โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

สูตรลับคัดมาแล้ว วิธีคัดหุ้นเข้าพอร์ตเอาชนะตลาด

Finnomena

อัพเดต 05 มิ.ย. 2568 เวลา 07.42 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2568 เวลา 08.25 น. • Definit

Definit Global Select กลยุทธ์คัดสรร DR หุ้นนอกคุณภาพ โอกาสใหม่สำหรับนักลงทุนไทย ปลดล็อกศักยภาพการลงทุนทั่วโลก โดยใช้ Earnings-and-Momentum (EMO) Framework พิจารณาเลือกหุ้นอย่างเป็นระบบ เพิ่มความสะดวกสบายด้วยการบริหารพอร์ตอัตโนมัติ ลดภาระในการติดตาม และเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ในโลกของการลงทุน“การเอาชนะตลาด” ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

แนวคิดที่เรียกว่า Seeking Alpha หรือการมองหาหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ “เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด” อาจฟังดูง่าย แต่ความจริงคือ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำได้ และยิ่งยากเข้าไปอีกถ้าจะชนะตลาดได้ “อย่างต่อเนื่อง” ในระยะยาว

แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ยังเห็นนักลงทุนบางคนที่สามารถทำได้จริง ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่ทำได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Source: marketwatch.com

สิ่งนี้เองที่บอกเราว่า การเอาชนะตลาดอาจไม่ใช่เรื่องของ“โชค” เสมอไป แต่มันยังมี “ช่องว่าง” สำหรับการทำกำไรส่วนเกิน (Excess Return) ที่ซ่อนอยู่ในตลาด

คำถามสำคัญคือ พวกเขามีสูตรลับอะไร? ทำไมวิธีเลือกหุ้นของเขาถึงสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าคนส่วนใหญ่?

มีงานวิจัยจำนวนมากพยายามถอดรหัส กลยุทธ์ของเซียนเหล่านี้ เพื่อหาคำตอบว่า ผลตอบแทนส่วนเกินเหล่านั้น มาจากอะไร?

และพบว่าปัจจัยเหล่านี้มักเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียกว่า Investment Factors หรือพูดง่าย ๆ ก็คือแนวทางหรือสไตล์ในการเลือกหุ้นที่มีความเป็นระบบ และสามารถสร้างอัลฟาได้จริงในบางช่วงเวลา

โมเดลในการวัดผลตอบแทน

Capital Asset Pricing Model (CAPM) เป็นก้าวแรกที่วัดความเสี่ยง กับผลตอบแทนอย่างเป็นระบบ นักลงทุนรู้กันดีว่า “ผลตอบแทนที่สูง” มาพร้อม “ความเสี่ยงที่สูง”

ในโมเดลนี้เราใช้ Beta (β) เป็นตัวแทนของความเสี่ยงเชิงระบบ หรือก็คือความผันผวนของราคาหุ้นเมื่อเทียบกับตลาด

พอร์ตการลงทุนที่เลือกหุ้นที่มีเบตาสูง ก็มีแนวโน้มจะให้ผลตอบแทนสูงเช่นเดียวกัน

แม้ CAPM จะเป็นโมเดลพื้นฐานที่ช่วยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทนได้ดีระดับหนึ่ง

แต่งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ยังมีความเสี่ยงบางประเภทที่ไม่ได้สะท้อนอยู่ในค่า Beta เพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างเช่น

  • หุ้นขนาดเล็ก (Small Cap) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) อาจเพราะหุ้นเล็กมีสภาพคล่องน้อย มีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนจึงเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงกว่า
  • หุ้นที่มี Price to Book ต่ำ มักให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นที่มี Price to Book สูง เป็นไปได้ว่า หุ้นเหล่านี้มักเป็นบริษัทที่อยู่ในช่วงตกต่ำ และเมื่อธุรกิจกลับมาฟื้นตัว ผลตอบแทนก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ปรากฏการณ์เหล่านี้นำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า หรือจริง ๆ แล้ว ยังมีปัจจัยอื่น (Factors) ที่เป็นเบื้องหลังของผลตอบแทนส่วนเกินที่ CAPM ไม่สามารถอธิบายได้ ?

Fama-French Model

เป็นการต่อยอดจาก CAPM โดยเพิ่มปัจจัยที่สะท้อน “ขนาดของบริษัท” และ “มูลค่าหุ้น” เพื่อให้เข้าใจโครงสร้างของผลตอบแทนและความเสี่ยงได้ลึกยิ่งขึ้น

Eugene Fama เสนอว่าให้เพิ่มปัจจัยด้านขนาดและมูลค่า

ต่อยอดจาก CAPM กลายเป็นโมเดลที่รู้จักกันในชื่อ Fama-French 3 Factor Model

โดยมีเป้าหมายเพื่ออธิบาย “ผลตอบแทนส่วนเกิน” ได้แม่นยำยิ่งขึ้น

Source: awakenwealth.ca

ปัจจัยด้านขนาด: SMB (Small Minus Big) ใช้วัด ผลตอบแทนส่วนเพิ่มของ “หุ้นขนาดเล็ก” (Small Cap) เมื่อเทียบกับ “หุ้นขนาดใหญ่” (Large Cap) โดยเชื่อว่า หุ้นขนาดเล็กมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนสูงกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงเฉพาะตัวมากกว่า

ปัจจัยด้านมูลค่า: HML (High Minus Low) ใช้วัดผลตอบแทนส่วนเพิ่มของ “หุ้นคุณค่า” (Value stocks) เมื่อเทียบกับ “หุ้นเติบโต” (Growth stocks) โดยหุ้นมูลค่า คือหุ้นที่มี อัตราส่วน Book-to-Market สูง (หรือ P/B ต่ำ) ส่วนหุ้นเติบโต คือหุ้นที่มีอัตราส่วน Book-to-Market ต่ำ (หรือ P/B สูง)

นักลงทุนสามารถใช้แนวคิดนี้คัดเลือกหุ้นได้ เช่น

  • คัดหุ้นเล็ก Small Cap ที่มีศักยภาพฟื้นตัวหรือเติบโตในอนาคต
  • เลือกหุ้นที่มี P/B ต่ำ แบบ Value Stock ที่เป็นหุ้นราคาถูกเกินไปเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชี

Mark Carhart ได้ต่อยอดแนวคิดด้วยการเพิ่ม “ปัจจัยด้าน Momentum” จนกลายเป็นโมเดลที่รู้จักกันในชื่อ Carhart Four-Factor Model

Source: cnbc.com

โดย Carhart พบว่า

  • หุ้นที่มีผลงานดีในช่วง 3–12 เดือนที่ผ่านมา มักจะยังทำผลงานได้ดีต่อไป
  • ในทางกลับกัน หุ้นที่ทำผลงานแย่ ก็มักจะยังแย่ต่อไปในช่วงถัดมา

ปัจจัยด้าน Momentum: UMD (Up Minus Down) ใช้วัดความต่างของผลตอบแทนระหว่าง กลุ่มหุ้นที่มี Momentum สูง (ขึ้นแรงต่อเนื่อง) กับ กลุ่มหุ้นที่มี Momentum ต่ำ (ราคาลงต่อเนื่อง)
หรือสรุปง่ายๆในประโยคเดียวคือ

“หุ้นที่ขึ้นดีในช่วงที่ผ่านมา ก็จะมีแนวโน้มดีต่อไป” และในทางกลับกัน “หุ้นที่ลงต่อเนื่อง มักจะแย่ต่อและไม่ฟื้นในเร็ววัน”

ทำไม Momentum ถึง “เวิร์ก” ?

  • เกิดจากพฤติกรรมฝูงชน และ Overreaction / Underreaction ของนักลงทุน
  • ราคาหุ้นไม่ได้สะท้อนข้อมูลทั้งหมดทันที แรงซื้อ/ขายจึงค่อย ๆ ไหลเข้า ทำให้ราคาวิ่งต่อ
  • มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า Momentum เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างผลตอบแทนส่วนเกิน (Alpha) ได้จริงในหลายตลาด

MSCI ซึ่งเป็นบริษัทระดับโลกด้านการจัดทำดัชนีหุ้น ได้พัฒนาแนวคิดการลงทุนตามปัจจัยเชิงสไตล์ (Style Factors) และคัดเลือกหุ้นในตลาดสหรัฐฯ ตามปัจจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยเชิงวิชาการว่า ส่งผลต่อผลตอบแทนในระยะยาว ได้แก่

MOM (Momentum): คัดเลือกหุ้นที่ราคามีแนวโน้มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 6–12 เดือนที่ผ่านมา

QUAL (Quality): เลือกหุ้นที่มีคุณภาพสูงทางการเงินมั่นคง, ทำกำไรได้ดี, ใช้ทุนคุ้มค่า

SIZE (Size Effect): มุ่งเน้นการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่และกลางที่มีมูลค่าตลาดเฉลี่ยค่อนข้างเล็กภายในกลุ่มนั้นๆ เพื่อจับโอกาสการสร้างผลตอบแทนจาก Size Effect

VLUE (Value): ลงทุนในหุ้นที่ราคาถูกเมื่อเทียบกับกำไร, สินทรัพย์, กระแสเงินสด เพื่อหวังให้ราคากลับขึ้นสู่มูลค่าที่ควรจะเป็น

จะเห็นได้ว่า สไตล์ Momentum ให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นในสหรัฐฯ ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นขาขึ้น ซึ่งราคามักปรับตัวบวกได้แรงกว่าแนวทางอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม Momentum ก็มีความผันผวนสูง เมื่อแนวโน้มเปลี่ยน ราคามักร่วงแรงในช่วงขาลง หากนักลงทุนเปลี่ยนกลยุทธ์ไปใช้ Value ในจังหวะนั้น อาจทำให้พลาดโอกาสฟื้นตัวของพอร์ต เพราะหุ้น Value มักฟื้นตัวช้ากว่า หรือไม่ได้ช่วยชดเชย ส่วนที่ขาดทุนจาก Momentum

Model การคัดเลือกหุ้นของ Definit

จากการศึกษาข้อมูลหุ้นทั่วโลกในระยะยาว พบว่ามี 2 ปัจจัยหลัก ที่โดดเด่นในการสร้างกลยุทธ์การลงทุน ได้แก่ Momentum และ Revisions

Source: Definit, Bloomberg as of 14/05/2025

  • Momentum คือการคัดเลือกหุ้นที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยอิงจากหลักการที่ว่าหุ้นที่เป็นขาขึ้นมักจะขึ้นต่อ
  • Revisions คือการดูการปรับประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์ (Earnings Revisions) โดยเฉพาะการปรับขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เชื่อว่าหุ้นที่ได้รับการปรับคาดการณ์กำไรขึ้นนั้นสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจในอนาคต อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้าน Revisions อาจเข้าถึงได้ยากสำหรับนักลงทุนทั่วไป

จากการศึกษาข้อมูลหุ้นทั่วโลกนับพันตัว พบว่า Momentum และ Revisions เป็นกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นเมื่อพิจารณาในระยะยาว แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ทั้งสองกลยุทธ์จะเผชิญกับผลตอบแทนที่ติดลบอย่างรุนแรงในระยะสั้น แต่เมื่อขยายกรอบเวลาการลงทุนให้ยาวขึ้น เช่น ในช่วง 10 ปีย้อนหลังพบว่า Momentum และ Revisions สามารถสร้างผลตอบแทนได้เหนือกว่ากลยุทธ์อื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ

Definit Global Select กลยุทธ์ลงทุนหุ้นนอกคุณภาพ พัฒนาขึ้นโดยทีมงานจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เดฟินิท จำกัด (Definit By Finnomena) ร่วมกับ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อจัดการพอร์ต DR แบบอัตโนมัติในรูปแบบ Managed Portfolio

– อ่านเพิ่มเติม ทำความรู้จัก Definit Global Select ปรับเกมรุก ปลุกกลยุทธ์สู่ DR หุ้นนอก

นักลงทุนที่สนใจสามารถเปิดบัญชีลงทุน Definit Global Select กับ บล.หยวนต้า คลิกที่นี่เลยหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้แนะนำการลงทุนของท่านได้แล้ววันนี้

DGS Banner

คำเตือน: การลงทุนอาจมีการกระจุกตัวสูงทั้งในรายหุ้นและรายอุตสาหกรรม | การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจสัญญารับฝาก DR ก่อนการลงทุน | การลงทุนผ่าน DR มีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาของหลักทรัพย์ต่างประเทศ และความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา DR เอง | บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เดฟินิท จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-109-9933 และทาง Email support@definitinvestment.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...