โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หยุดยิง…แต่ไทยได้อะไร? เมื่อเลือดเนื้อทหาร-ประชาชนแลกกลับมาแค่ “แผนที่ 1:2 แสน!“

The Publisher

เผยแพร่ 29 ก.ค. 2568 เวลา 02.54 น.

“ทหารเสียสละเลือดเนื้อเพื่อเส้นปฏิบัติการ 1:50,000 แต่รัฐ/กต. ยังถอยกลับไปกอด MOU 43 ที่ยอมรับแผนที่ 1:200,000” — คำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา

โพสต์ของคำนูณ สะท้อนความอัดอั้นในใจของคนไทยหลายคนว่า การเจรจาหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อ 28 ก.ค. 2568 ณ เมืองปุตราจายา ประเทศมาเลเซีย อาจถือเป็น “ความสำเร็จทางการทูต” ในสายตานานาชาติ ทว่าในสายตาคนไทย—โดยเฉพาะครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตจากการปะทะ—คำถามที่ตามมาคือ “แล้วไทยได้อะไร?”

เพราะข้อตกลงที่นำไปสู่การหยุดยิงครั้งนี้ ยังยึดอยู่ในกรอบ MOU 2543 ที่ประเทศไทยเคยลงนามกับกัมพูชา โดยอ้างอิงเส้นแบ่งแดนจากแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนสูง และเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่ชัดเจนในพื้นที่พิพาทตลอดแนวชายแดน

—————-

แผนที่ 1:50,000 vs. 1:200,000 — แค่เส้นบนกระดาษ หรือเดิมพันของอธิปไตย?

เส้นเขตแดนในปฏิบัติการของกองทัพไทย ยึดแผนที่ 1:50,000 ที่มีความแม่นยำและเป็นมาตรฐานระดับสากลสำหรับการปฏิบัติทางยุทธศาสตร์ ขณะที่ MOU 2543 กลับยึดแผนที่ 1:200,000 ที่คลุมเครือ และเปิดช่องให้มีการ “รุกคืบ” อย่างมีนัยยะสำคัญ

ข้อวิจารณ์จากหลายฝ่ายจึงไม่ใช่การปฏิเสธการหยุดยิง แต่เป็นคำถามว่า “ถ้าทหารต้องเสียเลือดเพื่อยึดเส้น 1:50,000 แต่รัฐบาลยอมกลับไปใช้แผนที่เดิมที่ทำให้เราอ่อนแอ แล้วเราได้อะไร?”

แผนที่ 1:50,000 คือแผนที่ที่ทหารใช้ลาดตระเวนจริง ตายจริง

แต่แผนที่ 1:200,000 คือแผนที่ในห้องประชุมที่ปลอดภัยของนักการทูต!

———————

ข้อตกลงหยุดยิง = “รีเซต” กลับไปก่อนปะทะ?

แม้ข้อตกลง 3 ข้อที่ออกมาจะฟังดูสร้างสรรค์ เช่น

1. หยุดยิงทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข

2. ประชุมผู้บัญชาการระดับสูง 29 ก.ค.

3. เตรียมประชุม GBC ร่วมในวันที่ 4 ส.ค.

แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการ รีเซตความสัมพันธ์ ไปยังสถานะเดิมก่อนเกิดเหตุรุนแรง ไม่ได้สะท้อนความคืบหน้าในการปกป้องผลประโยชน์ไทย หรือข้อเรียกร้องเชิงรุกในด้านอธิปไตยพื้นที่ทับซ้อน

—————-

บทบาทอาเซียน–สหรัฐฯ–จีน: ไทยกลายเป็น “ผู้ตาม”

แม้ต้องชื่นชมบทบาทของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน และการมีส่วนร่วมของจีนและโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในการไกล่เกลี่ย แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาคือ ไทยไม่ได้เป็นผู้นำในเกมนี้ แม้จะเป็น “ผู้เสียหายหลัก” จากความขัดแย้ง

แม้กัมพูชาจะกลับสู่โต๊ะเจรจาภายใต้ MOU เดิม แต่ไม่ได้มีการถอนคำร้องต่อศาลโลก ซึ่งจะยังเป็นชนวนความขัดแย้งที่อาจย้อนกลับมาจุดชนวนความรุนแรงซ้ำอีก เนื่องจากเกี่ยวพันถึงดินแดนไทย 4 พื้นที่ คือ ปราสาทตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด ตาควาย และช่องบก โดยไม่มีการแก้ไขหรือสร้างเงื่อนไขใหม่ที่เท่าเทียม กลายเป็นคำถามเชิงยุทธศาสตร์ว่า เราได้ “รักษาอธิปไตย” หรือแค่ “รักษาภาพลักษณ์”

หยุดยิง คือสิ่งจำเป็น

แต่ “หยุดถอย” คือสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องทบทวน

ถ้าการเจรจาทางการทูตจะกลับไปอิง MOU ที่ใช้แผนที่ 1:200,000 ทุกครั้งที่เกิดเหตุปะทะ แล้วเลือดเนื้อของทหารไทยที่ยืนหยัดตามเส้น 1:50,000 จะมีความหมายใด?

ที่สำคัญคือการกระทำของกัมพูชาในการโจมตีพลเริอนไทยจนบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม ตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

หรือเราจะปล่อยให้ทุกอย่าง…แล้ว ๆ กันไป?

รัฐบาลไทยต้องแสดงจุดยืนให้ชัดเจน ว่าจะเดินหน้าฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้เสียหาย ทั้งผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และครอบครัวของพวกเขา

หากรัฐบาลไทยยังไม่ขยับ ความยุติธรรมจะไม่มีวันมาถึง…

และคนไทยทั้งชาติจะต้องจดจำว่า เลือดเนื้อของทหารและพลเรือน ถูกปล่อยให้สูญเปล่า ภายใต้รัฐบาลเพื่อไทย

ขณะที่ผู้กระทำผิด ยังคงลอยนวลในเวทีโลก

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...