โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2568

efinanceThai

เผยแพร่ 29 พ.ค. 2568 เวลา 01.36 น.

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2568

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -29 พ.ค. 68 8:36: น.

*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนก.ค. ปิดที่ 61.84 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 95 เซนต์ หรือ 1.56%

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนก.ค. ปิดที่ 64.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 81 เซนต์ หรือ 1.26%

ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นมากกว่า 1% ในวันพุธ เนื่องด้วยความกังวลด้านอุปทาน หลังจากที่กลุ่ม OPEC+ ตกลงที่จะคงนโยบายการผลิตไว้ตามเดิม รวมถึงจากการที่สหรัฐฯ ไม่อนุญาตให้ Chevron ส่งออกน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาไปยังประเทศอื่น โดยก่อนหน้านี้ นักลงทุนคาดการณ์ว่าสมาชิก OPEC+ จะตกลงเรื่องการเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงปลายสัปดาห์นี้

*** การประชุมเมื่อวันที่ 6-7 พ.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวยอมรับว่า ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอาจต้องเผชิญกับ ทางเลือกที่ยากลำบาก ระหว่างภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น โดยมุมมองนี้ได้รับการสนับสนุนจากความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนในตลาดการเงิน รวมถึงคำเตือนจากทีมงานเฟด เกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดเศรษฐกิจถดถอยที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอันน่าวิตกอาจเปลี่ยนแปลงไป หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจเลื่อนการขึ้นภาษีนำเข้าที่รุนแรงออกไปเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังการประชุม ซึ่งมาตรการดังกล่าวเคยส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น ราคาหุ้นร่วง และเกิดการคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะชะลอตัวลง โดยภาษีที่ถูกเลื่อนออกไปรวมถึงอัตราภาษีสูงถึง 145% สำหรับสินค้าจากจีน

*** ศาลสหรัฐฯ มีคำสั่งระงับภาษีตอบโต้ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในวันปลดปล่อย (Liberation day) โดยศาลวินิจฉัยว่าประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขต ด้วยการกำหนดอัตราภาษีแบบเหมารวมสำหรับสินค้านำเข้าจากประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ พร้อมระบุว่า รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ให้อำนาจรัฐสภาแต่เพียงผู้เดียว ในการควบคุมการค้ากับต่างประเทศ และอำนาจนี้ไม่สามารถถูกแทนที่ด้วยอำนาจฉุกเฉินของประธานาธิบดีเพื่อปกป้องเศรษฐกิจสหรัฐฯ

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปัดป้องคำวิพากษ์วิจารณ์เชิงล้อเลียนต่อนโยบายภาษีของเขา ที่ถูกสื่อขนานนามว่า "TACO Trade" (ย่อจาก "Trump Always Chickens Out" หรือ "ทรัมป์มักถอยเสมอ") โดยศัพท์ที่คอลัมนิสต์ Financial Times ตั้งขึ้นนี้ อธิบายรูปแบบพฤติกรรมที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีใหม่รุนแรงจนทำให้ตลาดปั่นป่วน ก่อนจะผ่อนคลายหรือเลื่อนการบังคับใช้ในภายหลัง ส่งผลให้ตลาดฟื้นตัว โดยทรัมป์ปฏิเสธว่า เขาเคยถอนนโยบาย และยืนยันว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยให้สหรัฐฯ ได้เปรียบในการเจรจาการค้า

*** สหรัฐฯ ออกคำสั่งให้บริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์สำหรับออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ระงับการขายให้กับจีน หากไม่ได้รับใบอนุญาตส่งออกก่อน โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ส่งคำชี้แจงไปยังบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EDA) รวมถึง Cadence, Synopsys และ Siemens EDA ให้หยุดจัดหาผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีของพวกเขา พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ ยังพิจารณาใบอนุญาตส่งออกไปจีนเป็นกรณี ๆ ไป ซึ่งบ่งชี้ว่ามาตรการครั้งนี้ไม่ใช่การห้ามขายแบบเด็ดขาด

โดยโฆษกกระทรวงฯ ยืนยันว่า กำลังทบทวนการส่งออกสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ไปจีน พร้อมระบุว่า ในบางกรณี กระทรวงพาณิชย์ได้ระงับใบอนุญาตส่งออกที่มีอยู่ หรือออกข้อกำหนดเกี่ยวกับใบอนุญาตเพิ่มเติมในระหว่างการทบทวน

*** นักลงทุนเริ่มวิตกว่า การคลังสหรัฐฯ อาจเผชิญปัญหาชำระหนี้ได้ยาก และกำลังเร่งซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงกรณีรัฐบาลผิดนัดชำระหนี้ โดยข้อมูลจาก LSEG ชี้ให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในการประกันความเสี่ยงจากหนี้สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี โดยสัญญาประกันความเสี่ยงหนี้ (CDS) ระยะ 1 ปี พุ่งไปอยู่ที่ 0.52% จากเดิมเพียง 0.16% เมื่อต้นปี ส่วน CDS ระยะ 5 ปี อยู่ที่เกือบ 0.50% จากเดิมประมาณ 0.30% เมื่อต้นปี

ทั้งนี้ การที่ค่าเบี้ยประกันหนี้สหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น สะท้อนว่า ตลาดเริ่มตั้งคำถามกับความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะในภาวะที่เพดานหนี้สหรัฐฯ ยังเป็นประเด็นถกเถียงทางการเมือง

*** บริษัท Moderna ประกาศว่าฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยกเลิกสัญญาที่ให้บริษัทพัฒนาวัคซีนไข้หวัดนกสำหรับมนุษย์ในระยะสุดท้าย พร้อมทั้งสิทธิกักตุนวัคซีน โดยก่อนหน้านี้ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา บริษัทได้รับเงินสนับสนุน 590 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพื่อเร่งพัฒนาวัคซีนไข้หวัดนก และสนับสนุนการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม สำหรับสายพันธุ์ย่อยของไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่อีกสูงสุด 5 สายพันธุ์

นอกจากนี้ Moderna ยังเคยได้รับเงิน 176 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์สหรัฐฯ (HHS) เมื่อปีที่แล้ว เพื่อพัฒนาระยะสุดท้ายและทดสอบวัคซีน mRNA ชนิดเตรียมความพร้อมก่อนเกิดการระบาดใหญ่สำหรับไวรัส H5N1

*** บริษัท Nvidia ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ที่แข็งแกร่งเกินคาด โดยมีรายได้และกำไรที่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจ Data Center ที่เติบโตถึง 73% เมื่อเทียบปีต่อปี หลังประกาศผลประกอบการ ส่งผลให้หุ้น Nvidia ปรับตัวขึ้นราว 6% ในช่วงหลังปิดตลาด โดยบริษัทมีกำไรต่อหุ้น (ปรับแล้ว) 96 เซนต์ เทียบกับที่คาดการณ์ไว้ 93 เซนต์ มีรายได้ 4.406 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับที่คาดการณ์ไว้ 4.331 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

Nvidia คาดการณ์ว่ารายได้ในไตรมาสปัจจุบันจะอยู่ที่ ประมาณ 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัทระบุว่าการคาดการณ์รายได้ของตนน่าจะสูงกว่านี้อีก 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากไม่มีการจำกัดการส่งออกชิป H20 ที่กำหนดขายให้จีน

*** Jensen Huang ซีอีโอ Nvidia เปิดเผยว่า กำลังสูญเสียรายได้หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการที่ขายสินค้าให้จีนไม่ได้ ตลาดจีนมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปิดโอกาสต่ออุตสาหกรรมสหรัฐฯ อย่างสมบูรณ์ ผลที่ตามมาคือ เราต้องตัดจำหน่ายสินค้าคงคลังที่ขายไม่ได้หรือนำไปใช้ที่อื่นไม่ได้

*** บริษัท HP ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ซึ่งทำรายได้สูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ แต่ขาดเป้าในส่วนของกำไรและแนวโน้ม โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลให้หุ้น HP ร่วง 15% หลังประกาศผล โดยบริษัทมีกำไรต่อหุ้น (ปรับแล้ว) 71 เซนต์ เทียบกับที่คาดการณ์ไว้ 80 เซนต์ มีรายได้ 13,220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับที่คาดการณ์ไว้ 13,140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

รายได้ในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้น 3.3% จาก 12,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิของ HP ลดลงเหลือ 406 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 42 เซนต์ต่อหุ้น จากเดิม 607 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 61 เซนต์ต่อหุ้น สำหรับไตรมาส 3 HP คาดการณ์ว่ากำไรปรับแล้วจะอยู่ที่ 68-80 เซนต์ต่อหุ้น ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 90 เซนต์ ส่วนกำไรปรับเดิมทั้งปีจะอยู่ที่ 3.00-3.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ขณะที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 3.49 ดอลลาร์ต่อหุ้น

*** บริษัท Salesforce ปรับเพิ่มประมาณการรายได้และกำไรหลังปรับทวนแล้วสำหรับปีงบประมาณ 2026 โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายด้านคลาวด์ที่แข็งแกร่งขององค์กรต่าง ๆ พร้อมกับการเร่งสร้างรายได้จากแพลตฟอร์มเอเจนต์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัท แม้จะมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคทั่วโลกในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่การใช้จ่ายด้านคลาวด์ขององค์กรใหญ่ยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากหลายบริษัทลงทุนอย่างหนักในเทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

*** มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta เปิดเผยว่า Meta AI ผู้ช่วยอัจฉริยะของบริษัทมีผู้ใช้งานรายเดือนทะลุ 1,000 ล้านคนแล้วทั่วทั้งแอปพลิเคชันในเครือ เป้าหมายปีนี้คือการยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ และทำให้ Meta AI เป็น AI ส่วนบุคคลชั้นนำ ด้วยการเน้นเรื่องการปรับแต่งเฉพาะบุคคล การสนทนาเสียง และความบันเทิง

ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นหลังบริษัทเปิดตัวแอปแยกสำหรับ Meta AI เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา

*** บริษัท Apple กำลังวางแผนเปลี่ยนแปลงระบบการตั้งชื่อระบบปฏิบัติการครั้งสำคัญที่สุด ซึ่งนับเป็นการปรับโฉมซอฟต์แวร์ที่ครอบคลุมทุกอุปกรณ์ของบริษัท โดย Apple จะเริ่มใช้ปีปฏิทินแทนการระบุด้วยเลขเวอร์ชันในการตั้งชื่อระบบปฏิบัติการรุ่นต่อไป ซึ่งหมายความว่า iOS 18 ในปัจจุบันจะถูกเปลี่ยนเป็น "iOS 26" (แทนที่จะเป็น iOS 19) ส่วนระบบปฏิบัติการอื่น ๆ จะใช้ชื่อว่า iPadOS 26, macOS 26, watchOS 26, tvOS 26 และ visionOS 26 ตามลำดับ

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความสม่ำเสมอในการตั้งชื่อแบรนด์ และเลี่ยงระบบเดิมที่อาจสร้างความสับสนให้กับทั้งผู้ใช้และนักพัฒนา โดยปัจจุบันระบบปฏิบัติการของ Apple ใช้เลขเวอร์ชันที่ไม่ตรงกัน เนื่องจากเวอร์ชันเริ่มต้นของแต่ละระบบไม่ได้เปิดตัวพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น iOS 18, watchOS 12, macOS 15 และ visionOS 2

*** ราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 หลังศาลการค้าสหรัฐฯ ตัดสินให้มาตรการภาษีทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นและกดดันราคาทอง โดยราคาทองคำ (Spot Gold) ร่วง 0.9% อยู่ที่ 3,258.43 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

*** นักเศรษฐศาสตร์ปรับลดแนวโน้มเศรษฐกิจมาเลเซียและไทย หลังทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งพึ่งพาการส่งออกได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยคาดว่า GDP ไทย ในปี 2025 โตเพียง 2.1% (ลดจากเดิม 2.8% ในแบบสำรวจเดือนก.พ. และต่ำกว่าปี 2024 ที่ 2.5%) ขณะที่ ไตรมาส 2/2025 คาดโต 2.4% (ลดจากเดิม 2.8%) โดยสาเหตุหลักมาจากผลกระทบจากสงครามการค้า นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ถึงเป้า และข้อจำกัดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจัยกดดันเพิ่มเติมสำหรับไทย สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC) คาดการณ์ช่วงเติบโตปี 2025 อยู่ที่ 1.3%-2.3% เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาคเอกชนที่สูง

ขณะที่มาเลเซีย คาดว่า GDP ปี 2025 โต 4.1% (ลดจากเดิม 4.7% และชะลอลงจากปี 2024 ที่ 5.1%) ขณะที่ไตรมาส 2/2025 คาดโต 4.2% (ลดจากเดิม 4.5%)

รายงาน โดย สิริพงศ์ สิริชุมศรี เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...