มถอนตัวบางส่วนตั้งแต่หลายเดือนก่อน แม้ล่าสุดซีเอฟโอของ OpenAI จะออกมายืนยันว่ายังใช้ Scale AI เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการข้อมูลอยู่

ดีลใหญ่สั่นสะเทือนอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้คู่แข่ง

ภายใต้สภาพแวดล้อมที่การแข่งขันเอไอเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ บริษัทเทคโนโลยีต่างเริ่มมองหาแนวทางที่ “ปลอดภัยและเป็นกลาง” มากกว่าเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ

โจนาธาน ซิดดาร์ธ (Jonathan Siddharth) ซีอีโอของ Turing บริษัทที่ให้บริการด้านข้อมูลเอไอคล้ายกับ Scale AI และเป็นหนึ่งในคู่แข่งหลัก ได้เปรียบดีลระหว่างเมตากับ Scale AI ว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” เพราะทำให้บริษัทเทคโนโลยีเริ่มตั้งคำถามว่า จะยังสามารถไว้ใจบริษัทภายนอกที่มีความเชื่อมโยงกับคู่แข่งโดยตรงได้อีกหรือไม่

ก่อนหน้านี้ หลายบริษัทเลือกใช้บริการ data-labeling จากสตาร์ตอัปอย่าง Scale AI ด้วยเหตุผลด้านความชำนาญและความเร็วในการจัดเตรียมข้อมูล แต่เมื่อผู้ถือหุ้นรายใหม่เป็นคู่แข่งในตลาดเอไอโดยตรงอย่างเมตา ความเป็นกลางที่เคยมีอาจกลายเป็นจุดอ่อน

ซิดดาร์ธจึงชี้ว่า “ความเป็นกลาง” ในอุตสาหกรรมนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินใจของลูกค้า ว่าจะร่วมมือหรือยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจ

การเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในตลาดครั้งนี้ เปิดโอกาสทางธุรกิจให้แก่คู่แข่งของ Scale AI อย่าง Turing, Labelbox, Handshake และ Mercor ที่จะเข้ามาแทนที่ในสัญญาใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มบริษัทเอไอที่ต้องการความเป็นกลางทางธุรกิจอย่างเด็ดขาด บริษัท Handshake รายงานว่า ความต้องการบริการจากแล็บเอไอชั้นนำเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าภายในเวลาเพียงคืนเดียว

Scale AI ยืนยันความแข็งแกร่ง แม้เจอแรงกระแทก

แม้จะต้องเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนจากการถอนตัวของลูกค้ารายใหญ่หลายราย Scale AI ยืนยันว่า โครงสร้างธุรกิจของบริษัทยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยยังมีฐานลูกค้าจากภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมหลากหลาย เช่น บริษัทพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ ที่ยังคงใช้บริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยืนยันว่า บริษัทยังคงรักษามาตรฐานการปกป้องข้อมูลของลูกค้าในระดับสูงสุด แม้ว่าจะไม่ให้ความเห็นใดๆ ต่อกรณีของกูเกิลโดยตรง

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญของ Scale AI คือการที่บริษัทพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่รายเป็นหลัก เช่น Google, Microsoft หรือ OpenAI ซึ่งหมายความว่า หากลูกค้ากลุ่มนี้ถอนตัว หรือหันไปใช้บริการเจ้าอื่น รายได้ของ Scale AI ก็อาจหดหายลงอย่างรวดเร็ว

ความเสี่ยงนี้ยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อเริ่มมีแนวโน้มว่า บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กำลังเปลี่ยนแนวทางจากการจ้างคนนอกช่วยจัดการข้อมูล (outsourcing) มาเป็นการสร้างทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการติดป้ายข้อมูล (data-labeler) ขึ้นภายในบริษัทเอง เพื่อควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลสำคัญได้ดียิ่งขึ้น ไม่ต้องเสี่ยงว่าโมเดลหรือผลิตภัณฑ์ลับจะรั่วไหล

หากเทรนด์นี้กลายเป็นกระแสหลัก ก็อาจกระทบต่อรูปแบบธุรกิจของ Scale AI โดยตรง ซึ่งอาศัยรายได้จากการให้บริการภายนอกเป็นหลักมาตลอด

อ้างอิง: Reuters และ Techcrunch

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...