โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปัญหา “ตาแย้ม-วัดไร่ขิง” เมื่อทุกเรื่องไม่ได้ “บังเอิญ” เกิด

อีจัน

อัพเดต 22 พ.ค. 2568 เวลา 10.47 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. 2568 เวลา 03.47 น. • อีจัน

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

ตลอดห้วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่มีข่าวไหนที่ใหญ่เกินไปกว่าข่าวเรื่อง “หลวงพ่อแย้ม ทิดแย้ม ตาแย้ม สมีแย้ม” แล้วแต่ใครจะขนานนามว่าอย่างไร แต่ที่มิอาจหลีกได้คือความจริงที่ว่าเขาเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง วัดที่มีคนศรัทธามากเป็นลำดับต้นๆของประเทศ และเขาได้ยักยอกเงินวัดไปให้กับ “สีกา” คนหนึ่ง

สังคมทยเป็นสังคมที่ให้สิทธิประโยชน์กับคนที่บวชเป็นพระอย่างมาก เพราะเชื่อว่าเขาเหล่านั้นคือคนที่สืบทอดพระศาสนา และจะเดินหน้าสู่ทางหลุดพ้นสังสารวัฏ

“พระสงฆ์” ถูกจัดลำดับชั้นอยู่แทบจะบนสุดของสังคม กินต้องกินก่อน กินของดีที่สุด ไปไหนก็ให้เกียรติเดินไปก่อน มีที่นั่งพิเศษ คนนับถือกราบไหว้กันถ้วนหน้า ได้รับการปกป้องในทุกๆเรื่อง

โดยแลกกับการประพฤติปฏิบัติในฐานะ “คนดี” และต้องเป็น “คนดี” ที่เหนือกว่าปุถุชนทั่วไป เพราะเมื่อได้มากก็ย่อมต้องถูกเรียกร้องมาก

และเมื่อละเมิดความคาดหวังสังคมก็จะเอาคืนอย่างสาสมเช่นกัน

แต่วันนี้เราจะมาสวมแว่นการเมือง เพราะเคยมีคำกล่าวว่าทุกเรื่องจะจบที่ “การเมือง” เราจึงจะ ถอดบทเรียนจากข่าว “ตาแย้ม” ว่าเราเห็นอะไรบ้าง และ “การเมือง” ที่ควรจะเป็นที่สิ้นสุดหรืออย่างน้อยก็เป็นเส้นทางของการแก้ปัญหาควรจะมาจัดการอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง เพราะที่สุดแล้ว ความผิดของ“ตาแย้ม” ก็ถูกประกอบสร้างจากสังคมที่ผุพังและต้องการการซ่อมแซมจากสิ่งที่เรียกว่า “การเมือง”

ความท้าทายของกิเลศอันมิเคยได้สัมผัส อันเนื่องมาความขาดแคลน

สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ พระสงฆ์จำนวนมากที่บวชตั้งแต่เด็ก บวชเพราะยากจน เพราะขาดโอกาสในสังคม ขาดทุนทรัพย์ในการเรียนหนังสือและแทบจะไม่มีโอกาสยกระดับทางสังคมเลย

ดังนั้นเราจึงเห็นการ “บวชเรียน” หรือ “บวชหนีจน” กันตั้งแต่เด็ก เพราะนอกจากจะมีข้าวกิน มีหนังสือให้เรียน หากประสบความสำเร็จในความเป็น “พระสงฆ์” พวกเขาก็จะยกระดับฐานะทางสังคมแบบที่พ่อแม่ให้ไม่ได้

พ่อแม่ที่ขัดสนในสมัยก่อนจำนวนหนึ่งจึงเลือกเส้นทางนี้ ทั้ง ๆ ที่การเป็นนักบวช และการดำรงตนเช่นนี้ต้องอาศัยความเชื่อและแรงผลักดันที่จะไปทางพระศาสนาอย่างแท้จริง

“ตาแย้ม” เองก็เช่นกันบวชเรียนตั้งแต่อายุ 12 ขวบ เมื่อเข้ามาสู่โลกแห่งธรรมะ เขาก็เรียนรู้อยู่ในโลกที่มุ่งหวังไปสู่หนทางดับทุกข์ แต่ลืมไปว่าพวกเขาเองก็ยังไม่เห็นทุกข์เช่นกัน และไม่มีใครรู้ว่า เขามีสิทธิเลือกหรือไม่ว่าอยากจะเดินทางนั้นจริงหรือไม่

“ตาแย้ม” และ “สามเณร” หรือ “พระสงฆ์” จำนวนมากเรียนรู้กิเลศจากหนังสือ โดยที่อาจจะมีบททดสอบของจริงที่น้อยมาก จึงทำให้เมื่อถูกอำนาจของจิตใจฝ่ายต่ำเข้าครอบงำ หลายรูปจึงต้องกลายจากพระสงฆ์ เป็น “สมี”

ย้อนกลับไป หาก “การเมือง” สามารถจัดสรรสภาพสังคม หรืออย่างน้อยก็เป็นสวัสดิการของเด็กทุกคนให้สามารถเรียนหนังสือแบบ “ฟรี” จริงๆ ได้ ให้มีอาหารกิน ให้ความมั่นใจว่าแม้เขาจะอยู่ในระดับที่ล่างสุดก็ยังพอจะยกระดับชีวิตได้ ไม่ต้องอยู่กับฐานล่างตลอดไปแม้จะพยายามแค่ไหน

หากการเมืองสามารถสร้างสังคมให้มั่นใจแบบนั้นได้ คนที่เข้าสู่การเป็นสาวกของพระศาสดาก็จะถูกคัดกรองให้เหลือเพียงคนที่ตั้งใจ และไม่ได้อยู่ในสภาพตกกระไดพลอยโจน

การจัดการเงินวัด

“วัดไร่ขิง” ก็ไม่ต่างจากที่อื่นคือ มีระบบการจัดการเงินที่ไม่ได้รัดกุมมากนัก แทบทุกวัดอำนาจในการจัดการทรัพย์สินจะอยู่กับ “เจ้าอาวาส” ที่เป็นเหมือนหัวหน้าครอบครัว โดยมี “ไวยาวัจกร” เป็นคนถือเงิน

วัดที่ดีหน่อยก็จะมีคณะกรรมการในการจัดการ แต่ทั้งหมดการรวมศูนย์อำนาจในการสั่งการทรัพย์สิน ก็อยู่ที่เจ้าอาวาส

การขาดระบบการจัดการและการตรวจสอบนี้เอง เป็นการเปิดโอกาสให้ยักยอกหรือทุจริตได้

ลองนึกดูว่า จู่ ๆ พระที่ไม่เคยมีเงิน ก็มีเงินขึ้นมามหาศาล ถือว่าเป็นบททดสอบของกิเลสที่หนักหนา อำนาจในการใช้จ่ายจะอยู่ที่เจ้าอาวาสแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

จริงอยู่ที่จำนวนมากก้าวข้าม แต่ก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่ก้าวไม่พ้น

อย่าว่าแต่พระสงฆ์เลย แม้แต่ฆราวาสหากมีอำนาจที่ไม่มีใครตรวจสอบก็เสี่ยงกับการทุจริตทั้งสิ้น

หากเราต้องการตัดกิเลสให้สาวกของพระศาสดาให้มากที่สุด บางครั้งการออกกฎหมายเพื่อควบคุมการใช้จ่ายเงินของวัดก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อไม่ให้ท่านต้องมีภาระหรือมาตัดสินใจเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องของการแสวงหาทางพ้นทุกข์

หากวัดไหนไม่มีความสามารถจัดการ ก็ควรมีกฎหมายให้รัฐจัดหาผู้ที่ช่วยเหลือในการจัดการและให้มีคณะกรรมการที่มีอำนาจดูแลและสั่งจ่ายมิใช่ให้ทั้งหมดตกอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าอาวาสแต่เพียงผู้เดียว

พนันออนไลน์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์

“สีกาเก็น” จุดตายของ “ตาแย้ม” ก็คือหนึ่งในขบวนการพนันออนไลน์ และวิธีที่ใช้ให้ “ตาแย้ม” ยอมโอนเงินให้ก็คือวิธีการของพวกคอลเซ็นเตอร์คือการเล่นกับจุดอ่อนและความกลัวของคน

ปกติคอลเซ็นเตอร์ ที่หลอกคนได้เพราะจะอาศัยจุดอ่อนของแต่ละคนที่มีต่างกัน บางคนกลัวตำรวจกลัวกฎหมาย ก็จะอ้างเป็นตำรวจหรืออ้างว่ากำลังถูกตรวจสอบ บางคนมีจุดอ่อนที่ความโลภก็จะอ้างเรื่องการถูกรางวัล หรือการทำเงิน

“ตาแย้ม” ก็มีจุดอ่อนเรื่องการทำผิดกับ “สีกา” ซึ่งก็มาจากการที่อดใจต่อกิเลศไม่ได้ดังนั้นจึงไม่ยากที่จะถูกแบล็กเมล์ว่าหากปล่อยให้หลักฐานนี้หลุดไป เขาก็จะสูญเสียทุกอย่าง

เท่านี้มีเท่าไหร่ก็ต้องให้ ให้จนเงินหมดวัด จนต้องไปยืมวัดอื่นมา เพื่อปกปิดความผิดทีตัวเองกระทำ

แล้วเรื่องนี้การเมืองจัดการได้อย่างไร หากการเมืองสามารถจัดการกับพนันออนไลน์ได้ก็จะเป็นการตัดตอนของ “สีกาเก็น” รวมถึงสกัดเส้นทางเงินที่ออกนอกประเทศได้

หรือแม้แต่การโอนเงินที่ผิดปกติ หากรัฐเอาจริงเอาจัง ไม่ว่าจะทางไหนก็ต้องไม่สามารถเอาเงินออกไปหลายร้อยล้านได้

ต้องยอมรับกันว่าการโอนเงินระดับหลายร้อยล้าน หรือทีละหลายสิบล้าน จะมีสักกี่คนในประเทศที่สามารถทำได้ แต่รัฐไม่เห็นความผิดปกติกับกรณีเช่นนี้เลยหรือ

การซื้อขายตำแหน่ง

จากความฟอนเฟะ และระบบตรวจสอบที่กลายเป็นอัมพาตของบ้านเรา ทำให้เกิดการทุจริตและการซื้อตำแหน่งในทุกระดับ ไม่เว้นแม้แต่ระดับ “พระสงฆ์”

การจะได้สมณศักดิ์ ก็ต้องซื้อต้องหา และพระสงฆ์จะเอาเงินจากไหนถ้าไม่ใช่เงินบริจาคที่ชาวบ้านเอามาทำบุญ

หากการเมืองสามารถทำให้เชื่อมั่นว่าระบบการแต่งตั้งจะเป็นไปด้วยความสามารถ ความเหมาะสมไม่ได้ตั้งอยู่บนว่าใครตอบแทนผลประโยชน์ให้กันได้มากกว่า เท่านี้ก็จะทำให้เกิดความยั่งยืนกับระบบ ถ้าที่อื่นไม่มี พระสงฆ์ก็จะไม่มีเช่นกัน

ที่สำคัญการเมืองสามารถ แก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 หรือกฎหมายฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นมากว่า 60 ปี แม้จะมีการปรับแก้บ้าง แต่ก็ไม่ได้แก้ในหลักสาระสำคัญอะไรบ้าง

ถึงเวลาหรือยังที่ “การเมือง” จะเป็นแกนนำในการศึกษาและแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ ให้ทันยุคทันสมัยที่เปลี่ยนไป

เรื่องราวของวัดไร่ขิง หากวิเคราะห์กันจริงๆแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่น่าเซอร์ไพรส์อะไร เพราะนี่คือระบบที่ถูกวางกันอย่างไม่เหมาะสม หรือที่ง่ายกว่านั้นไม่เคยมีรัฐบาลไหนคิดจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างกับเรื่องแบบนี้

และก็เชื่อได้ว่าที่สุดแล้วเรื่องนี้ก็จะเป็นไฟไหม้ฟาง และรอวันเกิดเหตุ “สมี” คนใหม่ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...