โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

FDA ปรับแนวทางวัคซีนโควิด-19 ในสหรัฐ เน้นหลักฐาน-ความเสี่ยงรายบุคคล

The Bangkok Insight

อัพเดต 21 พ.ค. 2568 เวลา 02.39 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2568 เวลา 02.39 น. • The Bangkok Insight

เปิดสาเหตุ FDA พลิกแนวทางวัคซีนโควิด-19 ในสหรัฐ มุ่งเน้นหลักฐานเชิงประจักษ์และความเสี่ยงรายบุคคล

องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐ (FDA) ได้ประกาศปรับเปลี่ยนแนวทางการกำกับดูแลวัคซีนโควิด-19 ครั้งสำคัญ โดยจะมุ่งเน้นที่ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) และผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเกิดโควิด-19 รุนแรง (อายุ 6 เดือนขึ้นไป) แทนที่นโยบายเดิมที่แนะนำให้มีการฉีดวัคซีนกระตุ้นเป็นประจำทุกปีสำหรับชาวอเมริกันเกือบทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป

วัคซีนโควิด-19

สำหรับผู้มีสุขภาพดีซึ่งมีอายุระหว่าง 6 เดือน ถึง 64 ปี และไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการป่วยโควิด-19 อย่างรุนแรง องค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) จะยังไม่อนุมัติวัคซีนโควิด-19 แบบเต็มรูปแบบ (Biologics License Applications) ให้ในทันที ต้องรอให้มีผลทดลองยืนยันประโยชน์ที่ได้รับด้วยการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trial)

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อถกเถียงและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับประโยชน์ของการฉีดวัคซีนซ้ำหลายครั้งในผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยคาดการณ์ว่าประชากรกว่า 100 ล้านคนในสหรัฐฯ หรือประมาณ 33% ของประชากรทั้งหมด จะเข้าเกณฑ์ได้รับวัคซีนภายใต้แนวทางนี้

ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสป่วยโควิด-19 รุนแรงมีอะไรบ้าง?

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (CDC) ได้ระบุรายการภาวะสุขภาพพื้นฐานหลายประการที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงจากโควิด-19 ภาวะเหล่านี้รวมถึง โรคหืด, มะเร็ง, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคไตเรื้อรัง, ผู้ที่ต้องฟอกไต, โรคปอดเรื้อรังบางชนิด (เช่น โรคหลอดลมโป่งพอง, COPD), โรคตับเรื้อรังบางชนิด (เช่น ตับแข็ง, ไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์), ซิสติกไฟโบรซิส, เบาหวานชนิดที่ 1 และ 2, ภาวะตั้งครรภ์และเพิ่งตั้งครรภ์, โรคอ้วน, ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องปฐมภูมิ, การสูบบุหรี่ (ทั้งในปัจจุบันและอดีต), การปลูกถ่ายอวัยวะหรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด, และการใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์หรือยากดภูมิคุ้มกันอื่นๆ น่าสังเกตว่าภาวะสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้าและโรคจิตเภท ก็ถูกรวมอยู่ในกลุ่มปัจจัยเสี่ยงด้วย

เหตุผลเบื้องหลังการปรับเปลี่ยน

ในช่วงที่ผ่านมา นโยบายการให้วัคซีนโควิด-19 ของสหรัฐ ถือว่ามีความครอบคลุมและเชิงรุกมากที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศรายได้สูงอื่นๆ เช่น ในยุโรป แคนาดา และออสเตรเลีย ซึ่งส่วนใหญ่มักจำกัดคำแนะนำการฉีดวัคซีนไว้เฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ (โดยทั่วไปคือผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี) หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการป่วยรุนแรงจากโควิด-19

ตัวอย่างเช่น ออสเตรเลียแนะนำสำหรับผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปและกลุ่มเสี่ยงสูง, แคนาดาสำหรับผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป กลุ่มเสี่ยงสูง และบุคลากรทางการแพทย์, สหราชอาณาจักรสำหรับผู้มีอายุ 75 ปีขึ้นไปและกลุ่มเสี่ยงสูง, และเยอรมนีสำหรับผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มเสี่ยงสูง และผู้ใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยงสูง

อย่างไรก็ตาม อัตราการเข้ารับการฉีดวัคซีนกระตุ้นโควิด-19 ประจำปีในสหรัฐ ยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยน้อยกว่า 25% ของชาวอเมริกันที่ได้รับวัคซีนกระตุ้นในแต่ละปีในช่วงสองฤดูกาลที่ผ่านมา แม้แต่ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ก็มีผู้เข้าร่วมโครงการฉีดวัคซีนกระตุ้นในฤดูใบไม้ร่วงปี 2566-2567 ไม่ถึงหนึ่งในสาม

สถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการฉีดวัคซีนโดยทั่วไป รวมถึงวัคซีนที่จำเป็นอื่นๆ เช่น หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) ซึ่งพบว่าอัตราการฉีดลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนซ้ำหลายครั้ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งอาจเคยได้รับวัคซีนหลายโดสและ/หรือเคยติดเชื้อโควิด-19 มาแล้วหลายครั้ง ยังคงไม่ชัดเจน

แนวทางใหม่ของ FDA: เน้นหลักฐานและความเสี่ยง

ภายใต้กรอบการกำกับดูแลใหม่ FDA จะดำเนินการดังนี้

  • สำหรับผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) และผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเกิดโควิด-19 รุนแรง (อายุ 6 เดือนขึ้นไป):

FDA คาดว่าจะสามารถอนุมัติวัคซีนได้โดยพิจารณาจากข้อมูลการสร้างภูมิคุ้มกัน (immunogenicity) ซึ่งหมายถึงการพิสูจน์ว่าวัคซีนสามารถกระตุ้นการสร้างแอนติบอดีในร่างกายได้ คาดการณ์ว่าประชากรกว่า 100 ล้านคนในสหรัฐ หรือประมาณ 33% ของประชากรทั้งหมด จะเข้าเกณฑ์ได้รับวัคซีนภายใต้แนวทางนี้

  • สำหรับคนทั่วไปที่มีสุขภาพดี ที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน จนถึง 64 ปี และไม่มีปัจจัยใดๆ ที่จะทำให้ป่วยโควิด-19 อย่างรุนแรง

ทาง FDA ยังไม่ให้การอนุมัติวัคซีนโควิด-19 แบบเต็มรูปแบบ (ที่เรียกว่า Biologics License Applications) ทันที แต่คาดหวังว่าจะต้องเห็นข้อมูลจากการศึกษาวิจัยที่ออกแบบมาอย่างดีก่อน

การศึกษานี้จะเป็นการทดลองที่เรียกว่า RCT ซึ่ง RCT ย่อมาจาก Randomized Controlled Trial หรือแปลเป็นไทยคือ การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม วิธีนี้เป็นการศึกษาที่น่าเชื่อถือทางการแพทย์ เพราะจะมีการแบ่งผู้เข้าร่วมการทดลองออกเป็นกลุ่มต่างๆ ด้วยวิธีการสุ่ม (randomized) เพื่อลดอคติ กลุ่มหนึ่งอาจจะได้รับวัคซีนจริง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นกลุ่มควบคุม (controlled) ซึ่งอาจจะได้รับยาหลอก เช่น น้ำเกลือ

จากนั้น นักวิจัยจะติดตามและเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงทางคลินิกในแต่ละกลุ่ม เช่น ดูว่ามีใครป่วยเป็นโควิด-19 ที่มีอาการบ้าง อาการรุนแรงแค่ไหน ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล หรือเสียชีวิตหรือไม่ เพื่อประเมินอย่างชัดเจนว่าวัคซีนมีประโยชน์ในการป้องกันโรคจริงและมีความปลอดภัยเพียงพอก่อนที่ FDA จะอนุมัติให้ใช้วัคซีนได้อย่างกว้างขวางสำหรับคนกลุ่มนี้

มุ่งสู่ "หลักฐานเชิงประจักษ์" ที่แข็งแกร่ง

FDA เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ โดยจะสนับสนุนให้ผู้ผลิตวัคซีนทำการทดลอง RCT ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอายุ 50-64 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทั่วโลกยังไม่มีความเห็นพ้องต้องกันอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนกระตุ้นประจำปี

การทดลองเหล่านี้จะมีเป้าหมายหลัก (primary endpoint) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการ ส่วนเป้าหมายรอง (secondary endpoints) ที่สำคัญ ได้แก่ การป้องกันโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง, การต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล, และการเสียชีวิต เพื่อให้ได้ข้อมูลผลข้างเคียงที่ครบถ้วนและแม่นยำ กลุ่มควบคุมในการศึกษาอาจได้รับยาหลอก (saline placebo) และจะมีการติดตามผลเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน

นอกจากนี้ การศึกษาจะไม่กีดกันผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 ในปีที่ผ่านมา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สะท้อนสถานการณ์จริงของประชากรโดยเฉลี่ย

FDA ชี้ว่านโยบายนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างหลักฐานที่จำเป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า ผู้หญิงสุขภาพดีอายุ 52 ปี ที่มีค่า BMI ปกติ เคยติดเชื้อโควิด-19 มาแล้ว 3 ครั้ง และได้รับวัคซีนโควิด-19 มาแล้ว 6 โดส จะได้รับประโยชน์จากการฉีดวัคซีนโดสที่ 7 หรือไม่

อิทธิพลทางการเมืองต่อแนวนโยบายวัคซีนของ FDA

การเปลี่ยนรัฐบาลในสหรัฐ จากพรรคเสรีนิยม (Liberal) เป็นพรรคอนุรักษนิยม (Conservative) ส่งผลต่อมุมมองต่อการใช้วิทยาศาสตร์ในเชิงนโยบาย ดังนี้

  • พรรคอนุรักษนิยมมักเน้นความรับผิดชอบส่วนบุคคลมากกว่าการแทรกแซงโดยรัฐ จึงต่อต้านนโยบายวัคซีนแบบครอบคลุมเชิงรุก
  • มุมมองที่ระวังต่ออำนาจรัฐในเรื่องสุขภาพนำไปสู่การผลักดันให้ FDA ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เข้มงวดก่อนอนุมัติวัคซีนในประชากรทั่วไป
  • ความสงสัยต่อหน่วยงานกลาง เช่น CDC หรือ FDA ทำให้การสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ต้องแข่งขันกับแนวคิดแบบเสรีภาพส่วนบุคคล
  • การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนการตอบสนองต่อความเชื่อมั่นที่ถดถอยในระบบ และต้องการให้การตัดสินใจอิงข้อมูลที่พิสูจน์ได้ทางคลินิกเป็นหลัก

ความแตกต่างระหว่างโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่

ข้อมูลจากงานวิจัยทางคลินิกชี้ว่าโควิด-19 มีลักษณะสำคัญหลายอย่างที่แตกต่างจากไข้หวัดใหญ่

  • เรื่องการกลายพันธุ์: ไวรัส SARS-CoV-2 ที่ก่อโรคโควิด-19 มีรูปแบบการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ไม่เหมือนไวรัสไข้หวัดใหญ่
  • เรื่องวัคซีน: ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนโควิด-19 อาจไม่จำเป็นต้องอัปเดตหรือฉีดใหม่ทุกปีเพื่อรักษาประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วย แต่ก็อาจต้องปรับปรุงถ้าตัวไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงส่วนสำคัญ (แอนติเจน) ไปมาก ด้วยการเฝ้าติดตามการกลายพันธุ์ด้วยการถอดรหัสพันธุกรรมไวรัส SARS-CoV-2 ทั้งจีโนมเป็นระยะ
  • เรื่องการแพร่เชื้อ: โควิด-19 แพร่เชื้อได้แม้ในฤดูร้อน ทำให้มีโอกาสทำการศึกษาวิจัยสำคัญๆ (แบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม) ได้ตลอดทั้งปี
  • เรื่องภูมิคุ้มกันธรรมชาติ: หากเคยติดเชื้อโควิด-19 มาแล้ว ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ร่างกายสร้างขึ้นก็ดูเหมือนจะช่วยป้องกันไม่ให้ป่วยหนักได้ค่อนข้างดี

สร้างสมดุลเพื่อความเชื่อมั่น

ปรัชญาใหม่ของ FDA เกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 นี้ สะท้อนความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างความยืดหยุ่นในการกำกับดูแลเพื่อให้ผู้มีความเสี่ยงสูงสามารถเข้าถึงวัคซีนได้ทันท่วงที กับความมุ่งมั่นในการแสวงหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นมาตรฐานสูงสุด (gold-standard) สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ

การทดลองทางคลินิกที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ไม่เพียงแต่จะให้ข้อมูลสำคัญเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายของ FDA ในอนาคต แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือจะช่วยตอบคำถามที่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนชาวอเมริกันต่างรอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...