โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จีน หลอกขายรถ EV หั่นราคาถล่มตลาด “ไทย” คนซื้อร้อง “ไร้คุณภาพ”

อีจัน

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 15.33 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 08.27 น. • อีจัน

วันนี้ (12 ก.ค.68) รายงานจาก สภาองค์กรของผู้บริโภค เปิดเผยข้อมูลระบุถึงปัญหารถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จากประเทศจีน ที่ทะลักเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก แม้ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้นโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล ทั้งการให้เงินอุดหนุนรถ EV ที่นำเข้า และการลดภาษีนำเข้าเพื่อเร่งให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการใช้รถพลังงานสะอาดในภูมิภาค

แต่กระแสการเติบโตอย่างรวดเร็วกลับทำให้เกิดความกังวลถึง“ภาวะโอเวอร์ซัพพลาย” ที่อาจนำไปสู่ปัญหาในภาคปฏิบัติที่ผู้บริโภคต้องเผชิญ โดยเฉพาะกรณีศึกษาอย่าง NETA ที่กลายเป็นบทเรียนราคาแพง

EV จีนล้นตลาด ท้าทายทั่วโลก

สมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) ระบุว่าในปี 2567 จีนผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 9 ล้านคัน และยังผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องกว่า 30% ต่อปี ขณะที่ตลาดภายในประเทศเริ่มอิ่มตัว และเกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลาย ทำให้ผู้ผลิต EV จีน เปิดศึกสงครามราคาอย่างรุนแรง จนบางรายต้องปิดกิจการ หรืออย่างกรณี Hozon New Energy Automobile บริษัทแม่ของ NETA ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย

ขณะที่ผู้ผลิตจีนจำนวนมากได้หันมารุกตลาดต่างประเทศ ทั้งยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทย จากรายงานจาก Nikkei Asia ยังเตือนถึงความเสี่ยงจาก “สงครามราคา” และ “การล้นตลาด” ที่ทำให้บางแบรนด์เร่งส่งออกโดยไม่คำนึงถึงความพร้อมด้านบริการหลังการขาย รวมถึงการจัดหาอะไหล่และศูนย์ซ่อมบำรุง ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อคุณภาพและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในสายตาผู้บริโภค

ในประเทศไทยการเข้ามาของแบรนด์ EV จีนเป็นผลจากนโยบายสนับสนุนของภาครัฐ ทั้งมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่รัฐให้เงินอุดหนุนต่อคันสูงสุดถึง 150,000 บาท รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านภาษี นำไปสู่การหลั่งไหลของแบรนด์จีนที่เข้ามาทำตลาดอย่างคึกคัก และได้สิทธิพิเศษด้านภาษีในการนำเข้ารถยนต์มาจำหน่ายทั้งคันในช่วงแรก

ขณะที่หลายรายตัดสินใจตั้งฐานการผลิตในไทย เช่น BYD, MG, GWM (Ora), Changan และ Aion (ภายใต้กลุ่ม GAC Motor) เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐกำหนดว่าผู้นำเข้าต้องมีแผนตั้งโรงงานภายในระยะเวลาที่กำหนด

ไทยโตแรง แต่ยังไร้รากฐานบริการหลังบ้าน

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่าในปี 2567 ที่ผ่านมา ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในไทยจะสูงถึง 100,000 คัน เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีที่ผ่านมา โดยแบรนด์จากจีนครองตลาดมากกว่า 80% ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการสนับสนุนของรัฐ เช่น

  • เงินอุดหนุน 70,000 – 150,000 บาทต่อคัน
  • ยกเว้นภาษีนำเข้าและสรรพสามิต
  • เร่งให้ผู้ผลิตจีนตั้งฐานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ภายในปี 2569

อย่างไรก็ตาม ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในไทยกลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยลดลงมาอยู่ที่ 70,000 คันในปี 2567 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นปัญหาของ EV ในประเทศไทย และเข้าสู่สงครามราคาเช่นเดียวกับประเทศจีน และเริ่มมีปัญหาจากไม่มีระบบบริการหลังการขายที่แข็งแรง ทำให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบมากขึ้น เช่น ไม่มีอะไร รออะไหล่นาน หรือใช้เวลาในการซ่อมนาน

ปัญหานี้เกิดขึ้นแล้วในกรณีของ NETA ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นข้อพิพาทที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้อง และอาจมีรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์อื่นๆ ที่มีการร้องเรียนเข้าที่สภาผู้บริโภค และอาจสร้างปัญหาซ้ำรอยให้กับผู้บริโภคได้อีก

กรณีศึกษา: NETA บทเรียนราคาแพง

NETA แบรนด์ EV จากจีนที่เข้ามาทำตลาดในไทยตั้งแต่ปี 2565 เคยเป็นที่จับตามองในฐานะหนึ่งในผู้นำราคา EV เริ่มต้นไม่ถึง 6 แสนบาท จนได้รับการตอบรับดีในช่วงแรก ทว่าในช่วงต้นปี 2567 เริ่มมีเสียงร้องเรียนจากลูกค้าหลายรายเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนอะไหล่ การซ่อมล่าช้า รวมถึงไม่มีศูนย์บริการในหลายจังหวัด

ล่าสุด สภาผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณี NETA ไม่ต่ำกว่า 50 รายภายในครึ่งปีแรก โดยบางรายมีปัญหารถใช้ไม่ได้เป็นเวลาหลายเดือน บางกรณีถูกเรียกเก็บเงินซ่อมสูงผิดปกติ และไม่มีความชัดเจนในการให้บริการหลังการขาย รวมถึงการไม่ได้ทะเบียนป้ายขาว และสถิติล่าสุดวันที่ 26 มิ.ย.68 มีผู้บริโภคที่ร้องเรียนปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์ NETA มากถึง 220 ราย

สภาผู้บริโภค ได้เร่งเข้าไปแก้ปัญหาและติดตามผลการเจรจาระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทอย่างต่อเนื่อง แต่ผลการเจรจาไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร สภาผู้บริโภคจึงตัดสินใจเป็นตัวแทนผู้บริโภคเดินหน้าฟ้องคดีแบบกลุ่ม (Class Action) ให้กับผู้เสียหายในกรณีของรถยนต์ไฟฟ้า NETA โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล ความเสียหายเพื่อดำเนินคดีภายในเดือนสิงหาคมนี้

รัฐต้องไม่ปล่อยให้ผู้บริโภครับความเสี่ยงฝ่ายเดียว

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สภาผู้บริโภคและผู้เชี่ยวชาญจากสภาอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งประเทศไทย ได้เสนอแนวทางแก้ไข ดังนี้

1. กำหนดหลักเกณฑ์การประกันคุณภาพและบริการหลังการขายให้ชัดเจนก่อนการอนุมัติเงินอุดหนุน เช่น กำหนดให้ต้องมีศูนย์บริการขั้นต่ำครอบคลุมพื้นที่หลักภายใน 1 ปี หรือมีอะไหล่สำรองขั้นต่ำในไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี

2. จัดตั้งศูนย์ร้องเรียนพิเศษเกี่ยวกับ EV ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้สามารถติดตามและแก้ปัญหาเฉพาะด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ให้ข้อมูลผู้บริโภคอย่างโปร่งใส ทั้งในเรื่องประวัติของแบรนด์ ความสามารถด้านบริการ และต้นทุนดูแลรักษาระยะยาว เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ ตลาด EV ไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่หากการสนับสนุนภาครัฐยังเน้นเฉพาะยอดขายโดยไม่ควบคุมคุณภาพและบริการหลังการขาย อาจนำไปสู่การซ้ำรอยในกรณีของ NETA ในอีกหลายแบรนด์ ผู้บริโภคจะกลายเป็นผู้รับภาระความเสี่ยงแต่เพียงฝ่ายเดียว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...