ท่าเรือลอสแอนเจลิส ทำสถิติสูงสุดในประวัติการณ์ แรงกระเพื่อมสงครามการค้าสหรัฐ–จีน
ยอดตู้คอนเทนเนอร์ ท่าเรือลอสแอนเจลิส ทะลุ 892,000 ตู้ในเดือนเดียว สะท้อนพฤติกรรมผู้นำเข้าที่เร่งกระจายสินค้าก่อนภาษีทรัมป์มีผลกลางสิงหาคม ขณะผู้ส่งออกชี้ต้นทุนพุ่งขึ้นกว่า 20 เท่า บีบให้ต้องลดคำสั่งซื้อเหลือเฉพาะสินค้าจำเป็นท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า
วันที่ 14 กรกฎาคม 2568 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ท่าเรือลอสแอนเจลิส รายงานว่าปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ในเดือนมิถุนายนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ก่อตั้งท่าเรือมา 117 ปี
โดยผู้บริหารท่าเรือระบุว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากแรงเหวี่ยงของภาษีการค้า (tariff whipsaw effect) เนื่องจากผู้นำเข้าสินค้าพยายามเร่งขนส่งสินค้าก่อนที่ภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์จะมีผล โดยเฉพาะเส้นตายกลางเดือนสิงหาคมที่มีกำหนดบังคับใช้ภาษีกับสินค้าจากจีน
ท่าเรือประมวลผลตู้คอนเทนเนอร์ขนาดยี่สิบฟุต (TEUs) ทั้งหมด 892,340 ตู้ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นสินค้าสำหรับฤดูกาลวันหยุดและการเติมสินค้าคงคลังของผู้บริโภค โดยตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ปรับลดภาษีสินค้าจีนจาก 145% เหลือ 45% ซึ่งกระตุ้นให้มีคำสั่งซื้อสินค้าเพื่อเร่งนำเข้าในช่วง“พักรบ” ทางการค้า ส่งผลให้จีนมียอดเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้นเป็น 114.7 พันล้านดอลลาร์ในเดือนที่ผ่านมา
แม้จะทำสถิติใหม่ แต่เจ้าหน้าที่ท่าเรือย้ำว่าไม่ควรเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า“การพุ่งขึ้นของการนำเข้า” เพราะตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเพียงสะท้อนการโยกย้ายเวลา (shifting timeline) ไม่ใช่การเติบโตถาวร ยอดนำเข้าเคยลดลงอย่างมีนัยสำคัญในเดือนพฤษภาคม และยังคงชะลอตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของเดือนมิถุนายน
นายยีน เซโรกา ผู้อำนวยการบริหารท่าเรือลอสแอนเจลิส กล่าวว่า “ไทม์ไลน์ที่เปลี่ยนไป หมายถึงปริมาณที่เปลี่ยนตาม และความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในท่าเรือของเรา”
พร้อมเสริมว่า หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ คาดว่าปริมาณการขนส่งจะลดลงในเดือนสิงหาคม เนื่องจากภาษีใหม่จะทำให้การนำเข้ามีต้นทุนสูงขึ้น โดยอ้างอิงการคาดการณ์ของสหพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติว่า ปริมาณสินค้าที่ท่าเรือสหรัฐอาจลดลงเป็นตัวเลขสองหลักในช่วงเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน
เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า สินค้าสำหรับช่วงเทศกาลปลายปีควรถูกสั่งซื้อไปหมดแล้ว และชี้ว่าตอนนี้ช้าเกินไปที่จะต่อรองคำสั่งซื้อสำหรับช่วงปลายปี
สำหรับผู้นำเข้า แม้จะอยู่ในช่วงพักรบทางการค้า แต่ต้นทุนที่เพิ่มจากภาษียังคงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อธุรกิจ
บ็อบบี้ จาวาเฮรี ประธานบริษัท Yedi Houseware เปิดเผยระหว่างการประชุมประจำเดือนของท่าเรือลอสแอนเจลิสว่า ภาษีสินค้าจากจีน รวมถึงภาษีเหล็กกล้าไร้สนิม ได้เพิ่มภาระต้นทุนของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าอย่างหม้อทอดไร้น้ำมัน
“ก่อนมีภาษี ต้นทุนการขนส่งหนึ่งตู้ประมาณ 1,500–2,000 ดอลลาร์ แต่ตอนนี้อยู่ที่ 40,000–50,000 ดอลลาร์”
ไมค์ ชอร์ต ประธานฝ่ายขนส่งสินค้าระหว่างประเทศของบริษัท C.H. Robinson กล่าวเสริมว่า แม้เดือนมิถุนายนจะมีตัวเลขสูง แต่ผู้ส่งออกหลายรายยังคงลดปริมาณการนำเข้า และนำเข้าเฉพาะสินค้าจำเป็น เช่น เครื่องเขียนและอุปกรณ์เปิดเทอม
“บางบริษัทเร่งนำเข้าสินค้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนเส้นตายภาษี ในขณะที่บางรายยึดตามตารางนำเข้าเดิม และรอดูสถานการณ์” ชอร์ตกล่าว พร้อมระบุว่า ลูกค้าร้านค้าปลีกจำนวนมากยังระบายสต๊อกเดิมอยู่ จึงนำเข้าเฉพาะสินค้าที่จำเป็นเท่านั้น
ทั้งนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้ส่งจดหมายแจ้งแผนขึ้นภาษีใหม่กับหลายประเทศในเอเชีย พร้อมทั้งทำข้อตกลงการค้าเบื้องต้นกับเวียดนาม ซึ่งจะทำให้สินค้าหลายรายการจากเวียดนามถูกเก็บภาษีสูงสุดถึง 30%
อย่างไรก็ตาม ชอร์ตกล่าวว่า แม้จะมีการขยายเส้นตายภาษีออกไปเกือบหนึ่งเดือน แต่ระยะเวลาไม่เพียงพอสำหรับการขนส่งทางทะเล ซึ่งโดยเฉลี่ยใช้เวลา 20–30 วัน และอาจนานกว่านั้นหากไปยังชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ทางเลือกเดียวที่เหลือสำหรับบริษัทที่ไม่ได้จองเรือไว้คือการใช้ขนส่งทางอากาศ ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า
จอช อัลเลน ประธานฝ่ายพาณิชย์ของ ITS Logistics กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงในแหล่งการผลิตทำให้ผู้บริหารซัพพลายเชนต้องออกแบบเส้นทางใหม่เพื่อนำสินค้าจากโรงงานสู่ตลาด เมื่อฐานการผลิตของบริษัทถูกเปลี่ยนประเทศ ระยะเวลาการขนส่งอาจเพิ่มขึ้น และท่าเรือปลายทางในสหรัฐก็อาจเปลี่ยนไปด้วย
“เราเฝ้าติดตามและตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แบบเรียลไทม์” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า แม้ท่าเรือลอสแอนเจลิสจะทำสถิติใหม่ในเดือนมิถุนายน แต่ภาวะการค้าชะลอตัวยังช่วยให้ภาคโลจิสติกส์สามารถปรับตัวได้ทัน
คิม วักคาเรลลา ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทแฟชั่น Bogg กล่าวว่า บริษัทเริ่มกระจายฐานการผลิตมายังเวียดนามเพื่อลดผลกระทบจากภาษีจีน แต่เครื่องจักร แม่พิมพ์ และวัตถุดิบยังคงมาจากจีนทั้งหมด
“เราลดการผลิตกระเป๋าจาก 4 รุ่น เหลือ 2 รุ่น …เดิมเราลดปริมาณการผลิตลง 50% แต่เมื่อกลับมาทำแค่ 2 รุ่น เราก็เพิ่มคำสั่งซื้อกลับขึ้นมาบ้าง แต่ยังไม่เต็มจำนวน”
ข้อตกลงการค้ากับเวียดนามยังไม่เป็นทางการ และมีเนื้อหาคร่าว ๆ ว่าจะมีภาษี 40% กับสินค้าที่ถูก “เปลี่ยนเส้นทาง” (transhipment) ซึ่งหมายถึงสินค้าที่เริ่มต้นผลิตในจีนแม้จะไปจบกระบวนการในเวียดนาม
Bogg เคยปรับขึ้นราคาสินค้าชั่วคราวในเดือนเมษายน ก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะชะลอการใช้ตารางภาษี แต่ก็กลับมาปรับราคาลงอีกครั้ง
“ทุกอย่างยังไม่แน่นอนเลย” วักคาเรลลากล่าว“หลังจากต้องปรับราคากลับในเดือนเมษายน เราบอกว่าจะตัดสินใจใหม่ในเดือนกรกฎาคม แต่ตอนนี้เรายังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจนเลย”
อ้างอิง : cnbc.com