ยอดขายรถ EV ทั่วโลกเดือน พ.ค.พุ่ง 24% จีนทุบสถิติเกิน 1 ล้านคันในเดือนเดียวเป็นครั้งแรก
ยอดขายรถ EV ทั่วโลกเดือน พ.ค.พุ่ง 24% จีนทุบสถิติเกิน 1 ล้านคันในเดือนเดียวเป็นครั้งแรก ส่วนยุโรปขยายตัวแข็งแกร่งกว่า 36% ด้าน Tesla เผชิญแรงกดดันแม้ได้เปรียบจากฐานผลิตในยุโรป
วันที่ 13 มิถุนายน 2568 เวลา 06.05 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บริษัทวิจัยตลาด Rho Motionระบุว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดทั่วโลกในเดือนพฤษภาคมพุ่งขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากตลาดจีน แม้การเติบโตในอเมริกาเหนือจะชะลอตัวลง
ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนทะลุ 1 ล้านคันในเดือนเดียวเป็นครั้งแรกในปีนี้ จากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง และการส่งออกเชิงกลยุทธ์ของผู้ผลิตจีน โดยเฉพาะ BYD ที่รุกเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่
ชาร์ลส์ เลสเตอร์ ผู้จัดการฝ่ายข้อมูลของ Rho Motion กล่าวว่า การส่งออกของ BYD ไปยังเม็กซิโก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอุซเบกิสถาน มีส่วนสำคัญต่อการกระตุ้นยอดขายในภูมิภาคเหล่านี้
ในยุโรป ตลาดได้รับแรงหนุนจากแรงจูงใจสำหรับรถยนต์เชิงพาณิชย์ในเยอรมนี และการเติบโตที่แข็งแกร่งในยุโรปตอนใต้ ขณะที่แคนาดายกเลิกเงินอุดหนุน EV ส่งผลให้ยอดขายในอเมริกาเหนือลดลง
โดยผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกเผชิญกับภาษีนำเข้า 25% ในตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่อันดับสองของโลก ทำให้หลายบริษัทถอนเป้าหมายยอดขายปี 2568 โดยในยุโรป แรงจูงใจรอบใหม่สำหรับผู้ซื้อรถในฝูงรถเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะในเยอรมนีอาจช่วยหนุนยอดขาย EV ต่อเนื่องในครึ่งหลังของปี
*Tesla Model Y ที่ผลิตในเบอร์ลิน ไม่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้า แต่เผชิญแรงกดดันเรื่องส่วนแบ่งตลาด เนื่องจากการผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการค้า*
ซึ่งแนวทางของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อมาตรฐานการปล่อยมลพิษและความไม่ชัดเจนเรื่องภาษี ส่งผลให้การเติบโตของ EV ในอเมริกาเหนือชะงัก โดยในสหรัฐ เครดิตภาษีสำหรับ EV ยังมีอยู่ แต่จะเริ่มทยอยหมดอายุในปี 2569 ทำให้ผู้บริโภคหลายรายยังลังเล
ทั้งนี้ตัวเลขยอดขายเดือนพฤษภาคม ข้อมูลจาก Rho Motion พบว่ายอดขาย EV และปลั๊กอินไฮบริดทั่วโลก 1.6 ล้านคัน โดยจีนโตขึ้นมากกว่า 24% อยู่ที่ 1.02 ล้านคัน และยุโรปโต 36.2% อยู่ที่ 0.33 ล้านคัน อเมริกาเหนือโตเพียง 7.5% อยู่ที่ 0.16 ล้านคัน ส่วนประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกโต 38% อยู่ที่ 0.15 ล้านคัน
ชาร์ลส์ เลสเตอร์ กล่าวว่า “เรื่องราวของยอดขายรถยนต์ทั่วโลกในเดือนนี้ คือความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างการเติบโตของตลาดจีน กับตลาดอเมริกาเหนือที่กำลังชะลอตัว”
อ้างอิง : reuters.com