โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

SCGP กำไร Q2 ตามคาด ลุ้นครึ่งปีหลังพุ่งแรง เป้า 19.55 บ.

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 30 ก.ค. 2568 เวลา 12.07 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 05.00 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินว่า SCGP มีกําไรไตรมาส 2/2568 ฟื้นตัวตามคาด ผู้บริหารมองช่วงครึ่งหลังปี 2568 ดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก

  • คงคําแนะนํา Trading Buy และราคาเป้าหมายที่ 55 บาทอิง Avg PER +0.5SD ที่ 25 เท่า โดย 3 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับขึ้นกว่า 31% สะท้อนแนวโน้มผลประกอบการที่ฟื้นตัวรวมถึงได้รับประโยชน์ถ้า Trade Deal แต่ละประเทศมีความชัดเจน
  • SCGP รายงานกําไรในไตรมาส 2/2568 ที่ 1 พันล้านบาทเป็นไปตามที่เราและตลาดคาดไว้ โดยกําไรไตรมาสนี้ปรับลดลง 30% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ เพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งปรับลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน จากแรงกดดันด้านราคาขายในขณะที่ปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ลดลงและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
  • คงประมาณการกําไรปี 2568ที่ 3 พันล้านบาท โดยกําไรครึ่งปีแรกคาดว่าจะอยู่ที่ 1.9 พันล้านบาท หรือ 57% ของประมาณการทั้งปี มีโอกาสเกิด Upside Risk (ความเสี่ยงด้านบวก/โอกาสปรับตัวขึ้นเกินคาด) จากประมาณการหากครึ่งปีหลังสามารถรักษาระดับผลประกอบการได้ตามแผน
  • ประกาศจ่ายปันผล 25 บาทต่อหุ้น XD 8 สิงหาคม

สรุปผลประกอบการ

SCGP รายงานกําไรในไตรมาส 2/2568 ที่ 1 พันล้านบาท เป็นไปตามที่เราและตลาดคาดไว้ โดยกําไรในไตรมาสนี้ปรับลดลง 30% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ เพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งปรับลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน จากแรงกดดันด้านราคาขาย ในขณะที่ปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ลดลง และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพในกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated Packaging Business - IPB) EBITDA ที่ 3.8 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ เพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อนหน้า) ปรับตัวดีขึ้นจากการบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ (RCP) ขณะเดียวกันการเน้นตลาดในประเทศมากขึ้นช่วยหนุนอัตรากําไรดีขึ้นสําหรับกลุ่มธุรกิจเยื่อและกระดาษ (Fibers Business) EBITDA ปรับลดลงมาอยู่ที่ 448 ล้านบาท (ลดลง 60% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ ลดลง 39% จากไตรมาสก่อนหน้า) จากราคาขายและปริมาณขายที่ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มเยื่อกระดาษ (pulp) ที่ได้รับผลกระทบจากดีมานด์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ชะลอตัว

คงประมาณการกําไรปี2568 ที่ 3.3 พันล้านบาท

เบื้องต้นเรายังคงประมาณการกําไรทั้งปีที่ 3.3 พันล้านบาท โดยกําไรในช่วงครึ่งแรกปี 2568 จะอยู่ที่ 1.9 พันล้านบาทหรือคิดเป็น 57% ของประมาณการ ทั้งนี้มีโอกาสมี Upside Risk จากประมาณการได้ โดยบริษัทยังประเมินว่าช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ผลการดําเนินงานจะใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของปริมาณคําสั่งซื้อในเวียดนามและอินโดนีเซียที่กลับมาดําเนินงานเต็มรูปแบบ รวมถึงประโยชน์จากมาตรการลดต้นทุนของ Fajar (อินโดนีเซีย) ที่จะเริ่มสะท้อนผลเต็มไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 3

คงราคาเป้าหมาย 19.55 บาท

คงคําแนะนํา Trading Buy และราคาเป้าหมายที่ 19.55 บาท อิง Avg PER +0.5SD ที่ 25เท่า โดย 3 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับขึ้นกว่า 31% สะท้อนแนวโน้มผลประกอบการที่ฟื้นตัว รวมถึงได้รับประโยชน์ถ้า Trade Deal แต่ละประเทศมีความชัดเจน

ความเสี่ยง:ความเสี่ยงจากการเศรษฐกิจที่ชะลอตัว,ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น

แนวโน้มครึ่งหลังปี

ผู้บริหาร SCGP คาดว่าผลการดําเนินงานในครึ่งหลังปีจะดีกว่าครึ่งปีแรกจากแรงส่งด้านปริมาณขายที่มีแนวโน้มฟื้นตัว โดยเฉพาะในไตรมาส 3 ที่เข้าสู่ฤดูกาลสั่งผลิตเพื่อรองรับยอดขายปลายปี ทั้งนี้ตลาดในประเทศของเวียดนามและอินโดนีเซียยังแสดงความแข็งแกร่งต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจ Food Service Packaging ได้แรงหนุนจากฤดูกาลท่องเที่ยวในยุโรปและสหรัฐฯ ส่วนไตรมาส 4 มีแนวโน้มการบริโภคในเอเชียกลับมาดีขึ้นตามการท่องเที่ยว ส่งผลให้กลุ่มสินค้า QSR ยังสามารถเติบโตต่อได้ สําหรับธุรกิจเยื่อกระดาษ แม้จะยังเผชิญความท้าทายจากราคาขายที่ต่ำ แต่บริษัทประเมินว่าราคาน่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้วและมีโอกาสฟื้นตัวได้ในช่วงปลายปีจากวัฏจักรสินค้าในภาคสิ่งทอ

ในด้านต้นทุน บริษัทคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับที่เอื้อต่ออัตรากําไร ทั้งพลังงานและวัตถุดิบ (RCP) ที่มีความผันผวนไม่มาก อีกทั้ง SCGP ยังเดินหน้าขยายการใช้ระบบ Lean-Automation-AI ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะในอินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งอยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลและติดตั้งระบบเพื่อเตรียมขยาย AI Model จากประเทศไทย คาดว่าจะเห็นผลเชิงบวกเพิ่มเติมในปีหน้า นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าลงทุนในธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภค (Consumer-linked Packaging) อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะปิดดีลใหม่อย่างน้อย 1 รายภายในปีนี้ และอีก 1 รายต้นปีหน้า ซึ่งจะช่วยหนุนการเติบโตในเชิงกลยุทธ์ ทั้งในด้านอัตรากําไรและการกระจายรายได้ไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...