โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Transman อาจไม่ได้อยากเป็นผู้ชายเสมอไป ความในใจของ ‘นุ๊ก - อาทิตยา’ ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่าย TransEqual ในวันที่ซีรีส์แซฟฟิกเติบโต แต่สังคมไทยยังมีอคติต่อทอมและ Transman

Mirror Thailand

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 10.02 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 10.02 น.
ภาพไฮไลต์

ปัจจุบัน ซีรีส์หญิงรักหญิง (Girl’s Love) เติบโตขึ้นอย่างมากในอุตสาหกรรมบันเทิงไทย ทว่า สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนคือ ตัวละครหลักในซีรีส์ Girl’s Love ส่วนใหญ่มักถูกสร้างขึ้นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความ Feminine สูงเพียงอย่างเดียว ซึ่งคล้ายคลึงกับสถานการณ์ยุคแรกเริ่มของซีรีส์วาย ที่สุดท้ายแล้ว ตัวละครหลักจะต้องมีความเป็นชาย (Masculine) และห้ามออกสาว จึงจะได้รับความนิยมจากเหล่าผู้ชม

จนนำไปสู่คำถามที่ว่า การเติบโตของซีรีส์หญิงรักหญิงนั้นสะท้อนถึงการยอมรับกลุ่มแซฟฟิกที่มีความแตกต่างหลากหลายจริงหรือไม่? หรือจริงๆ แล้ว สังคมและผู้ชมยอมรับเพียงแซฟฟิกที่มีความเป็นหญิงสูงตาม Gender Binary (กรอบการมองเพศแบบทวิลักษณ์) เท่านั้น

ในขณะเดียวกัน เมื่อกล่าวถึงภาพจำของ ‘ทอม’ และ ‘Transman’ ในสายตาของคนไทยทั่วไป บางคนอาจนึกถึงภาพที่มักถูกผลิตซ้ำ (so-called) อย่างทอมหัวไก่ที่ชื่นชอบการเล่นมุกเสี่ยว คนที่ชอบใช้ความรุนแรง วลีอยากเปลี่ยนทอมให้เป็นเธอ อาชีพเทรนเนอร์และครูพละ หรือแม้กระทั่ง ‘ความอยากเป็นผู้ชาย’ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นภาพจำจากการเหมารวม (Stereotype) ของสังคมทั้งสิ้น

ทั้งที่ในชีวิตจริง กลุ่มทอมและชายข้ามเพศ (Transman) นั้นมีความหลากหลายเฉดสี มากกว่าภาพที่เกิดจากการประกอบสร้างของสื่อมวลชนและสังคม เพราะทอมและชายข้ามเพศบางคนไม่ได้อยากเป็นผู้ชาย ขณะที่บางคนอาจอยากมีมัดกล้าม บางคนทำงานเป็นคุณครู บางคนเป็นพนักงานออฟฟิศ และบางคนก็รักสวยรักงาม

“Transman บางคนชอบตุ๊กตามาก แต่ไม่เคยบอกใครเพราะอาย บางคนซื้อของน่ารักกระจุกกระจิก กลับโดนตั้งคำถามว่า เป็นผู้ชายไม่ใช่เหรอ ทำไมซื้อของแบบนี้? ขณะที่บางคนชอบของสวยงามสีชมพู แต่แฟนไม่เข้าใจ หรือบางคนไม่กล้าร้องไห้ เพราะคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้วต้องเข้มแข็ง Gender Binary หรือกรอบการแบ่งเพศชาย-หญิง ส่งผลกระทบทับซ้อนมาถึงคนข้ามเพศด้วยเช่นกัน ทั้งที่ความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นเพศเลย เพราะทุกคนทุกเพศสามารถชอบตุ๊กตา ของน่ารัก และอ่อนแอได้”

เพราะสังคมไทยยังมีความเข้าใจผิดและอคติทางเพศต่อ Transman ทำให้ไม่เกิดการเปิดรับความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริง ‘นุ๊ก - อาทิตยา อาษา’ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ประสานงานเครือข่ายทอม ผู้ชายข้ามเพศ นอนไบนารี่ เพื่อความเท่าเทียม (TransEqual) จึงอยากสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้คนในชุมชนได้บอกเล่าเรื่องราวปัญหาในฉบับของตัวเอง พร้อมผลักดันเรื่องสิทธิต่างๆ ให้ทัดเทียมกับชายหญิง และยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนข้ามเพศในดีขึ้น

ทำไมจึงตัดสินใจร่วมก่อตั้งเครือข่ายนี้?

ผมเรียนจบปริญญาโทด้านสตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา รวมถึงสนใจประเด็นทางสังคมอยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้ เราเข้าร่วมกิจกรรมขับเคลื่อนสังคมในฐานะผู้สังเกตการณ์ ผ่านไปสักพักจึงเริ่มรู้สึกว่า ขบวนการหลากหลายทางเพศยังไม่มีองค์ประกอบที่เป็น Transman หรือชายข้ามเพศ ขณะที่องค์กรหญิงข้ามเพศ (Transwoman) มีขนาดใหญ่ และก่อตั้งมาเป็นระยะเวลาค่อนข้างนาน

ผู้คนมักจะเห็นผู้ชายข้ามเพศในเชิงปัจเจก เช่น บางคนเป็นเทรนเนอร์ หรือบางคนมีชื่อเสียงในวงการบันเทิง แต่สังคมไทยยังไม่เคยมีการพูดถึง Transman ในเชิงสังคมอย่างจริงจัง หรือแม้กระทั่งภาพตัวแทนในสื่อกระแสหลัก Transman มักจะต้องมีรูปร่างหรือนิสัยคล้ายคลึงผู้ชาย ทั้งที่จริงแล้วยังมีเรื่องเล่าแบบอื่นๆ อีกมากมาย

ผมอยากสร้างขบวนการเคลื่อนไหวที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิด้านอัตลักษณ์ของตัวเอง จึงไปชวนเพื่อนๆ ในคอมมูนิตี้ ซึ่งมีหลากหลายอัตลักษณ์ เช่น ทอม Non-binary รวมถึง Transman มาก่อตั้งองค์กรร่วมกัน

เป้าหมายสำคัญของเครื่อข่ายมีอะไรบ้าง?

เครือข่ายทอม ผู้ชายข้ามเพศ นอนไบนารี่ เพื่อความเท่าเทียม (TransEqual) มีเป้าหมาย 4 ด้าน อันดับแรกคือ ‘การสร้างแกนนำ’ ที่มีความเข้าใจเรื่องความหลากหลาย และอัตลักษณ์เชิงตัดขวาง (Intersectionality) เช่น กลุ่มคนเปราะบาง ชนชั้นแรงงานรากหญ้า และกลุ่มชาติพันธุ์ โดยงานส่วนใหญ่ขององค์กรคือ การลงพื้นที่ไปอบรมและพูดคุยถึงสถานการณ์ในชุมชนแต่ละแห่ง เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายทั่วประเทศ

เพราะทอมและ Transman แต่ละพื้นที่มีวิถีชีวิต และเผชิญปัญหาที่แตกต่างกัน เช่น ทอมภาคอีสานประสบปัญหาเรื่องระบบบริการสุขภาพ และไม่กล้าตรวจภายใน แกนนำทอมภาคเหนือเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ทำงานเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นภาพแทนด้านตัวตนที่สังคมไม่เคยเห็น

เป้าหมายที่สองคือ ‘Public Education’ โดยสร้างความตระหนัก และทำให้สังคมภายนอกมองเห็นผู้ชายข้ามเพศ ทอม และ Non-binary ในต่างจังหวัดมากขึ้น ผ่านการร่วมงาน Pride ต่างๆ ที่มีเวทีเสวนาเรื่องสถานการณ์ชีวิตและสิทธิทางเพศต่างๆ ของคอมมูนิตี้นี้ในฐานะ Partnership

เป้าหมายถัดไปคือ ‘การออกแบบข้อเสนอเชิงนโยบาย’ โดยมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น จัดประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเรื่องกฎหมายสมรสเท่าเทียม เพราะที่ผ่านมา ภาครัฐมักจะบอกว่าออกแบบนโยบายเพื่อเรา แต่กลับไม่เคยมีเจ้าของประเด็นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ในกระบวนการเหล่านั้น องค์กรของเราจึงอยากผลักดันให้คนที่นิยามตัวเองว่า ‘ทอม ผู้ชายข้ามเพศ นอนไบนารี’ เป็นมากกว่าแค่ตัวชี้วัด แต่มีส่วนร่วมตั้งแต่การร่างข้อเสนอ

เป้าหมายสุดท้ายคือ ‘สนับสนุนการร้องเรียน’ โดยเปิดรับและส่งต่อข้อร้องเรียนจากประชาชนให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันและแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติทางเพศในสังคม เช่น การกีดกันไม่ให้ LGBTQ+ บริจาคโลหิต เพราะอคติทางเพศของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข รวมถึงการไม่อนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศ เพราะรูปลักษณ์ภายนอกขัดแย้งกับคำนำหน้านาม ซึ่ง Transman จำนวนมากถูกกล่าวอ้างว่า “ไม่ใช่ตัวจริง” เป็นต้น

อธิบายคำนิยามของ Transman ให้ฟังหน่อยว่า มีขอบเขตเหมือนหรือต่างกับ ‘ทอม’ อย่างไร?

หลายคนที่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘ชายข้ามเพศ’ (Transman) อาจจะไม่ได้มีอัตลักษณ์หรือรูปลักษณ์เหมือน ‘ทอม’ ตามภาพจำและความเข้าใจของสังคม เช่น ต้องมีความเป็นผู้ชาย เป็นผู้นำ ตัดผมสั้น และรัดหน้าอก เป็นต้น ขณะที่บางคนเรียกตัวเองว่า ‘ทอม’ ทั้งที่รับรู้ว่า ตนเองคือผู้ชายคนหนึ่งตั้งแต่ในวัยเด็ก เนื่องจากคำศัพท์คำว่า ‘ชายข้ามเพศ’ เพิ่งปรากฏขึ้นในไทยราว 10 ปี ขณะที่คำว่า ‘ทอม’ ถูกใช้อย่างแพร่หลาย

ดังนั้น ผมคิดว่า ถ้าพูดถึงการนิยามอัตลักษณ์ทางเพศ และเจตจำนงในการกำหนดเพศ (Self-determination) มันคงจะไม่มีเส้นแบ่งว่า อัตลักษณ์ของทอมคือ ไม่ข้ามเพศทางการแพทย์ หรือถ้าจะเป็น Transman คุณต้องข้ามเพศทางการแพทย์เท่านั้น

มันคงจะนิยามแบบนั้นไม่ได้ เพราะเพื่อนในชุมชนหลายคนก็ไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็นทอม หรือ Transman แต่นิยามตัวเองว่าเป็น Transmasculine ซึ่งบางคนก็ตัดสินใจใช้ฮอร์โมนเพื่อการเปลี่ยนแปลงร่างกาย รัดหน้าอก หรือไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย

เมื่อพูดถึงการนิยามทางเพศ และ Self-determination มันไปไกลกว่าเรื่องการแสดงออก เพราะมันเป็นเรื่องของตัวตนที่อยู่ภายใน ดังนั้นจึงไม่ควรกำหนดว่า ‘การเป็นคนข้ามเพศ’ จะต้องใช้ฮอร์โมนหรือผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงร่างกายเท่านั้น เพราะความต้องการในเรื่องการปรับเปลี่ยนเนื้อตัวร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน รวมถึงความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรและระบบบริการสุขภาพทางเพศของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน อีกทั้งบางคนยังมีอัตลักษณ์ทับซ้อน ซึ่งมีข้อจำกัดในการข้ามเพศที่มากขึ้นไปอีก

บางคนมองร่างกายเป็นแค่ภาชนะ แต่ไม่ใช่ตัวตนของเขา เพราะฉะนั้น คำนิยามที่จะระบุว่า ‘ทอม’ แตกต่างกับ ‘Transman’ อย่างไร มันอาจจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าของบุคคลภายนอก แต่คือสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง (Self-determination) ที่คนคนนั้นมองตัวเองว่าเป็นอย่างไร

มีคำกล่าวที่ว่า “Transwomen Are Women” แล้วคุณคิดว่า Transman คือผู้ชายไหม?

ในความเป็นจริง มีทั้งผู้ชายข้ามเพศที่มองตัวเองว่า ‘ฉันคือผู้ชายคนหนึ่ง’ และคนที่มองว่าตัวเองคือ ‘ผู้ชายข้ามเพศ’ เพราะแม้แต่ในกลุ่มของคนข้ามเพศเองก็มีสเปกตรัมที่หลากหลาย เช่น ผมอยากให้คนอื่นมองว่าเป็น ‘ผู้ชาย’ หากมีพ.ร.บ.คำนำหน้านามรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ ผมก็จะใช้คำว่า ‘นาย’ แต่บางคนไม่อยากเป็นเพศใดเพศหนึ่ง จึงไม่ต้องการระบุคำนำหน้านามเลย

อย่างไรก็ตาม วาทกรรมที่ว่า ‘Trapped in the Wrong Body’ ความรู้สึกถูกกักอยู่ในร่างกายที่ไม่ใช่ตัวตนของตัวเองนั้นมีอยู่จริง เช่น เพื่อนคนหนึ่งในชุมชน Transman เลือกนำเงินก้อนใหญ่ ซึ่งได้รับจากการถูกเลิกจ้าง (Lay Off) ไปใช้ในการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงร่างกาย ในทางกลับกัน ถ้าไม่ใช่คนข้ามเพศ เขาก็คงนำเงินไปซื้อบ้านซื้อรถ หรือทำให้ชีวิตมั่นคงแทน ขณะที่เพื่อนอีกคนตัดสินใจลาออกไปผ่าตัดเปลี่ยนเพศจากหญิงเป็นชาย เพราะต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน แต่ในปัจจุบันยังไม่มีสิทธิในการลาเพื่อเปลี่ยนเพศ

ดังนั้น การผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงร่างกายจึงคือความรู้สึกว่า ร่างกายปัจจุบันไม่ใช่ตัวตนของเขา หรือเกิดผิดร่าง แต่ในทางกลับกันก็มีคนที่รู้สึกพอใจกับร่างกายของตัวเอง หรือไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงร่างกายแบบถาวร

ผมคิดว่า สังคมไทยมีวัฒนธรรมที่ค่อนข้างผสมผสาน ไม่ว่าคุณจะมีเพศกำเนิดแบบไหน แต่คุณจะมีความเป็นชายและความเป็นหญิงผสมกันอยู่แล้ว โดยที่คุณจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม สังคมมักจะบอกว่า ผู้ชายต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว ห้ามร้องไห้ ส่วนผู้หญิงต้องชอบสีชมพู และเป็นผู้ตาม แต่ในความเป็นจริง ผู้ชายทุกคนก็ร้องไห้ ผู้หญิงที่เป็นหัวหน้าครอบครัวก็มี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ควรถูกกำหนดตาม Gender Binary หรือกรอบการมองเพศแบบทวิลักษณ์

ทำไมบางคนถึงอึดอัดเมื่อถูกเรียกว่าทอม ขณะเดียวกันทำไมบางคนถึงรู้สึกเกลียดทอม?

ในกรณีของคนที่รู้สึกอึดอัดเมื่อถูกเรียกว่าทอม อย่างแรกต้องถามก่อนว่า เขานิยามตัวเองว่าเป็นทอมหรือเปล่า ถ้าเขาไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็นทอม เพียงแค่มีรูปลักษณ์ที่ดูเหมือนทอมตามภาพจำของสังคม เขาก็คงรู้สึกอึดอัด เพราะนั่นไม่ใช่ตัวตนของเขา

ส่วนเหตุผลที่บางคนรู้สึกเกลียดทอม เพราะภาพจำของทอมแทบไม่มีเรื่องดี เวลาเราพูดถึงทอม อาชีพของทอมเป็นเทรนเนอร์บ้าง ครูพละบ้าง ช่างตัดผมบ้าง ไม่ใช่ว่าสามอาชีพนี้ไม่ดี แต่จริงๆ ทอมทำงานตั้งหลายอาชีพ ทำไมเราแทบไม่เคยเห็นภาพตัวแทนของผู้นำหรือผู้บริหารที่เป็นทอมเลย ในทางกลับกัน ภาพตัวแทนของผู้หญิงข้ามเพศที่เก่งมีให้เห็นจำนวนมากในประเทศไทย และมีผู้หญิงข้ามเพศในระดับผู้บริหารหลายคน

นอกจากเรื่องอาชีพแล้ว หากพิจารณาจากการนำเสนอข่าวอัตลักษณ์ทางเพศ ‘ทอม’ มีทั้งภาพจำเชิงลบและภาพของการเป็นเหยื่อ เพราะข่าวส่วนใหญ่ของทอมมักเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงต่อคู่รัก หรือข่าวที่ทอมโมโหแล้วเขวี้ยงแมวตกตึก อีกทั้งยังมีข่าว ‘ทอมถูกข่มขืน’ จากญาติพี่น้องหรือคนที่ใกล้ชิด เพื่อให้หายเป็นทอมจำนวนมาก

จนเพื่อนคนหนึ่งในคอมมูนิตี้เล่าว่า เขาไม่กล้านิยามตัวเองว่าเป็นทอมเลย เพราะรู้สึกอายที่ทอมดูเป็นคนใช้ความรุนแรง ผมไม่ได้บอกว่า สังคมไทยห้ามใช้คำว่าทอมในการนำเสนอข่าว แต่โจทย์คือ เราไม่เคยเห็นสื่อมวลชนไทยให้ความหมายในเชิงบวกกับคำว่า ‘ทอม’ มากกว่า ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะ ‘ทอม’ คือคำเรียกอัตลักษณ์ที่เป็นรากแบบไทย ซึ่งมันดูเชย และเชื่อมโยงกับบริบทท้องถิ่น

คุณเริ่มนิยามตัวเองว่าเป็น ‘ชายข้ามเพศ’ (Transman) ตั้งแต่เมื่อไร?

ก่อนหน้านี้ ผมนิยามตัวเองว่าเป็นทอมมาตลอดชีวิต และไม่ได้อายที่มีรูปลักษณ์แบบนี้ แต่ผมคิดว่าคงจะเป็นความรู้สึกลึกๆ ของเราที่อยากเป็นบางอย่าง แต่มันไม่เคยถูกค้นพบ จนวันหนึ่ง ผมได้รู้จักกับกลุ่ม Transman ทำให้เราได้สัมผัสถึง ‘ความเป็นไปได้’ ในการเปลี่ยนแปลงร่างกายตัวเอง ซึ่ง ณ ตอนนั้น สังคมยังไม่เคยพูดถึงอัตลักษณ์ทางเพศนี้ การพูดคุยครั้งนั้นทำให้ผมเริ่มศึกษาเกี่ยวกับการรับฮอร์โมน และการผ่าตัดหน้าอกอย่างจริงจัง

เมื่อก่อน ‘ทอม’ กับ ‘Transman’ อาจจะตีกันว่า ใครเป็นชายมากกว่า ใครเป็นหญิงน้อยกว่า บางคนไปปลูกหนวดปลูกเคราเพื่อให้มีความเป็นชายมากขึ้น แต่เครือข่าย TransEqual อยากบอกกับทุกคนว่า คุณอยากเป็นอะไร คุณก็เป็นเลย เราจะไม่ตัดสินว่า ใครเป็นชายน้อยกว่า หรือใครยังมีความเป็นผู้หญิงอยู่ รวมถึงอยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เพื่อนทุกคนได้เล่าเรื่องราวที่เป็นตัวเอง

เครือข่าย TransEqual พยายามจะลบความเป็น Gender Binary บางอย่าง เพราะต่อให้ Transman จะไม่ได้เป็นหัวหน้าครอบครัวหรือทำงานนอกบ้าน ก็ไม่ได้หมายความว่า ความเป็นชายในตัวตนของเขาน้อยลง อย่างไรก็ตาม ถ้าใครอยากเป็นตามกรอบ Gender Binary ก็อยากให้เป็นแบบรู้ตัว ว่าสิ่งที่ต้องพบเจอจากความคาดหวังของสังคมคืออะไรบ้าง

คุณคิดว่าสังคมไทยยังมีอคติทางเพศต่อ Transman อย่างไรบ้าง?

สังคมไทยยังมีอคติกับคนข้ามเพศแน่นอน ไม่ใช่เฉพาะกับ Transman เพราะปัญหาหลักๆ คือเรื่องเดิมอย่างคำกล่าวว่า “คุณไม่ใช่ชายแท้หญิงแท้” สุดท้าย สังคมไทยยังนิยามคนจากเพศกำเนิดทางร่างกาย (Sex) ไม่ใช่อัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity)

ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพฯ ให้แก่คนข้ามเพศ (Transgender) ทำให้คนข้ามเพศไม่ได้รับการคุ้มครองด้านความปลอดภัยในการใช้ชีวิต พร้อมทั้งเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ หรืออคติที่มีต่อคนข้ามเพศ

คนมักจะเข้าใจว่า กฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพมีความสำคัญเพียงเพราะคนข้ามเพศอยากเปลี่ยนคำนำหน้านาม หรืออยากจะสวยงาม แต่จริงๆ มันมีรากของความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการที่สังคมไม่ได้ยอมรับว่า ‘อัตลักษณ์ทางเพศ’ คือเพศของคนคนหนึ่ง

ก่อนหน้านี้เคยเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่เท่าเทียมทางเพศ หรือการเลือกปฏิบัติไหม?

ผมเคยเจอทั้งการเลือกปฏิบัติ และความรุนแรงทางเพศ อย่างตอนเรียนปริญญาตรี เราเป็นทอมที่ใส่สเตย์รัดหน้าอก ก็มีอาจารย์คนหนึ่งมาถามว่า “ทำไมต้องใส่สเตย์ ใส่เสื้อในไม่ได้เหรอ” รวมถึงพยายามให้เราไปทำหน้าที่บริการเสิร์ฟน้ำและดูแลอาจารย์ ทั้งที่นักศึกษาคนอื่นไม่ได้ถูกมอบหมายงานแบบนี้ หรืออย่างตอนมัธยม คุณครูก็สั่งให้ไปเข้าร่วมกิจกรรมประดิษฐ์ดอกไม้จากเกล็ดปลา เพียงเพราะรู้ว่าเราเป็นทอม อีกทั้งยังเคยโดนคนแปลกหน้าหัวเราะใส่ พร้อมชี้และพูดว่า ‘อุ๊ย ทอม’ เพราะตอนนั้นเราผมสั้นและใส่กระโปรง

เหตุการณ์ที่ฝังใจมากที่สุดคือ การนั่งแท็กซี่กลับบ้านคนเดียวหลังเลิกเรียนในตอนกลางคืน ซึ่งเป็นเวลา 20.00 น. ตัวคนขับพยายามพาอ้อมไปทางเปลี่ยว ใต้สะพานมืด ๆ และถามว่า “น้องเป็นทอมเหรอ” “เดี๋ยวพาลงตรงนี้ดีไหม” หรือ “เราจะลงตรงนี้ ทำอะไรกันดีไหม” เรารู้สึกกลัวมากจนอยากจะร้องไห้

แต่ตอนนั้นปี 2557 ยังไม่มีบริการ Grab และเราใช้โทรศัพท์แบบเติมเงิน โทรหาใครไม่ได้ เราจึงพยายามชวนคุยเรื่องอื่นให้สถานการณ์ดูผ่อนคลาย สุดท้ายเขาก็พาไปส่งถึงบ้าน แต่ค่าแท็กซี่เกือบ 1,000 บาท เหตุการณ์นั้นทำให้รู้สึกว่า การเป็นทอมเสี่ยงต่อการถูกคุกคาม เพราะผู้ชายบางส่วนจะมีความเกลียดชังทอม และอยากจะท้าทายเอาชนะ เพราะเขามองว่า ทอมไม่ใช่ผู้ชายจริงๆ

ข้ามผ่าน Trauma นั้นมาได้อย่างไร?

เพราะเรารู้ว่า เราไม่ได้เจอเรื่องนี้คนเดียว มีคนอีกมากมายที่เจอเหมือนเรา เราจึงพยายามหาทางที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน จนเกิดมาเป็นเครือข่ายนี้ จัดกิจกรรมร่วมกัน รวมถึงจัดงานเสวนาชวนคุยเรื่องความมั่นคงทางใจ การผ่านพ้นอุปสรรค และการจัดการกับภาวะ Trauma เพื่อไม่ให้ใครรู้สึกโดดเดี่ยว พร้อมทำงานเรื่องสิทธิเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

ภาพตัวแทนที่ซีรีส์แซฟฟิกสร้างขึ้นเป็นอย่างไร และสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่?

การมี Pop Culture ที่เป็นละครซีรีส์หญิงรักหญิง ไม่ได้หมายความว่า สังคมเข้าใจเรื่องนี้ แต่ความหลากหลายทางเพศถูกนำมาใช้เพื่อสร้างรายได้ และดึงการใช้จ่ายในอุตสาหกรรมบันเทิง เพราะในฐานะคนทำงานเกี่ยวกับประเด็นนี้ เราก็ยังไม่ได้เห็นการยอมรับแซฟฟิกมากขนาดนั้น

ปัจจุบัน ซีรีส์ส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์บรรทัดฐานทางสังคมบางอย่าง หากพิจารณาตัวละครในซีรีส์แซฟฟิก เราจะสังเกตได้ว่ามีแต่ตัวละครหญิงที่มีลักษณะภายนอก Feminine สูง แต่ไม่มีภาพตัวแทนแบบอื่นๆ อย่างคนที่มีความ Masculine ทั้งที่ในความเป็นจริง แซฟฟิกมีหน้าตา รูปลักษณ์ การแต่งตัวที่หลากหลาย เช่น บางคนชอบแต่งตัวสไตล์พังก์ (Punk) บางคนชอบแต่งตัวหวาน บางคนชอบแต่งตัวเท่ๆ บางวันอยากใส่กางเกง หรือบางวันอยากใส่กระโปรง

อาจกล่าวได้ว่า คนเบื้องหลังในอุตสาหกรรมบันเทิงคงพยายามที่จะเคลื่อนไหวเรื่องความหลากหลายทางเพศ แต่ยังไม่ได้พูดถึงชีวิตในเชิงสังคม หรือผลักดันเรื่องสิทธิความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะหญิงรักหญิงมากสักเท่าไร รวมถึงหลายครั้งซีรีส์ก็ไม่ได้เอาคนที่เป็นแซฟฟิกจริงๆ มาแสดง

อุตสาหกรรมบันเทิงเกี่ยวกับแซฟฟิกสามารถสร้างรายได้มหาศาล แต่องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานเรื่องสิทธิของหญิงรักหญิงในชีวิตจริงกลับได้รับทุนน้อยมาก จนน่าตั้งคำถามว่าทำไมมันถึงสวนทางกันมากขนาดนี้ หากซีรีส์แซฟฟิกสามารถสอดแทรกประเด็นสังคม และนำเสนอภาพตัวแทนที่มีความหลากหลายมากขึ้น เราเชื่อว่า ซีรีส์แซฟฟิกจะเป็น Soft Power ที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างยิ่ง

อยากให้ผู้คนในสังคมยอมรับอัตลักษณ์ของแซฟฟิกที่หลากหลาย นอกเหนือจากภาพจำในซีรีส์ไหม?

แน่นอน ผมคิดว่าทุกอัตลักษณ์ทางเพศควรถูกนำเสนอในแง่มุมที่หลากหลาย เพื่อทลายกรอบ Gender Binary และแสดงให้เห็นว่า ‘ทุกเพศ’ มีความหลากหลาย มีทั้งความเป็นหญิงและความเป็นชายผสมผสานกัน เช่น ควรมีซีรีส์ที่พูดถึงเรื่องราวของผู้ชายที่ทำขนม เพราะผู้ชายไม่จำเป็นต้องเป็นทหาร ตำรวจ หรือประธานบริษัท ส่วนผู้หญิงก็สามารถเป็นทนายความ หรือวิศวกรได้เช่นกัน

เล่าถึงกระบวนการข้ามเพศสำหรับ Transman ให้ฟังหน่อย

การข้ามเพศทางการแพทย์ขึ้นอยู่กับความต้องการ และความสามารถในการเข้าถึงบริการสุขภาพด้านการข้ามเพศของแต่ละบุคคล เพราะมีราคาที่ต้องจ่ายเป็นตัวเงิน และปัญหาสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นอยากจะบอกว่า อัตลักษณ์ทางเพศของเราไม่ได้อยู่ในเนื้อตัวร่างกายเพียงอย่างเดียว เพราะการยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศมีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งจากการแต่งกาย การเลือกใช้สรรพนาม และอื่น ๆ

กระบวนการข้ามเพศของ Transman มีประมาณ 3 อย่าง นั่นคือการผ่าตัดหน้าอก การผ่าตัดเพื่อยืนยันเพศ และการเลือกรับฮอร์โมน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพสุขภาพและระดับฮอร์โมนในร่างกายของแต่ละคน บางคนต้องฉีดยาเดือนละครั้ง บางคนไม่สามารถรับฮอร์โมนได้ เพราะเป็นโรคไวรัสตับ

สถานการณ์สิทธิปัจจุบัน สถานพยาบาลสำหรับให้บริการคนข้ามเพศนั้นมีจำนวนน้อย และกระจุกตัวอยู่ที่หัวเมืองใหญ่ แต่จริงๆ แล้ว คนข้ามเพศมีอยู่ทุกจังหวัด ส่งผลให้ชายข้ามเพศต้องฉีดฮอร์โมน Testosterone หรือฮอร์โมนสำคัญในเพศชายด้วยตนเอง หรือไปฉีดในโรงพยาบาลเอกชนคลินิกเอกชนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีความอันตรายมาก เพราะต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อมัดใหญ่ทุกเดือน บางคนฉีดเองแล้วเดินไม่ได้เป็นสัปดาห์ บางคนฉีดเองแล้วไปโดนเส้นเลือดใหญ่ อีกทั้ง เวลาหักขวดยาด้วยตนเอง อาจมีเศษแก้วตกหล่นและเจือปนอยู่ในยาด้วย

เราเคยไปถามหมอว่า ทำไมโรงพยาบาลไม่จัดอบรมเรื่องการฉีดยาฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศที่ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ หมออธิบายว่า การฉีดฮอร์โมนด้วยตนเองยังผิดกฎหมายอยู่ เพราะจริงๆ ผู้ฉีดต้องเป็นคนที่มีใบประกอบวิชาชีพ ขณะที่มหาวิทยาลัยในต่างประเทศมีคู่มือการฉีดฮอร์โมนให้นักศึกษาสามารถดาวน์โหลดได้เลย สุดท้ายแล้ว รัฐบาลจึงควรแก้ไขกฎหมาย และมีวิธีการจัดการที่เหมาะสม ไม่ใช่ผลักภาระให้ประชาชนผู้รับบริการต้องรับความเสี่ยงนี้ด้วยตนเอง

ขณะที่การผ่าตัดเปลี่ยนจากอวัยวะเพศหญิงเป็นชาย มีขั้นตอนที่ซับซ้อนและหลากหลายเทคนิค เช่น การปลูกถ่าย หรือใช้เนื้อส่วนแขนขา แล้วนำเนื้อเยื่อมาปั้นเป็นองคชาต ซึ่งส่วนใหญ่คนที่ผ่าตัดแล้วไม่มีปัญหาแทรกซ้อนคือ คนที่อายุยังน้อย และไม่มีปัญหาสุขภาพ

บริการข้ามเพศควรเป็นสวัสดิการรัฐหรือไม่?

ถ้าเป็นไปได้ เราก็อยากให้บริการข้ามเพศเป็นสวัสดิการรัฐ เพราะการข้ามเพศเกี่ยวข้องกับ ‘สุขภาพ’ และ ‘ตัวตน’ ซึ่งสำคัญและจำเป็น ไม่ใช่เรื่อง ‘ศัลยกรรมเพื่อความสวยงาม’ อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด ในปัจจุบัน การผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนเพศ ยังถูกกำหนดให้เป็น ‘ศัลยกรรม’ ทำให้ไม่มีการกำหนดเพดานราคาการผ่าตัด คนข้ามเพศจึงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

อย่างไรก็ตาม เราคิดว่าคงไม่สามารถได้รับสวัสดิการจากรัฐ 100% ในทันที แต่จะพยายามขับเคลื่อนเรื่องสิทธิประโยชน์ด้านการรับฮอร์โมน และการเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาให้มากขึ้น พร้อมกับสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่สังคม

นอกจากนี้ ภาครัฐยังไม่ควรออกแบบนโยบายแบบผ้าโหล หรือมอบสิทธิให้ทุกคนเหมือนกัน เพราะในกลุ่มเปราะบางซึ่งถูกกดทับจากโครงสร้างสังคม และเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายกว่าคนทั่วไป ก็สมควรที่จะได้รับการคุ้มครองที่แตกต่างออกไป

อยากให้ภาครัฐผลักดันนโยบาย หรือแก้ไขกฎหมาย เพื่อ Transman และ LGBTQIA+ อย่างไรบ้าง?

ผมขอพูดถึง 2 เรื่องที่เป็นกระดุมเม็ดสำคัญสำหรับคนข้ามเพศ เรื่องแรกคือ ‘พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ’ ซึ่งจะช่วยในการยืนยันตัวตน และจะนำไปสู่การผลักดันข้อเสนออื่นๆ อีกทั้งยังช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน เพราะการมีรูปลักษณ์ขัดแย้งกับคำนำหน้านามตามเพศกำเนิด ทำให้คนข้ามเพศต้องเผชิญความยากลำบากในการพิสูจน์ตัวตน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปต่างประเทศ หรือการทำธุรกรรมทางการเงิน

ส่วนอีกเรื่องคือ ‘กฎหมายต่อต้านอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังด้วยเหตุทางเพศ’ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับคนข้ามเพศจำนวนมาก เพราะมีหลายคดีที่คนข้ามเพศถูกฆาตกรรม ทั้งจากคู่รักและผู้อื่น แต่ไม่เคยถูกนำเสนอเป็นข่าวในสื่อกระแสหลัก

Pride Month ปีนี้ ในฐานะ Transman อยากบอกอะไรกับสังคม?

การผลักดันต่างๆ ไม่ใช่การขอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม แต่เรากำลังพูดถึง ‘การมีสิทธิที่เท่าเทียมกับคนทุกเพศในสังคม’ เช่น พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ และคำนำหน้านาม ไม่ใช่การขอสิทธิใหม่ แต่คือการผลักดันสิทธิของคนข้ามเพศให้ทัดเทียมกับชายหญิง เพราะชายหญิงถูกยืนยันตัวตนโดยรัฐมาตั้งแต่เกิดแล้ว และไม่ต้องพยายามพิสูจน์ตัวตนว่าฉันเป็นใคร ต่างจากกลุ่ม LGBTQ+

อีกทั้ง การออกแบบกฎหมายนโยบายในเรื่องสิทธิสำหรับทุกอัตลักษณ์ทางเพศและอัตลักษณ์ทับซ้อน ยังจำเป็นต้องมาจากการมีส่วนร่วมของเจ้าของประเด็นตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ไม่ใช่การเชิญมาประชุม 1 ครั้งแล้วถ่ายรูป แต่ควรออกแบบโดยมีเจ้าของประเด็นเป็นศูนย์กลางอย่างเป็นระบบ อยากให้สังคมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...