โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ท่าเรือลอสแอนเจลิส ทำสถิติสูงสุดในประวัติการณ์ แรงกระเพื่อมสงครามการค้าสหรัฐ–จีน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ก.ค. 2568 เวลา 08.49 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 01.49 น.

ยอดตู้คอนเทนเนอร์ ท่าเรือลอสแอนเจลิส ทะลุ 892,000 ตู้ในเดือนเดียว สะท้อนพฤติกรรมผู้นำเข้าที่เร่งกระจายสินค้าก่อนภาษีทรัมป์มีผลกลางสิงหาคม ขณะผู้ส่งออกชี้ต้นทุนพุ่งขึ้นกว่า 20 เท่า บีบให้ต้องลดคำสั่งซื้อเหลือเฉพาะสินค้าจำเป็นท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า

วันที่ 14 กรกฎาคม 2568 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ท่าเรือลอสแอนเจลิส รายงานว่าปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ในเดือนมิถุนายนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ก่อตั้งท่าเรือมา 117 ปี

โดยผู้บริหารท่าเรือระบุว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากแรงเหวี่ยงของภาษีการค้า (tariff whipsaw effect) เนื่องจากผู้นำเข้าสินค้าพยายามเร่งขนส่งสินค้าก่อนที่ภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์จะมีผล โดยเฉพาะเส้นตายกลางเดือนสิงหาคมที่มีกำหนดบังคับใช้ภาษีกับสินค้าจากจีน

ท่าเรือประมวลผลตู้คอนเทนเนอร์ขนาดยี่สิบฟุต (TEUs) ทั้งหมด 892,340 ตู้ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นสินค้าสำหรับฤดูกาลวันหยุดและการเติมสินค้าคงคลังของผู้บริโภค โดยตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ปรับลดภาษีสินค้าจีนจาก 145% เหลือ 45% ซึ่งกระตุ้นให้มีคำสั่งซื้อสินค้าเพื่อเร่งนำเข้าในช่วง“พักรบ” ทางการค้า ส่งผลให้จีนมียอดเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้นเป็น 114.7 พันล้านดอลลาร์ในเดือนที่ผ่านมา

แม้จะทำสถิติใหม่ แต่เจ้าหน้าที่ท่าเรือย้ำว่าไม่ควรเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า“การพุ่งขึ้นของการนำเข้า” เพราะตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเพียงสะท้อนการโยกย้ายเวลา (shifting timeline) ไม่ใช่การเติบโตถาวร ยอดนำเข้าเคยลดลงอย่างมีนัยสำคัญในเดือนพฤษภาคม และยังคงชะลอตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของเดือนมิถุนายน

นายยีน เซโรกา ผู้อำนวยการบริหารท่าเรือลอสแอนเจลิส กล่าวว่า “ไทม์ไลน์ที่เปลี่ยนไป หมายถึงปริมาณที่เปลี่ยนตาม และความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในท่าเรือของเรา”

พร้อมเสริมว่า หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ คาดว่าปริมาณการขนส่งจะลดลงในเดือนสิงหาคม เนื่องจากภาษีใหม่จะทำให้การนำเข้ามีต้นทุนสูงขึ้น โดยอ้างอิงการคาดการณ์ของสหพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติว่า ปริมาณสินค้าที่ท่าเรือสหรัฐอาจลดลงเป็นตัวเลขสองหลักในช่วงเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า สินค้าสำหรับช่วงเทศกาลปลายปีควรถูกสั่งซื้อไปหมดแล้ว และชี้ว่าตอนนี้ช้าเกินไปที่จะต่อรองคำสั่งซื้อสำหรับช่วงปลายปี

สำหรับผู้นำเข้า แม้จะอยู่ในช่วงพักรบทางการค้า แต่ต้นทุนที่เพิ่มจากภาษียังคงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อธุรกิจ

บ็อบบี้ จาวาเฮรี ประธานบริษัท Yedi Houseware เปิดเผยระหว่างการประชุมประจำเดือนของท่าเรือลอสแอนเจลิสว่า ภาษีสินค้าจากจีน รวมถึงภาษีเหล็กกล้าไร้สนิม ได้เพิ่มภาระต้นทุนของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าอย่างหม้อทอดไร้น้ำมัน

“ก่อนมีภาษี ต้นทุนการขนส่งหนึ่งตู้ประมาณ 1,500–2,000 ดอลลาร์ แต่ตอนนี้อยู่ที่ 40,000–50,000 ดอลลาร์”

ไมค์ ชอร์ต ประธานฝ่ายขนส่งสินค้าระหว่างประเทศของบริษัท C.H. Robinson กล่าวเสริมว่า แม้เดือนมิถุนายนจะมีตัวเลขสูง แต่ผู้ส่งออกหลายรายยังคงลดปริมาณการนำเข้า และนำเข้าเฉพาะสินค้าจำเป็น เช่น เครื่องเขียนและอุปกรณ์เปิดเทอม

“บางบริษัทเร่งนำเข้าสินค้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนเส้นตายภาษี ในขณะที่บางรายยึดตามตารางนำเข้าเดิม และรอดูสถานการณ์” ชอร์ตกล่าว พร้อมระบุว่า ลูกค้าร้านค้าปลีกจำนวนมากยังระบายสต๊อกเดิมอยู่ จึงนำเข้าเฉพาะสินค้าที่จำเป็นเท่านั้น

ทั้งนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้ส่งจดหมายแจ้งแผนขึ้นภาษีใหม่กับหลายประเทศในเอเชีย พร้อมทั้งทำข้อตกลงการค้าเบื้องต้นกับเวียดนาม ซึ่งจะทำให้สินค้าหลายรายการจากเวียดนามถูกเก็บภาษีสูงสุดถึง 30%

อย่างไรก็ตาม ชอร์ตกล่าวว่า แม้จะมีการขยายเส้นตายภาษีออกไปเกือบหนึ่งเดือน แต่ระยะเวลาไม่เพียงพอสำหรับการขนส่งทางทะเล ซึ่งโดยเฉลี่ยใช้เวลา 20–30 วัน และอาจนานกว่านั้นหากไปยังชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ทางเลือกเดียวที่เหลือสำหรับบริษัทที่ไม่ได้จองเรือไว้คือการใช้ขนส่งทางอากาศ ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า

จอช อัลเลน ประธานฝ่ายพาณิชย์ของ ITS Logistics กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงในแหล่งการผลิตทำให้ผู้บริหารซัพพลายเชนต้องออกแบบเส้นทางใหม่เพื่อนำสินค้าจากโรงงานสู่ตลาด เมื่อฐานการผลิตของบริษัทถูกเปลี่ยนประเทศ ระยะเวลาการขนส่งอาจเพิ่มขึ้น และท่าเรือปลายทางในสหรัฐก็อาจเปลี่ยนไปด้วย

“เราเฝ้าติดตามและตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แบบเรียลไทม์” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า แม้ท่าเรือลอสแอนเจลิสจะทำสถิติใหม่ในเดือนมิถุนายน แต่ภาวะการค้าชะลอตัวยังช่วยให้ภาคโลจิสติกส์สามารถปรับตัวได้ทัน

คิม วักคาเรลลา ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทแฟชั่น Bogg กล่าวว่า บริษัทเริ่มกระจายฐานการผลิตมายังเวียดนามเพื่อลดผลกระทบจากภาษีจีน แต่เครื่องจักร แม่พิมพ์ และวัตถุดิบยังคงมาจากจีนทั้งหมด

“เราลดการผลิตกระเป๋าจาก 4 รุ่น เหลือ 2 รุ่น …เดิมเราลดปริมาณการผลิตลง 50% แต่เมื่อกลับมาทำแค่ 2 รุ่น เราก็เพิ่มคำสั่งซื้อกลับขึ้นมาบ้าง แต่ยังไม่เต็มจำนวน”

ข้อตกลงการค้ากับเวียดนามยังไม่เป็นทางการ และมีเนื้อหาคร่าว ๆ ว่าจะมีภาษี 40% กับสินค้าที่ถูก “เปลี่ยนเส้นทาง” (transhipment) ซึ่งหมายถึงสินค้าที่เริ่มต้นผลิตในจีนแม้จะไปจบกระบวนการในเวียดนาม

Bogg เคยปรับขึ้นราคาสินค้าชั่วคราวในเดือนเมษายน ก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะชะลอการใช้ตารางภาษี แต่ก็กลับมาปรับราคาลงอีกครั้ง

“ทุกอย่างยังไม่แน่นอนเลย” วักคาเรลลากล่าว“หลังจากต้องปรับราคากลับในเดือนเมษายน เราบอกว่าจะตัดสินใจใหม่ในเดือนกรกฎาคม แต่ตอนนี้เรายังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจนเลย”

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...