เปิดฉากทัศน์อีคอมเมิร์ซปี’67 แพลตฟอร์มแข่งเดือด-สินค้าจีนทะลัก
อีคอมเมิร์ซได้รับอานิสงส์จากโควิด-19 และเติบโตต่อเนื่องมาตลอด ดังเห็นได้จากข้อมูลในรายงาน e-Conomy SEA 2023 Report โดย Google, Temasek และ Bain & Company ที่ระบุว่า มูลค่ายอดขายสินค้าโดยรวมบนแพลตฟอร์ม (Gross Merchandise Value) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2566 อยู่ที่ 1.39 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มจากปีก่อนหน้า 7%
แม้แต่ในไทยก็เติบโตไม่ต่างกัน มีมูลค่าโดยรวมอยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มจากปี 2565 ถึง 10% และมีโอกาสขยายตัวอีกปีละ 16% เป็น 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568
อีคอมเมิร์ซแข่งเดือด
ในงานสัมมนา Priceza Thailand E-Commerce Trends 2024 “ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง Priceza แพลตฟอร์มเปรียบเทียบราคา และในฐานะนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA) กล่าวว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แข่งกันสูงมาก โดยในปี 2566 ผู้ให้บริการในกลุ่มมาร์เก็ตเพลซ (Marketplace) เช่น Shopee, Lazada มีส่วนแบ่งตลาด 55% เพิ่มจาก 51% ในปีก่อนหน้า และกลุ่มโซเชียลคอมเมิร์ซ เช่น TikTok, LINE, Facebook มีส่วนแบ่งจาก 22% เพิ่มขึ้นเป็น 28%
เมื่อเจาะไปที่ผู้ให้บริการแต่ละรายจะพบว่า Shopee มีส่วนแบ่ง 29% Lazada 11% Tokopedia ผู้ให้บริการรายใหญ่ในอินโดนีเซีย 9% TikTok Shop 9% เป็น Social Commerce อื่น ๆ นอกจาก TikTok 19% ขณะที่แพลตฟอร์มที่ขายสินค้าเฉพาะประเภท เช่น Pomelo, Konvy และ NocNoc 6% ส่วน e-Tailers หรือร้านค้าออนไลน์ของแบรนด์ (Brand.com) อยู่ที่ 6% และ Quick Commerce หรือแพลตฟอร์มสำหรับซื้อสินค้าของชำ (Grocery) 11%
“TikTok Shop ให้บริการมา 3 ปี โตอย่างต่อเนื่อง โดยปลายปี 2566 ยังอัดฉีดเงินลงทุนเข้ามาใน Tokopedia มหาศาล จากการที่รัฐบาลอินโดนีเซียสั่งห้ามแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ทำให้ TikTok Shop และ Tokopedia มีส่วนแบ่งรวมกัน 18% เป็นอันดับสอง ผลัก Lazada ลงไปเป็นที่สามแทน”
“ธนาวัฒน์” คาดว่าการแข่งขันระหว่างเบอร์หนึ่งอย่าง Shopee กับ TikTok Shop ในปีนี้จะร้อนแรงมากขึ้น แต่ละรายจะใช้เงินอัดโค้ดส่วนลดจำนวนมาก เพื่อชิงฐานลูกค้า รวมถึงการเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่จากจีนอย่าง “Pinduoduo” ที่เติบโตรวดเร็ว ปัจจุบันครองตลาดในจีนเป็นอันดับสี่ ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของ Alibaba และ JD เจ้าตลาดเดิม
ปีที่ผ่านมา Temu แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเครือ Pinduoduo เปิดบริการในฟิลิปปินส์และมาเลเซียแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ไปเจาะตลาดฝั่งยุโรปและสหรัฐ จุดเด่นอยู่ที่การขายสินค้าราคาถูกมาก เพราะซื้อสินค้าราคาเหมาจากโรงงานโดยตรง ส่วนใหญ่เป็นสินค้าไม่มีแบรนด์ทั้งยังใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง เน้นทำตลาดในเมืองไกล ๆ ที่คู่แข่งไม่ค่อยสนใจจนยอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“ปีนี้ Temu หรือ Pinduoduo เข้าไทยแน่ เขาเริ่มคุยกับคนในวงการอีคอมเมิร์ซที่ผมรู้จัก เพื่อเชื่อมต่อ API แล้ว เชื่อว่าถ้าเขาใช้วิธีแบบเดิม จะยอมขาดทุนและแจกโค้ดส่วนลดอีกมาก เพื่อสร้างตลาด คล้ายกับช่วงที่ Shopee เข้ามาบุกแรก ๆ”
ท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ “ธนาวัฒน์” มองว่า แต่ละแพลตฟอร์มจะชูจุดขายที่แตกต่างกัน เช่น Shopee เน้นขายสินค้าหลากหลาย ส่วน Lazada โฟกัสที่ LazMall ดึงแบรนด์ต่าง ๆ มาขายสินค้าบนแพลตฟอร์มมากขึ้น เป็นต้น
ยุคตามล่าหานายหน้า
นอกจากแต่ละแพลตฟอร์มจะแข่งขันด้วยการมอบโค้ดส่วนลดแล้ว ยังเข้าสู่ยุคตามล่าหานายหน้า และให้ความสำคัญกับ “Affiliate” หรือขายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่าย เนื่องจาก “คอนเทนต์” และ “คอมเมิร์ซ” รวมเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว มีผลสำรวจที่ระบุว่า ผู้บริโภคไทยกว่า 81% ตัดสินใจซื้อสินค้าเพราะอินฟลูเอนเซอร์ ในกลุ่มสินค้าประเภทเครื่องสำอาง, สินค้าแฟชั่น และอาหาร
“เมื่อก่อนแพลตฟอร์มโซเชียลกับอีคอมเมิร์ซยังแยกจากกันชัดเจน TikTok เคยยอมให้ผู้ขายติดลิงก์ Shopee และ Lazada แต่ตอนนี้มีฟีเจอร์ติดตะกร้าเองแล้ว หลาย ๆ แพลตฟอร์มไม่ยอมให้ทราฟฟิกหลุดไป จึงมีบริการครอบคลุมตั้งแต่คอนเทนต์ เพย์เมนต์ และโลจิสติกส์ เช่น Shopee มี Shopee LIVE, Shopee Pay และ Shopee Express มาซัพพอร์ตบริการอีคอมเมิร์ซ”
“ธนาวัฒน์” คาดการณ์ด้วยว่า ปีนี้ YouTube จะเพิ่มน้ำหนักเรื่องอีคอมเมิร์ซมากขึ้น โดยมีการเพิ่มเมนูสำหรับสั่งซื้อสินค้าหรืออัลบั้มของศิลปินเจ้าของวิดีโอ สมมุติว่าผู้ใช้กำลังรับชมมิวสิกวิดีโอวง BLACKPINK แถบเมนูด้านล่างก็จะปรากฏรายละเอียดสินค้าและราคาให้เลือกซื้อต่อ
“พอคอนเทนต์กับคอมเมิร์ซรวมเป็นเรื่องเดียวกัน อินฟลูเอนเซอร์จะเป็นที่ต้องการตัวมาก ปีนี้น่าจะเป็นปีที่แจ้งเกิดนักไลฟ์ขายของหน้าใหม่ อย่างคนที่มีชื่อเสียงในไทย คือพิมรี่พาย และตี๋โอรีวิวที่ทำยอดขายผ่านไลฟ์ได้ 22 ล้านบาท ในแคมเปญ 9.9 ปีที่ผ่านมา”
เส้นทางสายไหมยุคใหม่
“ธนาวัฒน์” กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐกับจีน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกสินค้าของจีน เมื่อก่อนสหรัฐนำเข้าสินค้าจากจีน 20% ลดเหลือ 16% จีนจึงต้องหาทางระบายสินค้าในประเทศ ทำให้เกิดเส้นทางสายไหมเส้นใหม่ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
“ไทยกับจีนได้ลงนามความร่วมมือด้านอีคอมเมิร์ซปลายปี 2565 เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้าไทยและสินค้าการเกษตรผ่านอีคอมเมิร์ซ มีการผ่อนปรนมาตรการภาษีต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้จีนส่งออกสินค้าง่ายขึ้น ทำให้สินค้าจีนทะลักไปในประเทศต่าง ๆ ไม่ใช่แค่ไทย แต่ยังมีเวียดนามและอินโดนีเซียด้วย”
สำหรับวิธีการนำเข้าตามปกติต้องขอใบอนุญาตนำเข้า ใบรับรองความปลอดภัย ผ่านด่านการตรวจสอบภาษี แต่เมื่อมีมาตรการผ่อนปรน สินค้าจีนจึงเข้าไทยง่ายขึ้นผ่าน 2 วิธี ได้แก่ 1.CBEC Direct Mailing สินค้าออกจากประเทศต้นทางเป็นพัสดุชิ้นเล็ก ๆ และส่งมาไทยโดยตรงผ่านการสั่งซื้อบนอีคอมเมิร์ซ และ 2.CBEC Bonded Warehouse สินค้าออกจากประเทศต้นทางมาเป็นจำนวนมากแล้วเก็บไว้ในโกดังที่เป็นเขตปลอดภาษี (Free-trade Zone) จากนั้นจึงนำไปขายทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
“สิ่งที่เกิดขึ้นกระทบผู้ประกอบการไทยแน่นอน ซึ่งในเบื้องต้นผู้ขายอาจปรับตัวด้วยการไม่แข่งเรื่องราคากับสินค้าจีนโดยตรง และหาตลาดที่สินค้าจีนยังเจาะไปไม่ได้”
ผสานออนไลน์-ออฟไลน์
“ธนาวัฒน์” กล่าวว่า ปีนี้จะเข้าสู่ยุคของ New Retail ช่องทางออนไลน์กับออฟไลน์จะหลอมรวมกันมากขึ้น โดยผลสำรวจปี 2566 จากบริษัทวิจัยตลาด Nielsen ระบุว่า 59% ของผู้บริโภคไทยจะหาข้อมูลสินค้าบนอินเทอร์เน็ตก่อนตัดสินใจซื้อที่ร้าน และ 53% ไปดูสินค้าจริงในร้านแล้วค่อยซื้อผ่านออนไลน์ เพราะมีโค้ดส่วนลดจูงใจ
“พฤติกรรมผู้บริโภคกระโดดไปมาระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ โฟกัสที่ช่องทางเดียวไม่ได้แล้ว ยอดขายจาก Omnichannel มีโอกาสขยายตัวถึง 40% หลาย ๆ แบรนด์ที่โตจากออนไลน์หันมาเปิดสโตร์แบบออฟไลน์ เช่น Konvy แพลตฟอร์มที่จำหน่ายเครื่องสำอางแบรนด์ต่าง ๆ และ 425 Degree จำหน่ายอุปกรณ์เสริม หลังเปิดร้านออฟไลน์ยอดขายก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ”
ต้นทุนโฆษณาออนไลน์พุ่ง
“ธนาวัฒน์” กล่าวต่อว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีเจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ออกมาตรการควบคุมการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ปี 2564 Apple เปิดตัวฟีเจอร์ App Tracking Transparency ที่ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะให้แอปต่าง ๆ ติดตามข้อมูลการใช้งานหรือไม่ ซึ่งปีนี้ Google Chrome จะออกมาตรการคล้าย ๆ กัน ทำให้การทำโฆษณาออนไลน์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ยากขึ้น เก็บข้อมูลจากผู้ใช้ได้น้อยลง ส่งผลต่อค่าโฆษณาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่อาจเพิ่มขึ้นด้วย
“พอแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เก็บข้อมูลผู้ใช้งานได้ยากขึ้น งบฯทำโฆษณาจะย้ายมาที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หรือแพลตฟอร์มออนดีมานด์แทนเนื่องจากมีดาต้าของผู้ใช้ในมืออยู่แล้วเป็นช่องทางที่ดูมีประสิทธิภาพกับการลงโฆษณาสะท้อนให้เห็นว่า ดาต้าเป็นเครื่องมือที่สำคัญกับการทำธุรกิจในยุคนี้มาก ใครถือดาต้าในมือมากกว่าจะได้เปรียบไปเลย”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดฉากทัศน์อีคอมเมิร์ซปี’67 แพลตฟอร์มแข่งเดือด-สินค้าจีนทะลัก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net