EAขอเคลียร์ด่านหุ้นกู้ แบงก์เห็นศักยภาพไกล
#EA #ทันหุ้น - เปิดใจ “วสุ กลมเกลี้ยง” กับไพ่เด็ดฟื้นสภาพคล่อง ชี้แบงก์เห็นศักยภาพโรงไฟฟ้าหมุนเวียนที่มีรายได้ต่อเนื่องให้เงินเพิ่ม ขอเพียงด่านหุ้นกู้ 14 รุ่นยอมรวมศูนย์ยืดเวลาชำระหนี้ให้ยาวขึ้นจ่ายต่อปีน้อยลง เปรียบเหมือนนักวิ่งที่เจอกำแพงอาจลำบาก แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นรั้วเตี้ยไปได้ต่อเนื่อง ชูหากอนุมัติมีโอกาสได้รับสนับสนุนเพิ่มในธุรกิจ ปลดล็อกสภาพคล่อง และมูลค่าหุ้น
นายวสุ กลมเกลี้ยง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เปิดเผยผ่าน “รายการทันหุ้น – ทันเกม” ว่า การที่บริษัทเตรียมเรียกประชุมหุ้นกู้ 14 รุ่น เพื่อขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการชำระคืนหุ้นกู้ วงเงินรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนระหว่างเดือนกรกฎาคม 2568 ถึงเดือนมกราคม 2576 นั้น เพื่อบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ ให้มีระยะเวลาการชำระหนี้ที่ยาวขึ้น และจำนวนการจ่ายต่องวดที่ลดลง โดยบริษัทจะเสนอให้มีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ให้กับผู้ถือหุ้นกู้ทุกรุ่นในอัตราที่เท่าเทียมกัน
การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยทำให้บริษัทสามารถที่จะเดินหน้าธุรกิจได้ในระยะยาวโดยไม่มีการผิดนัดชำระหนี้ และนับเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการสนับสนุนเงินกู้จากสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ซึ่งยินดีที่จะให้เงินสนับสนุนให้กับบริษัทประมาณ 10,000 ล้านบาทในปีนี้ และปีหน้าอีก 6,000-7,000 ล้านบาท เนื่องจากสถาบันการเงินมีความเชื่อมั่น ในช่วงที่บริษัทเคยประกาศแผนขายโรงไฟฟ้าอีเอโซลาร์ พิษณุโลก ซึ่งมีผู้สนใจซื้อสินทรัพย์ของบริษัทเป็นจำนวนมาก และผู้ที่สนใจซื้อได้ไปติดต่อขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ทำให้สถาบันการเงินตระหนักถึง มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) ของสินทรัพย์ EA ซึ่งมีมูลค่าสูง ดังนั้นหากบริหารจัดการทางการเงินดีแล้ว โอกาสที่จะผิดนัดชำระหนี้ต่ำมาก สถาบันการเงินจึงมองว่าเป็นโอกาสที่จะได้ลูกค้าที่มีสินทรัพย์ดีมาก ในอัตราดอกเบี้ยที่ดี และช่วยปรับสมดุลพอร์ตสินเชื่อของสถาบันการเงิน ในช่วงที่เศรษฐกิจอาจมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงขึ้น
“ปัญหาหลักของบริษัทไม่ใช่การดำเนินงาน แต่เป็นภาระหนี้สินทั้งเงินกู้และหุ้นกู้จำนวนมากถึงกว่า 30,000 ล้านบาทรวมดอกเบี้ย ที่กระจุกตัวอยู่ในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า ทั้งที่บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยปีที่ผ่านมามีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานกว่า 7,400-7,600 ล้านบาท และ EBITDA จากการดำเนินงานปกติสูงถึง 8,000 ล้านบาท การที่สถาบันการเงินเพิ่มการสนับสนุนก็แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อบริษัท เพื่อเสริมความมั่นใจให้กับผู้ถือหุ้นกู้และนักลงทุน บริษัทได้ จ้าง KPMG ซึ่งเป็นผู้สอบบัญชีในกลุ่มบิ๊ก 4 เป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ ช่วยประเมินแผนและกระแสเงินสดทั้งหมด และยืนยันว่า บริษัทมีศักยภาพสูงมากที่จะชำระคืนเงินกู้และหุ้นกู้ทั้งหมดได้ โดยแทบไม่มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้เลยหากแผนนี้ได้รับการอนุมัติ”
@ หากไม่อนุมัติเสี่ยงฟื้นฟู
หากผู้ถือหุ้นกู้ไม่อนุมัติแผนนี้สถาบันการเงินที่ให้การสนับสนุนอาจถอนเงินจำนวน 10,000 ล้านบาท ออกไปได้ ซึ่งจะทำให้บริษัทไม่มีเงินเพียงพอในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในระยะยาว ทางเลือกของบริษัทจะเหลือเพียง 2 ทาง 1. การทยอยปรับโครงสร้างหุ้นกู้ทีละรุ่น เมื่อครบกำหนด ซึ่งเป็นวิธี “ขายผ้าเอาหน้ารอด” ที่ไม่ส่งผลดีในระยะยาว และจะไม่เรียกคืนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและสถาบันการเงินได้ หรือ 2. หยุดชำระหนี้และเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู โดยให้บุคคลที่สามเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์นี้ จะนำไปสู่ ภาวะ Cross Default หรือการผิดนัดชำระหนี้ต่อเนื่องกันเป็นโดมิโน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นกู้ ตัวบริษัท หรือแม้กระทั่งผู้บริหาร การจ่ายดอกเบี้ยจะหยุดลง และต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป นี่เป็นสิ่งที่ EA และผู้มีส่วนได้เสียทุกคนไม่ต้องการให้เกิดขึ้น
“EA เป็นนักวิ่งที่แข็งแรงแต่วันนี้เจอกำแพงภาระหนี้ที่กระจุกตัว ขวางอยู่ หากแผนการปรับโครงสร้างหนี้ได้รับการอนุมัติ กำแพงจะถูกลดลงให้เป็นเพียงรั้วเตี้ยที่ยืดยาวออกไป ทำให้นักวิ่งสามารถก้าวข้ามไปได้อย่างต่อเนื่อง และ มีพลังในการวิ่งต่อไปถึงเส้นชัย”
@ โอกาสเดินหน้า
ทั้งนี้หากบริษัทได้รับการอนุมัติจะทำให้บริษัทเดินหน้าธุรกิจได้อย่างมั่นคง เพราะการชำระหนี้หลักจะใช้กระแสเงินสดจากพลังงานหมุนเวียน แต่บริษัทยังมีสินทรัพย์และธุรกิจอื่นที่มีคุณค่า เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ชนะมาเพิ่มอีก 180 เมกะวัตต์, โครงการโรงไฟฟ้าจากขยะหลายโครงการ, และธุรกิจ EV Ecosystem หลังจากบริษัทได้เข้าถือหุ้นใน NEX เพิ่มขึ้นเป็น 77% สามารถนำเสนอโซลูชันอีวี ให้คู่ค้าด้านโลจิสติกส์ และการนำ EV Ecosystem ไปต่อยอดกับโครงการโรงไฟฟ้าขยะตามเกาะต่างๆ เพื่อสร้าง Synergy
ดังนั้นปัญหาด้านสภาพคล่องหลักได้รับการแก้ไข ธุรกิจเหล่านี้ซึ่งมีมูลค่าที่แท้จริง และมีประสิทธิภาพสูง ก็มีแนวโน้มที่จะสามารถกลับมามีกำไรได้ในที่สุด และจะได้รับโอกาสในการเติบโต พร้อมทั้งอาจได้รับการสนับสนุนจากผู้สนับสนุน เช่น นักลงทุนในส่วนของทุน หรือสถาบันการเงินในส่วนของหนี้ ขณะที่แผนการเติบโตจะถูกนำกลับมาพูดคุยกันอย่างจริงจังหลังจากเคลียร์เรื่องหุ้นกู้แล้ว
นายวสุ กล่าวว่า ในเชิงผู้ถือหุ้นนั้น ปัจจุบันราคาหุ้น EA ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) ทั้งๆ ที่มีการตั้งด้อยค่าแล้ว ปัญหาหลักที่กดดันราคาคือความกังวลเรื่องสภาพคล่อง หากปัญหานี้ได้รับการแก้ไข โอกาสหุ้นจะได้มีมูลค่าที่แท้จริงก็เป็นไปได้ นอกจากนั้นบริษัทภาพลักษณ์ที่ดีในด้าน ESG ในต่างประเทศซึ่งเป็นบริษัทเดียวที่ติด TOP10
ส่วนผู้ถือหุ้นกู้นั้นอยากเรียนว่าบริษัทมีความจำเป็นที่ต้องเดินในทิศทางนี้ เพราะเป็นวิธีทางเดียวที่จะทำให้ทุกๆคนได้รับในสิ่งที่ควรจะได้รับ ทุกฝ่ายอยู่ได้อย่างยั่งยืน ถ้าไม่เดินลักษณะนี้แล้วขายผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ บริษัทก็ไปไม่ได้ อยากให้เข้าประชุมวันที่ 20 มิถุนายนนี้ สนับสนุนแผนที่จะนำเสนอด้วย โดยบริษัทตั้งใจที่จะนำเงินสนับสนุนจากสถาบันการเงินราว 7,000 ล้านบาท ในปีหน้า มาชำระหนี้หุ้นกู้ก่อนบางส่วนด้วยเช่นกัน