โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

’รู้เขา รู้เรา‘ เปิดกลยุทธ์ทำธุรกิจกับจีนจาก 2 แบรนด์ดังไทย ในงาน Thai–Chinese Golden Fest 2025

MATICHON ONLINE

อัพเดต 13 ก.ค. 2568 เวลา 09.28 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2568 เวลา 09.28 น.

’รู้เขา รู้เรา‘ เปิดกลยุทธ์ทำธุรกิจกับจีนจาก 2 แบรนด์ดังไทย ในงาน Thai–Chinese Golden Fest 2025

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค (อาคาร West ชั้น 2) พระโขนง กรุงเทพฯ ในวาระพิเศษของการครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน เครือมติชนเปิดม่านเทศกาลวัฒนธรรมครั้งยิ่งใหญ่ “Thai–Chinese Golden Fest 2025 เทศกาลร้อยเรื่องราวไทย–จีน” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 กรกฎาคม เวลา 10.00–18.00 น. ซึ่งเป็นวันสุดท้าย

บรรยากาศช่วงเช้า 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนทยอยเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่ให้ความสนใจเลือกชมหนังสือจากสำนักพิมพ์มติชนและสำนักพิมพ์พันธมิตรเป็นพิเศษ พร้อมตั้งตารอคอยกิจกรรมนิทรรศการที่จะจัดขึ้นในช่วงเวลาต่อไป

เวลา 13.30 น. เริ่มเวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ Talk: Brand Go China: บุกจีนให้ปัง ธุรกิจไทยต้องรู้ โดย 2 นักธุรกิจชาวไทย น.ส.ณชา จึงกานต์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คันนา โกรเซอรีส์ จำกัด
และนายพิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ผู้ก่อตั้ง Smart ID Group และแบรนด์สินค้าอเล็กทรอนิกส์ Anitech

น.ส.ณชา จึงกานต์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คันนา โกรเซอรีส์ จำกัด กล่าวว่าจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจกับจีนนั้นเกิดขึ้นจาการที่ได้ดูโทรทัศน์อยู่และเห็นคนจีนคนหนึ่งพูดว่า รองเท้านี้เล็กไปมีรองเท้าที่ไซส์ใหญ่กว่านี้ไหม ประโยคนั้นทำให้เปลี่ยนชีวิตไป ทำให้อยากรู้จักภาษาจีน เพราะรู้สึกถึงเสน่ห์ของภาษาและได้เริ่มเรียนรู้ภาษาจีน ประเทศจีนและคนจีน ทำให้มีเป้าหมายว่าอยากเข้าใจความเป็นจีนมากขึ้นและได้เริ่มฝึกงานที่สถานทูตไทยในปักกิ่ง จากการที่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคมแบบจีนทำให้เข้าใจคนจีน และพอเริ่มเข้าใจภาษาของจีนก็รู้สึกหลงรักและมองว่าคนจีนเป็นมนุษย์พิเศษ ตอนอยู่ประเทศจีนก็มีไอเดียทำธุรกิจใหม่มาโดยตลอด พอได้เห็นภาพที่คนจีนถือของในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีของจากประเทศไทยอย่างเช่น พวกทุเรียนหรือผลไม้ต่างๆ ทำให้เริ่มรู้สึกว่า สิ่งที่ใครเคยภูมิใจอย่างเรื่องทุเรียนที่ไทยต้องเก่งที่สุดแน่นอนพอเป็นการส่งออกนอกประเทศ ประเทศอื่นกลับไปไกลกว่าเรา จึงเกิดความรู้สึกที่มองว่าของกินสร้างอนุภาพให้ผู้บริโภคขนาดนี้ สินค้าเกษตรก็คงจะทำได้เหมือนกันและได้นำควมคิดเหล่านี้ไปค้นคว้ากับอาจารย์สถาบันอาหารต่างๆ

“จนเกิดเป็นสินค้าตัวแรกของคันนาก็คือ ลูกเดือย เพราะตัวเองไม่ชอบกินจึงอยากทำให้ลูกเดือยเป็นสิ่งที่ทุกคนชอบโดยการนำไปอบกรอบปรุงรส ซึ่งผลที่ได้คือสินค้าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ในเวลาไม่นานก็ได้ขยายสินค้าอื่นๆขึ้นมา ซึ่งในความเป็นจริงภายในสองปีแรกตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะนำไอเดียของจีนมาขายให้ผู้หญิงในประเทศไทย ปรากฏว่ากลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนเพราะนักท่องเที่ยวเข้ามาในไทยเยอะมากจึงเกิดไอเดียที่อยากจะให้นักท่องเที่ยวมาซื้อสินค้า สกาองปีแรกจึงเหมือนเป็นการเรียนรู้หรือหาตัวตัวตนของคันนา จนปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลากหลายอย่าง เป็นการขยายตลาดไปพร้อมกับประสบการณ์ที่มากขึ้น”น.ส.ณชา กล่าว

น.ส.ณชา กล่าวต่อว่า พอนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้นคนที่ทำธุรกิจในแนวเดียวกันก็เพิ่มขึ้นตาม จึงต้องสร้างความต่างของสินค้าตัวเองขึ้นมา พอมีความแตกต่างจากคนอื่น คนจีนที่เข้ามาซื้อสินค้าก็พอใจที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าของคันนา เพราะเป็นสินค้าที่ประเทศจีนไม่มี แต่ในทางกลับกันก็โดนลอกเลียนแบบสินค้ามากขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งสิ่งที่ทำได้คือการหนีสินค้าที่เลียนแบบออกมาให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันตอนนี้แม้แต่จีนเองก็มีตัวเลือกที่มากขึ้น ซึ่งของที่ดีอาจจะไม่ใช่ของที่มีความหรูหราที่สุดแต่เป็นสินค้าที่เหมาะสมกับราคา จึงต้องปรับเปลี่ยนแนวทางของสินค้าคันนาที่เหมาะสมกับผู้ซื้อแต่คุณภาพก็ยังคงดี โดยคันนามุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่ทำให้ผู้ซื้อได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการนำของฝากที่ไทยไปให้คนที่บ้าน แบบที่เอากลับไปแล้วไม่อายใครในราคาที่จับต้องได้

“คนจีนค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องแบรนด์ฉะนั้นการที่ส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศโดยที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในประเทศของตัวเองเป็นสิ่งที่เสี่ยงมาก จึงต้องเริ่มสร้างแบรนด์ในประเทศก่อนเพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้จักก่อนจัดส่งออก สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนรู้จักคันนา คือการที่เราทำดีซ้ำๆจนเกิดการบอกต่อ คนจีนเวลาที่รู้สึกว่าสิ่งนี้ดีก็จะบอกต่อกันไปเรื่อยๆซึ่งจะเกิดการรับรู้ที่ยิ่งใหญ่มากจนต้องการมาลองซื้อสินค้าที่ดีด้วยตัวเอง ซึ่งเจ้าของธุรกิจต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่เหล่านั้นพอเข้าไปอยู่ในโลกของลูกค้าก็รู้ว่าจะต้องพัฒนาสินค้าในจุดไหนด้วยเช่นกัน คันนาแทบจะไม่ต้องทำการตลาดอะไรเลยเพราะเอาเงินเอาแรงไปลงกับสินค้ารวมถึงการอบรมพนักงานขายทำให้ดีที่สุดจนลูกค้าเกิดการบอกต่อว่าคันนาดีจริงสำหรับข้อแนะนำในการทำธุรกิจกับจีนอย่างแรกคือจะต้องจดลิขสิทธิ์เพื่อกันการโดนเลียนแบบและต้องจดให้ครอบคลุมเพราะสมัยนี้โดนเลียนแบบได้ง่ายกว่าที่คิด และอีกหนึ่งอย่างคือการทำความเข้าใจกับคนจีนเพื่อนำมาปรับเรียนรู้พัฒนาธุรกิจของเรา”น.ส.ณชา กล่าว

นายพิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ผู้ก่อตั้ง Smart ID Group และแบรนด์สินค้าอเล็กทรอนิกส์ Anitech กล่าวว่า จุดเริ่มต้นการทำธุรกิจกับจีนเริ่มจากตอนที่เริ่มทำงานหลังเรียนจบได้มีเพื่อนชวนไปทำงานบริษัทสตาร์ทอัพที่ฝรั่งเศสและเพื่อนได้พูดขึ้นมาว่าจีนจะเข้ามาอันดับ1อย่างแน่นอน ซึ่งในปีนั้นเป็นยุคที่คนมองว่าจีนไม่เจริญ จุดเปลี่ยนอยู่ตรงที่การทำบริษัทสตาร์ทอัพในการผลิตเครื่องมือต่างๆมีกระบวนการที่ค่อนข้างเหนื่อย จึงบอกกับเพื่อนว่าไทยเป็นประเทศที่รับจ้างผลิตที่ดีมาก ทำให้มีควมคิดี่จะจ้างผลิตเครื่องมือของอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ในไทย จึงได้หาโรงงานรับผลิตและได้เกิดการพูดคุยกับทางโรงงานซึ่งพบว่าประเทศไทยไม่มีอะไรเลยนอกจากแรงงาน ส่งผลให้ต้องทำธุรกิจกับประเทศอื่นๆจึงทำให้เข้าใจเกี่ยวกับอุปทานและได้เกิดความสนใจที่จะเข้าไปสู่ประเทศจีนเนื่องจากมีการผลิตอุปกรณ์ด้านเซมิคอนดัคเตอร์ พอได้เริ่มสัมผัสจีน พบว่าโรงงานผลิตไปจีนมีขนาดเท่ากับสนามฟุตบอลซึ่งเมื่อกลับมาที่ไทยก็จึงได้คุยกับเพื่อนแล้วพูดว่ายังไงจีนได้ครองโลกตลาดโลกแน่นอนเพราะไม่เคยเห็นโรงงานไหน ที่ใช้มนุษย์ผลิตของได้ใหญ่ขนาดนี้ และในโรงงานยังมีสายพานในโรงงาน ทำให้รู้ว่าจีนเป็นอันดับหนึ่งด้านห่วงโซ่อุปทาน (Suppy Chain) อย่างแท้จริง

“ในสมัยก่อนพวกสิ่งของอิเล็กทรอนิกส์มีแค่สองอย่างคือถ้าอยากได้ของดีต้องเสียเงินแพงแต่ถ้าอยากได้ของถูกคุณภาพก็จะตามราคา ซึ่งจีนสามารถทำสินค้าที่ราคาถูกแต่คุณภาพดีได้ จีนมีความเด็ดขาดอย่างหนึ่งคือไม่ว่าจะใช้งบประมาณเท่าใดก็ตามก็สามารถทำของออกมาได้เสมอ ทำให้เราจะเห็นว่าสินค้าจีนบนแพลตฟอร์มต่างๆมีราคาที่ถูกกว่าสินค้าจากประเทศอื่นๆ”นายพิชเยนทร์ กล่าว

นายพิชเยนทร์ กล่าวต่อว่า จากอดีตที่ได้ไปเห็นการจัดการของจีนบวกกับความรู้ในการสร้างบริษัทของตัวเองจึงเกิดมาเป็นแบรนด์anitechที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเมาส์คอมพิวเตอร์ คีย์บอร์ด ตัวอ่านการ์ด เป็นต้น ปัจจุบันก็มีเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านรวมแล้วAnitech มีสินค้ารวมกันกว่า 1000 รายการ และจีนเป็นประเทศที่ไม่ว่าจะมีปัญหากับประเทศไหนก็ไม่สนใจเพราะมีพันธมิตรที่พร้อมจะร่วมมืออีกมากมาย เพราะประเทศที่ระบบ Supply Chain ที่ดีมากๆ ใครก็อยากร่วมงานด้วย

“ในอดีตจีนก็เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าสินค้าต่างๆมากมายเพราะบางอย่างไม่พอใช้อย่างหนึ่งที่นำเข้ามากที่สุดของไทย ก็คือผลไม้ แต่สิ่งที่ทำให้โลกไม่พอใจต่อจีนเพราะว่าจีนส่งออกกว่าประเทศอื่นเยอะมากๆถึงแม้ว่านำเข้าสินค้ามาเยอะแต่ส่งออกเยอะกว่ามากทำให้ไปกินส่วนแบ่งของประเทศอื่นเพราะมีสินค้าที่ถูกกว่าชาวบ้าน แต่ตั้งแต่ปี 2023-2024 เป็นต้นมา การนำเข้าของจีนถือว่าน้อยลงเป็นอย่างมาก ฉะนั้นจะมองเห็นภาพแล้วว่าทำไมประเทศอื่นจะไม่พอใจจีน ตัวตนของจีนคือการขยายกำลังผลิตเพื่อสร้างงานให้คนในประเทศ รัฐบาลจีนจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศมีความผาสุข จึงต้องส่งออกสินค้าที่อยู่ในประเทศที่มีกำลังซื้อน้อยลงไปยังประเทศอื่นๆเพื่อไม่ให้เกิดการยกเลิกการจ้างงาน และสิ่งที่ถูกส่งออกจะต้องทำยังไงก็ได้ให้คนในประเทศมีงานทำอยู่ สินค้าที่ส่งออกจึงมีราคาถูกกว่าปกติ ซึ่งก็เกิดทั้งผลดีผลเสียต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในประเทศอื่นๆ ฉะนั้นถ้าอยู่ในอุตสาหกรรมที่ต้องแข่งกับจีนก็ต้องมีความรู้ว่าจะแข่งในพื้นที่สนามแบบไหน”นายพิชเยนทร์ กล่าว

นายพิชเยนทร์ กล่าวว่าต่อว่า ปัจจุบันควรมองจีนในฐานะประเทศที่เป็นโอกาส ไม่ใช่ภัยคุกคามทางเศรษฐกิจอย่างที่บางคนกังวล เพราะในการทำธุรกิจยุคนี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ความอยากทำ แต่ต้องมีความสามารถและความเข้าใจในบริบทที่กำลังเผชิญอยู่ หากขาดทิศทางที่ชัดเจนก็อาจนำไปสู่การลงทุนที่ผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะเมื่อต้องติดต่อหรือเจรจากับนักธุรกิจจีน ผู้ประกอบการไทยควรมีความมั่นใจในธุรกิจของตัวเอง และเข้าใจให้ได้ว่าจุดแข็งของเราคืออะไร เพื่อไม่ให้ถูกชี้นำจากฝั่งจีน และสามารถยืนหยัดในการเจรจาได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ประสบการณ์ทำธุรกิจกับจีนกว่า 20 ปีทำให้เห็นชัดเจนว่า สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความสำคัญของความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งมักถูกสร้างขึ้นจากกิจกรรมนอกเหนือจากการทำธุรกิจโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าว สังสรรค์ หรือแม้แต่การดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกัน เพราะสิ่งเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเหล่านี้ยังคงมีความหมายมากในสังคมธุรกิจของจีน และการที่จะมอบความสัมพันธ์ให้ใครสักคน ก็ต้องเลือกให้ดี เพราะหากมอบให้กับคนที่หวังแต่ผลประโยชน์ ความสัมพันธ์นั้นก็จะไม่มีคุณค่าและไม่สามารถต่อยอดอะไรได้ในระยะยาว

“จุดแข็งของนักธุรกิจจีนคือการมองการณ์ไกล และเมื่อสามารถเชื่อมสัมพันธ์กับคนลักษณะนี้ได้ ก็จะพบว่าคนเหล่านี้มักพยายามรักษาความสัมพันธ์ไว้ และสร้างความร่วมมืออย่างจริงจังและต่อเนื่อง การมอบความสัมพันธ์จึงควรจะมอบให้คนที่สมควรได้รับไม่ใช่มอบให้คนที่หวังเพียงแค่ผลประโยชน์ ในด้านการแข่งขันผมมองว่าไม่มีประโยชน์ที่จะบ่นว่าจีนขายสินค้าตัดราคา เพราะการแข่งขันเป็นเรื่องปกติในโลกธุรกิจ สิ่งที่ควรทำคือหันกลับมาพัฒนาจุดแข็งของตัวเองให้ชัดเจน ในช้ความเข้าใจต่อตัวตน วิธีคิดของคู่ค้าชาวจีนให้เป็นประโยชน์ในการต่อยอดและปรับกลยุทธ์ของตนเองให้เหมาะสมเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจขึ้นมา”นายพิชเยนทร์ กล่าว

นายพิชเยนทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับข้อแนะนำในการทำธุรกิจกับจีนคือการทำธุรกิจกับจีนต้องรู้เขารู้เราให้ถึงแก่น ตนก่อนทำธุรกิจกับเจ้าของโรงงานรับผลิตต่างๆจะต้องมีการดูโรงงาน ดูความสะอาด เพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนความพร้อมของเจ้าของโรงงานออกมา และยังสามารถต่อยอดไปยังการส่งออกสู่ประเทศอื่นๆเช่น ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่นได้ และสะท้อนถึงการทำของที่ดีออกมา อีกอย่างคือการได้คุยกับเจ้าของโดยตรงเพราะจะสะท้อนทัศนคติของเจ้าของธุรกิจออกมา และดูความไว้ใจได้ ถ้าเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้แต่เป็นโรงงานที่สามารถผลิตได้รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ เป็นสิ่งที่เารต้องการและไม่มีที่อื่นแทนที่ได้ ก็ต้องมีการควบคุมให้ดี ทั้งนี้อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการจดลิขสิทธิ์เพื่อป้องกันการโดนลอกเลียนแบบสินค้า และเวลาจดลิขสิทธิ์ต้องมีความเข้าใจว่าเราต้องการป้องกันอะไรบ้างด้วยเช่นกัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ’รู้เขา รู้เรา‘ เปิดกลยุทธ์ทำธุรกิจกับจีนจาก 2 แบรนด์ดังไทย ในงาน Thai–Chinese Golden Fest 2025

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...