โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“จอมพลสฤษดิ์” เรียกคะแนนนิยมจากความขัดแย้งไทย-เขมร กรณีเขาพระวิหาร อย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 มิ.ย. 2568 เวลา 08.24 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 10.30 น.
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

การกระตุ้นความรู้สึก “ชาตินิยม” สร้างเสริมอำนาจทางการเมืองของ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” ท่ามกลางความขัดแย้งไทย-เขมร จากกรณีกัมพูชาเรียกร้องปราสาทเขาพระวิหารคืนจากไทย ต้นทศวรรษ 2500

ดร. ยิ่งยศ บุญจันทร์แห่งคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เล่าถึงประเด็นดังกล่าวไว้ใน วารสารอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร(มกราคม – มิถุนายน 2564) โดยชี้ว่า ความขัดแย้งกรณีปราสาทพระวิหารเมื่อต้นทศวรรษ 2500 มีส่วนต่อการก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างเต็มตัวในฐานะนายกรัฐมนตรีของจอมพลสฤษดิ์ หลังการปฏิวัติ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501

ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งไทยกับกัมพูชา ที่ขยายตัวจนนำไปสู่การตัดความสัมพันธ์ทางการทูต ตลอดจนสถานการณ์เมื่อ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) มีคำตัดสินคดีเมื่อ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ให้ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา เรื่องเหล่านี้ “ควร” สร้างวิกฤตศรัทธาต่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศในขณะนั้น ทั้งยังเป็นนายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหาร

แต่ปรากฏว่า จอมพลสฤษดิ์สามารถรับมือสถานการณ์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะช่วงที่มีการยุติความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชา

“จอมพลผ้าขาวม้าแดง” จัดการเรื่องดังกล่าวอย่างไร ?

ยิ่งยศอธิบายว่า ก่อนการขึ้นมามีอำนาจเต็มตัวของจอมพลสฤษดิ์ ปัญหากรณีปราสาทเขาพระวิหารมีความเด่นชัดเมื่อกัมพูชาได้รับเอกราช แล้วรัฐบาลไทยส่งกำลังทหารเข้าไปประจำการบริเวณปราสาทใน พ.ศ. 2497

เวลานั้น รัฐบาลกัมพูชาตอบโต้ด้วยการยื่นหนังสือประท้วง ก่อนจะลุกลามสู่การเดินขบวนประท้วงของข้าราชตำรวจและพลเรือนชาวเขมร ณ หน้าสถานทูตไทยกรุงพนมเปญ เมื่อ พ.ศ. 2501 โดยมีการประณามรัฐบาลไทยว่า “ไทยโกงเอาเขาพระวิหารของเขมรไป เขมรจึงควรจะทวงเอาคืนมา”

หลังจากนั้นกัมพูชาก็โจมตีรัฐบาลไทยผ่านสื่อในประเทศและสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาในต่างประเทศอยู่เนือง ๆ หนักถึงขั้นพาดพิงและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์ไทยด้วย ซึ่งนั่นสร้างความไม่พอใจในหมู่คนไทยอย่างมาก กลายเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลไทยในขณะนั้น ที่อยู่ภายใต้การนำของ พลเอกถนอม กิตติขจร

เมื่อ สมเด็จนโรดม สีหนุนายกรัฐมตรีกัมพูชา (ในบทความเรียก สมเด็จพระอุปยุวราชนโรดมสีหนุประมุขแห่งกัมพูชา) เสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน และประกาศรับรองรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้ไทยซึ่งอยู่ข้างโลกเสรีที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ

ฝ่ายการเมืองในไทยยังวิพากษ์วิจารณ์พลเอกถนอม โทษฐานปล่อยปละละเลยต่อท่าทีของกัมพูชา ตลอดจนเรียกร้องให้รัฐบาลเอามณฑลบูรพา (เสียมเรียบและพระตะบอง) และประจันตคีรีเขตร์ (เกาะกง) คืนจากกัมพูชา เพราะถือว่าไทยถูกฝรั่งเศสแย่งไป เมื่อฝรั่งเศสให้เอกราชกัมพูชา ก็ควรคืนดินแดนดังกล่าวแก่ไทย ประชาชนจำนวนหนึ่งยังไปประท้วงหน้าสถานทูตกัมพูชา บริเวณถนนราชดำริ จนเกิดการปะทะกับตำรวจที่ฉีดน้ำสกัดผู้ชุมนุมไม่ให้บุกเข้าไปในสถานทูตด้วย

สภาพการณ์ข้างต้นสั่นคลอนความมั่นคงของรัฐบาลพอสมควร ผนวกกับความวุ่นวายทางการเมืองของการปกครองรูปแบบรัฐสภา ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์

จอมพลสฤษดิ์จึงก่อการปฏิวัติเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ท่ามกลางสายตาประชาชนที่มองว่าไม่มีความชอบธรรมนักและเป็นความพยายามรักษาอำนาจเท่านั้น

24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2501 หลังการปฏิวัติไม่ถึงเดือน กัมพูชาก็ยุติความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยเป็นการชั่วคราว โดยอ้างกรณีปราสาทเขาพระวิหารและการเรียกร้องเอาดินแดนของหนังสือพิมพ์ไทย

เรื่องนี้ผลักดันให้จอมพลสฤษดิ์เข้ามามีบทบาทในกรณีปราสาทเขาพระวิหารโดยตรง เพราะเช้าวันต่อมา รัฐบาลไทยตอบโต้ทันที ด้วยการสั่งปิดพรมแดนระหว่างไทยกับเขมร “เพื่อมิให้เหตุร้ายลุกลาม และเพื่อความปลอดภัยของประชาชน” ทั้งเรียกทูตไทยประจำกัมพูชาและเจ้าหน้าที่ทั้งหมดกลับไทย พร้อมประณามพฤติกรรมของกัมพูชา

เรียกว่าเป็นการตัดความสัมพันธ์อย่างเด็ดขาด หนักหน่วงกว่าการยุติความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นการ “ชั่วคราว” ที่เขมรตั้งใจในตอนแรก

วันเดียวกันนั้น จอมพลสฤษดิ์พร้อมด้วยนายทหารชั้นผู้ใหญ่ เดินทางไปตรวจสถานการณ์ด้านชายแดนกัมพูชาทันทีโดยเฮลิคอปเตอร์ ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน ก็แวะเยี่ยมเยียนกองตำรวจตระเวนชายแดนที่ปราสาทเขาพระวิหารด้วยตนเอง

วันที่ 27 พฤศจิกายน ยังมีประกาศยืนยันอธิปไตยของไทยเหนือปราสาทเขาพระวิหาร รวมถึงแจ้งความพยายามของคณะปฏิวัติในการป้องกันและรักษาความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย ทั้งเพิ่มกำลังตำรวจตระเวนชายแดนที่ปราสาทเขาพระวิหารอีก 6 เท่า โดยถือว่าบริเวณนี้เป็นผืนแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวไทยที่ชนชาติอื่นจะล่วงล้ำและละเมิดไม่ได้ และให้ชักธงชาติไทยขึ้นไว้ให้เห็นโดยชัดเจน

ที่รัฐบาลไทยสามารถดำเนินการทั้งหมดได้อย่างรวดเร็วและเฉียบขาด เพราะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ความเด็ดขาดและทันท่วงทีเหล่านี้สนองตอบความรู้สึกขุ่นเคืองของประชาชนที่มีต่อเขมรได้เป็นอย่างดี

ยิ่งกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชามีแถลงขอให้ตั้งกงสุลกัมพูชาในกรุงเทพฯ เพื่อความสัมพันธ์ในระดับอุปทูตต่อกัน แต่จอมพลสฤษดิ์ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวทันที ท่าทีขึงขังนี้ยิ่ง “ได้ใจ” คนไทยเข้าไปอีก

หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยถึงกับชื่นชมรัฐบาลว่า “คณะปฏิวัติได้ตัดสินใจถูกต้องแล้วในการไม่เห็นชอบด้วยกับข้อเสนอของรัฐบาลกัมพูชาเรื่องการสถาปนาสัมพันธไมตรีชั้นอุปทูตและตั้งเงื่อนไขไว้อย่างสวยงามเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของประเทศไทย”

ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ฝ่ายกัมพูชายังยั่วยุรัฐบาลไทยหลายอย่าง เช่น ยื่นเรื่องร้องเรียนปัญหาความสัมพันธ์ต่อสหประชาชาติ โจมตีรัฐบาลไทยผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และวิทยุ จัดให้ประชาชนเดินขบวนประท้วงไทย

ที่รุนแรงกว่านั้นคือวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2501 ตำรวจกัมพูชาทำทีชักชวนราษฎรไทยอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ไปประชุมกันในเขตกัมพูชาแล้วทำการจับกุม และวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2501 ทหารเขมรราว 200 คน ยกพลขึ้นบกที่บ้านหาดเล็ก จังหวัดตราด แล้วจับกุมราษฎรไทย 5 คนไป

จอมพลสฤษดิ์จึงมีคำสั่งให้จับกุมชาวเขมรที่ลอบเข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมาย ในข้อหา “จารบุรุษ” พร้อมมีแถลงการณ์ต่อหนังสือพิมพ์ในสถานการณ์ขณะนั้นว่า

“คณะปฏิวัติรู้สึกเกรงไปว่าประชาชนที่ได้ฟังข่าวการปฏิบัติการของกัมพูชาต่อไทย จะนึกว่าฝ่ายไทยอ่อนแอ แต่ความจริงมิใช่เช่นนั้น หากแต่ว่าการปฏิบัติตอบโต้ในเรื่องนี้ เราจะต้องกระทำโดยรอบคอบ มิฉะนั้นแล้วอาจจะนำไทยไปสู่ความหายนะก็เป็นไป… เคยมีแต่ผู้ใหญ่รังแกเด็ก แต่นี่เด็กเกิดจะรังแกผู้ใหญ่ซึ่งไม่เคยมี เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ประเทศไทยก็ต้องใช้ความรอบคอบและทำให้ชาวโลกเขาเห็นว่าไทยเป็นฝ่ายมีขันติธรรม”

สุดท้ายปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาก็บรรเทาลงด้วยการไกล่เกลี่ยของสหประชาชาติ กัมพูชาส่งตัวราษฎรไทยที่ถูกจับกุมคืนทางด่านอรัญประเทศ ซึ่งจอมพลสฤษดิ์เดินทางไปรับราษฎรกลุ่มนี้ด้วยตนเอง และกลับมาแถลงการณ์เปิดความสัมพันธ์ทางการทูตอีกครั้งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502

ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาร้อนแรงอีกครั้ง หลังวันที่ 6 ตุลาคม ปีเดียวกัน จากการที่กัมพูชายื่นเรื่องขอคำวินิจฉัยกรณีพิพาทเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความโกรธแค้นแก่คนไทยอย่างมาก

วันต่อมา จอมพลสฤษดิ์จึงแถลงการณ์เน้นย้ำสิทธิของไทยเหนือปราสาท และรับปากว่าจะสู้คดีอย่างสุดกำลังเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นถึงความพยายามในการจัดการปัญหาดังกล่าวของรัฐบาล ซึ่งล้วนแต่เป็นถ้อยคำกินใจที่ส่งเสริมการสนับสนุนจากประชาชน ที่ต่างมีความรู้สึกหวงแหนปราสาทเขาพระวิหารอย่างรุนแรง

ยิ่งยศ สรุปว่า “จอมพลสฤษดิ์สามารถรับมือกับกรณีดังกล่าวและสร้างความรู้สึกร่วมในการต่อสู้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีผลให้จอมพลสฤษดิ์ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในฐานะผู้นำคณะปฏิวัติที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติเอาไว้

ท้ายที่สุดแม้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะมีคำตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา ก็ไม่ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อจอมพลสฤษดิ์”

เรียกได้ว่า จอมพลสฤษดิ์ รู้จักใช้ “ชาตินิยม” สร้างความชอบธรรมในสายตาประชาชน แม้สุดท้ายไทยจะต้องเสียปราสาทเขาพระวิหารให้กัมพูชาแต่ท่านยังดำรงสถานะผู้นำรัฐบาลอย่างมั่นคง ก่อนจะถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ยิ่งยศ บุญจันทร์ ; นักศึกษาหลักสูตรอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. การสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จากกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ระหว่าง พ.ศ. 2501-2506. วารสารอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. ปีที่ 43 ฉบับที่ 1 : มกราคม – มิถุนายน 2564.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 มิถุนายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “จอมพลสฤษดิ์” เรียกคะแนนนิยมจากความขัดแย้งไทย-เขมร กรณีเขาพระวิหาร อย่างไร?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...