โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

CCS: เทคโนโลยีสำคัญขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน

The Better

อัพเดต 27 พ.ย. 2566 เวลา 10.51 น. • เผยแพร่ 27 พ.ย. 2566 เวลา 10.50 น. • THE BETTER
CCS: เทคโนโลยีสำคัญขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน

นภสิทธิ์ ชัยวรรณคุปต์

รักษาการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มงานเทคโนโลยีคาร์บอนโซลูชั่นและการเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

พลังงานเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบันและต่อไปในอนาคต วิกฤตพลังงานหลายครั้งที่ผ่านมา เป็นประสบการณ์ที่ทำให้อุตสาหกรรมพลังงานตระหนักดีว่า การจัดหาแหล่งพลังงานให้เพียงพอ (Reliable) ในราคาที่เหมาะสม (Reasonable) คือหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ เพราะทุกประเทศทั่วโลกต่างก็ต้องการพลังงานในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และรองรับ
ความต้องการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันของผู้คน โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าแหล่งพลังงานหลักที่ตอบโจทย์ดังกล่าวได้ในปัจจุบันก็คือ เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งมาพร้อมกับคาร์บอนไดออกไซด์ อันเป็นประเด็นที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญ ทั้งในด้านการสร้างคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุตสาหกรรมพลังงานจึงจำเป็นต้องเร่งปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินการเพื่อร่วมกันลดผลกระทบดังกล่าว

รายงาน 2022 Energy Transition Outlook ของ Wood Mackenzie1 ชี้ให้เห็นว่าความต้องการใช้พลังงานขั้นต้น (Primary Energy) ของโลกจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2593 (ค.ศ. 2050) พร้อมกับสัดส่วนการผสมผสานของแหล่งพลังงานที่ใช้ (Energy Mix) ที่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน การขับเคลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero Emissions) ในระดับโลก จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มสัดส่วนพลังงาน “สะอาด” และลดสัดส่วนเชื้อเพลิงฟอสซิล ดังนั้น เราจึงอยู่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่เรียกกันว่า “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition)” ซึ่งเน้นการจัดหาพลังงานอย่างมีความรับผิดชอบที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะโลกร้อน (Responsible) ตั้งแต่ต้นทาง คือ การสำรวจ การผลิต และการใช้พลังงาน ความรับผิดชอบซึ่งเป็นปัจจัยที่สามนี้เองที่ทำให้อุตสาหกรรมพลังงานหันมาให้ความสำคัญกับ “ความสะอาด” ของพลังงานมากขึ้น แหล่งพลังงานใดปล่อยคาร์บอนน้อยลง แหล่งพลังงานนั้นก็จะยิ่งเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

เรามักจะเห็นปัจจัยทั้งสามข้อที่กล่าวมาข้างต้น คือ Reliable Reasonable และ Responsible ถูกเรียกรวมกันสั้น ๆ ว่า “Energy Trilemma” หรือความท้าทายด้านพลังงาน 3 ประการ เพื่อใช้กล่าวถึงสถานการณ์ด้านพลังงานในปัจจุบัน และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการหาสมดุลในการจัดหาแหล่งพลังงานที่ต้องมีความเสถียร มีราคาที่สมเหตุผล และมีความยั่งยืน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการหาสมดุลดังกล่าวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปัจจุบันเรายังคงประสบปัญหาในการจัดหาแหล่งพลังงานสะอาดให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้ทั้งรายย่อยและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ดังนั้น ในช่วงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นอกจากเราจะต้องพยายามเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานสะอาดให้มากขึ้นแล้ว สิ่งที่จะต้องทำควบคู่ไปด้วยคือการทำให้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีความสะอาดมากขึ้น

แนวทางที่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายดังกล่าวมี 2 แนวทางด้วยกัน ได้แก่ 1) การพัฒนาเทคโนโลยี-ขั้น้สูงเพื่อลดต้นทุนและขยายห่วงโซ่คุณค่าพลังงานสะอาด (Clean energy value chain) ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตและการใช้พลังงานสะอาด รวมถึงเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น กรีนไฮโดรเจน ให้มากที่สุด และ 2) การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่าของพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil fuel-based value chain) โดยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงแนวทางที่ 2 และเน้นถึงเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) ที่เป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโลก เพื่อให้ห่วงโซ่คุณค่าของพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลมีความสะอาดยิ่งขึ้น รวมถึงบทบาทและสถานะของเทคโนโลยี CCS ในประเทศไทย

CCS เป็นกระบวนการทางเทคโนโลยีในการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากแหล่งอุตสาหกรรมต่าง ๆ แล้วขนส่งไปยังพื้นที่จัดเก็บ ก่อนนำไปอัดกลับสู่ชั้นหินใต้ดินที่เหมาะสมทางธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บอย่างถาวร ในอีกแง่มุมหนึ่ง เราอาจมอง CCS เป็นกระบวนการย้อนกลับของกระบวนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) ที่เริ่มจากการรวบรวมคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสารพลอยได้จากการผลิต แล้วนำมาปรับสภาพก่อนจะอัดกลับไปกักเก็บในชั้นหินใต้ดินอันเป็นแหล่งกำเนิดของคาร์บอน เทคโนโลยี CCS จึงเป็นเหมือนการสร้างเส้นทางให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สามารถวกกลับไปยังแหล่งที่มา โดยการนำโมเลกุลคาร์บอนที่ขุดเจาะขึ้นมาจากใต้พิภพในรูปของเชื้อเพลิงฟอสซิลกลับไปกักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดินด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการทดสอบแล้ว และมีการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ หากพิจารณาห่วงโซ่คุณค่าของ CCS (CCS value chain) การกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ นับว่าเป็นขั้นตอนที่มีความท้าทายที่สุด เพราะนอกจากจะต้องคำนึงถึงศักยภาพในการกักเก็บของพื้นที่แล้ว ยังต้องพิจารณาด้วยว่าชั้นหินใต้ดินที่จะอัดคาร์บอนไดออกไซด์กลับลงไปนั้นมีความเหมาะสมและสามารถกักเก็บไว้ได้อย่างปลอดภัย และต้องมีการติดตามและตรวจสอบด้วยว่าการกักเก็บนั้นเป็นไปตามที่ได้ศึกษาไว้หรือไม่ ด้วยเหตุนี้เอง ความรู้และประสบการณ์จากอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมไปถึงเครื่องมือ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ จึงเป็นรากฐานที่สำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาและผลักดันโครงการ CCS ให้สำเร็จ

CCS เป็นเทคโนโลยีที่หลาย ๆ ประเทศให้ความสำคัญเพราะมีศักยภาพในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณมาก องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ได้คาดการณ์ว่าเทคโนโลยี CCS จะมีศักยภาพในการช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้มากถึง 6.6 พันล้านตันภายในปี 26132

และจะสามารถดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศโดยตรง (Direct Air Capture: DAC) และจากแหล่งพลังงานชีวมวลได้เพิ่มเติมอีก 2.9 พันล้านตัน ด้วยศักยภาพดังกล่าว จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องเร่งผลักดัน CCS ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ที่ผ่านมานั้น หลาย ๆ ประเทศทั่วโลกได้ประกาศการดำเนินโครงการ CCS เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดี รายงานของ Global CCS Institute (GCCSI) เปิดเผยว่ามีการประกาศโครงการ CCS ทั้งในเชิงพาณิชย์และโครงการนำร่องรวมแล้วเกือบ 400 โครงการทั่วโลก3 และยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก

นั่นเป็นสัญญาณให้ประเทศไทยและผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานภายในประเทศต้องหันมาพิจารณา และมุ่งศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการ CCS ภายในประเทศอย่างจริงจัง โดยอาศัยพื้นฐานจากอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร

ในบริบทของประเทศไทย ภาคอุตสาหกรรมพลังงานต้องเผชิญกับความยากในการจัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการ ในราคาที่สมเหตุสมผล การประกาศเป้าหมายระดับประเทศของรัฐบาลในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608 ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมพลังงานซึ่งมีส่วนในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณร้อยละ 70 ของทั้งประเทศ ต้องเผชิญความท้าทายในการที่จะผลักดันให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมกันลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลง

และในขณะเดียวกันก็ต้องตอบสนองความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในการรับมือกับความท้าทายดังกล่าว รัฐบาลได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนภายใต้โครงการ CCS ประมาณ 40 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2593 และเพิ่มเป็น 60 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2608 ภาคอุตสาหกรรมพลังงานไทยและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจึงต้องพยายามบรรลุเป้าหมายสำคัญดังกล่าว ซึ่งหากเราเริ่มพัฒนาโครงการ CCS ได้เร็วเท่าใด โอกาสในการบรรลุเป้าหมายก็ยิ่งจะมีมากขึ้นเท่านั้น

ปตท.สผ. มองเห็นถึงโอกาสความเป็นไปได้ดังกล่าว จึงได้เริ่มศึกษาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS ในประเทศไทย เพื่อเรียนรู้กระบวนการและความท้าทายในการดำเนินโครงการ CCS ทั้งในด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ นโยบาย และกฎระเบียบ และเพื่อหามาตรการที่เหมาะสมในการดำเนินการ ตลอดจนผลักดันการลดความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อปูทางสู่การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าของ CCS ที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ปัจจุบัน ปตท.สผ. ได้ริเริ่มโครงการสำคัญ 2 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการ CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ และ 2) โครงการ Eastern Thailand CCS Hub ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยโครงการ CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ในอ่าวไทยเป็นโครงการแรกที่จะนำร่อง CCS ในประเทศไทย ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถและศักยภาพด้านการกักเก็บคาร์บอน โครงการนี้ใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (แท่นผลิตก๊าซธรรมชาติ) ที่มีอยู่แล้ว ในอ่าวไทย เพื่อดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกิจกรรมสำรวจและผลิต แล้วขนส่งผ่านท่อส่งก๊าซที่ปรับสภาพให้เหมาะสมไปยังแท่นหลุมผลิต จากนั้นจะอัดคาร์บอนไดออกไซด์กลับลงไปในชั้นหินใต้ดิน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2570 และจะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตปิโตรเลียมในประเทศได้ถึง 1 ล้านตันต่อปี โครงการนี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความพยายามของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังจะเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

ส่วนโครงการ Eastern Thailand CCS Hub นั้น มีเป้าหมายเพื่อดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมาก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกของไทย โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในระยะยาว โดยจะมีกระบวนการในการรวบรวมคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยจากแหล่งอุตสาหกรรมต่าง ๆ มาเก็บไว้ที่สถานีจัดเก็บบนชายฝั่ง ก่อนที่จะขนส่งออกไปนอกชายฝั่งเพื่อนำไปกักเก็บในชั้นหินใต้อ่าวไทย

โครงการนี้จะเป็นศูนย์กลางหรือ CCS Hub รองรับอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ โดยสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานในการขนส่งและกักเก็บ (Transportation and Storage: T&S) ร่วมกัน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ประหยัดต้นทุนแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านการดำเนินการได้อีกด้วย เมื่อพัฒนาสำเร็จ โครงการดังกล่าวจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมลดการปล่อยคาร์บอนได้ในปริมาณมาก ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

สำหรับการพัฒนาโครงการ Eastern Thailand CCS Hub ในระยะแรกนั้น นำโดย ปตท.สผ. ร่วมกับพันธมิตรในกลุ่ม ปตท. ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการในระยะแรกได้ในปี 2576 โดยมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 6 ล้านตันต่อปี

ถึงแม้ว่าเทคโนโลยี CCS จะได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่การพัฒนาในประเทศไทยยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น และแม้เราจะมีพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งจากการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และมีการกำหนดเป้าหมายระดับประเทศเกี่ยวกับข้อกำหนดเทคโนโลยี CCS อย่างเป็นรูปธรรม ห่วงโซ่คุณค่าของ CCS ในประเทศไทยยังจะต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญหลายประการ อาทิ ข้อมูลประมาณการพื้นที่กักเก็บ ช่องว่างด้านกฎระเบียบและนโยบายที่จะช่วยสนับสนุนโครงการ CCS รวมถึงความไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี CCS ของภาคประชาชน

ดังนั้นเพื่อให้เราสามารถนำเทคโนโลยี CCS มาใช้งานได้อย่างทันการณ์ และเพื่อส่งเสริมความเป็นไปได้ในการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย เราจึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้ไปพร้อมกัน โดยกระบวนการสำคัญที่เราสามารถดำเนินการในช่วงเริ่มต้นได้ ได้แก่ การศึกษาข้อมูลทางธรณีวิทยาเพื่อประเมินศักยภาพพื้นที่กักเก็บ การพัฒนากฎระเบียบและนโยบายสนับสนุนเพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินโครงการในช่วงแรกเริ่มได้ (เช่น การรวบรวมข้อมูลและการศึกษา) และการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ CCS เมื่อใดที่ปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้ได้รับการมองเห็นและแก้ไขอย่างจริงจัง เมื่อนั้นโครงการ CCS ในประเทศไทยก็มีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จได้

เอกสารอ้างอิง

Wood Mackenzie (2022), EnergyTransitionOutlook, Wood Mackenzie, https://www.woodmac.com/reports/energy-markets-wood-mackenzies-2022-energy-transition-outlook-highlights-150071538/

IEA (2020), CCUSinCleanEnergyTransitions, IEA, Paris https://www.iea.org/reports/ccus-in-clean-energy-transitions, License: CC BY 4.0

Global CCS Institute (2022), FacilityData, Retrieved from CO2RE Website: https://co2re.co/FacilityData

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...