โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก "พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์" งดงามสุดอลังการ ที่มาชื่อ "สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 30 ต.ค. 2566 เวลา 02.50 น. • เผยแพร่ 30 ต.ค. 2566 เวลา 02.50 น.
สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ พระราชบิดา เจ้าฟ้านเรนทร ละคร พรหมลิขิต

เปิดความงาม “พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์” กรุงศรีอยุธยา สุดอลังการ ที่มาชื่อ “สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ”

กำพล จำปาพันธ์ นักวิชาการ เล่าถึงเรื่องนี้ไว้ในบทความ “’เฟคนิวส์’ ในพระราชพงศาวดาร พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ไม่ได้สร้างสมัยสมเด็จพระเพทราชา” ว่า พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ เป็นอาคารทรงตึกแบบยุโรป ตั้งอยู่ภายในเขตพระราชวังหลวงของอยุธยา

ตามประวัติที่ระบุไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และฉบับพระพนรัตน์ (แก้ว) หรือฉบับหมอบรัดเล (เพราะหมอบรัดเลเป็นผู้นำต้นฉบับตัวเขียนมาตีพิมพ์เป็นครั้งแรก) ต่างกล่าวว่า พระที่นั่งนี้สร้างในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา จนกลายเป็น “ความเชื่อทางประวัติศาสตร์” หนึ่งอ้างอิงสืบทอดกันต่อมา

ในขณะที่เอกสารหลักฐานอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือจากการชำระพระราชพงศาวดารในต้นรัตนโกสินทร์ ต่างระบุว่า พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ซึ่งต่อมาจะเป็นที่มาพระนาม สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ เป็นของมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว คือตั้งแต่ในรัชกาล สมเด็จพระนารายณ์ และสมเด็จพระนารายณ์เป็นกษัตริย์ผู้สร้างพระที่นั่งนี้อีกด้วย

ดังเห็นได้จากบันทึกชาวต่างชาติ เช่น บาทหลวงฝรั่งเศสนิโกลาส์ แชรแวส (Nicolas Gervaise) ที่กล่าวถึงการจัดงานเลี้ยงต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ในคราวที่คณะทูตชุดเชอร์วาริเอร์ เดอ โชมองต์ (Chevalier de Chaumont) เดินทางมาถึงเมื่อ พ.ศ. 2228 ณ สถานที่แห่งหนึ่งในพระบรมมหาราชวังกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีความงดงาม เอาไว้ว่า

“พระที่นั่งองค์ที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินอยู่ที่ลานชั้นในสุด เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ ทองคำที่ประดิดประดับไว้ให้รุ่งระยับอยู่ในที่ตั้งพันแห่งนั้น เป็นที่สังเกตได้โดยง่ายจากพระที่นั่งองค์อื่นๆ สร้างเป็นรูปกากบาท หลังคาพระที่นั่งประดับฉัตรหลายชั้นอันเป็นเครื่องหมายหรือตราแผ่นดิน กระเบื้องที่ใช้มุงนั้นทำด้วยดีบุก งานสถาปัตยกรรมที่ปรากฏอยู่ทุกด้านทุกมุมนั้นงดงามมาก” [1]

สถานที่ซึ่งแชรแวสได้กล่าวบรรยายถึงข้างต้นนี้ ไม่มีลักษณะตรงกับตึกเลี้ยงแขกบ้านแขกเมืองที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ลพบุรี และก็ไม่ตรงกับพระที่นั่งสุริยาศอมรินทร์ที่อยุธยา นอกจากอาคารสถาปัตย์รูปกากบาทที่ตรงกับพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์แล้ว ในที่เดียวกันแชรแวสยังได้กล่าวถึงสถานที่ที่ตั้งอยู่ติดกัน ซึ่งตรงกับ พระที่นั่งโคหาสวรรค์ ที่ประทับของกรมหลวงโยธาเทพ ในพระราชวังหลวงอยุธยาอีกด้วย ดังจะเห็นได้จาก

“พระที่นั่งที่ประทับของสมเด็จพระราชินี พระราชธิดา และพระสนม ซึ่งตั้งอยู่ใกล้พระที่นั่งที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินนั้นดูจากด้านนอกแล้ว ก็เห็นว่างดงามดี หันหน้าเข้าสู่อุทยานทำนองเดียวกัน ทางเดินนั้นมีลำคูตัดผ่านเป็นตาหมากรุก เสียงน้ำไหลรินเชื้อเชิญบุคคลที่นอนอยู่บนสนามหญ้าเขียวขจีที่ขอบคันคูนั้นให้เคลิ้มหลับเป็นที่ยิ่งนัก” [2]

ขณะที่ “คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม: เอกสารจากหอหลวง” ได้ให้รายละเอียดความงาม พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับพระที่นั่งไกรสรสีหรราช หรือตำหนักทะเลชุบศรที่ลพบุรีอยู่หลายประการ ไว้ว่า (จัดย่อหน้าใหม่โดย กอง บก.)

“อนึ่งพระที่นั่งบัญญงครัตนาศนมหาปราสาทนั้น เปนยอดมณฑปยอดเดียว มีมุขโถง ยาวออกมาจากมุขใหญ่ทั้งสี่ด้าน มุขโถงทั้งสี่ทิศนั้น มีพระแท่นแว่นฟ้าบุษบกตั้งในมุขโถงทั้งสี่มีเกย น่ามุขโถงมีบันไดนาคราชข้างเกยทั้งสี่เกย มีกำแพงแก้วล้อมรอบชาลาพระมหาปราสาท แล้วมีสระล้อมรอบกำแพงแก้วทั้งชาลาพระมหาปราสาททั้งสี่ด้าน สระกว้างด้านละ 6 วา

ในสระระหว่างมุขโถงมุมพระมหาปราสาท ด้านเหนือนั้นมีพระตำหนักปลูกปักเสาลงในสระ ด้านเหนือหลังหนึ่งห้าห้อง ฝากระดานเขียนลายรดน้ำทองคำเปลวพื้นทารักมีฉ้อฟ้าหางหงษมุขซ้อนสองชั้น มีพระบัญชรลูกกรงเหลก ระเบียงชานเฉลียงรอบนั้นมีลูกมะหวดกลึงล้อมรอบ มีตะพานลูกกรงค่ามมาจากพระมหาปราสาทถึงพระตำหนักๆ นี้เปนที่มีเทศนาพระมหาชาติคำหลวงทุกปีมิได้ขาด

ในสระระหว่างมุขโถงด้านใต้นั้น ปลูกพระที่นั่งปรายข้าวตอกหลังหนึ่ง เสาลงในสระหลังคามีฉ้อฟ้าหางหงษมุขซ้อนสองชั้น ฝาไม่มีมีแต่ลูกกรงมะหวดรอบพระเฉลียง เสารายทารักเขียนทองคำเปลวลายทรงข้าวบิณฑ์มีภาพพรหมศรต้นเสาปลายเสา มีตะพานลูกกรงข้ามมาจากพระมหาปราสาทถึงพระที่นั่งปรายข้าวตอก

พระที่นั่งปรายข้าวตอกนี้สำหรับเสด็จทรงประทับโปรยข้าวตอก พระราชทานปลาหน้าคนแลปลากะโห้ปลาตะเพียนทองแลปลาต่างๆ ในท้องสระ ในระหว่างมุมมุขโถงด้านตระวันออกนั้น ปลูกเป็นพระที่นั่งทอดพระเนตรดาวเสาลงในท้องสระ ไม่มีหลังคา มีแต่พื้นแลลูกกรมมะหวดรอบ มีตะพานข้ามสระออกมาจากมุมมาพระมหาปราสาท ถึงพระที่นั่งทรงดาวๆ นี้สำหรับทอดพระเนตรดาว แลทอดพระเนตรสุริยุปราคาแลจันทรุปราคา ชีพ่อพราหมณ์ทำพิธีถวายน้ำกรดน้ำสังข์ในวันสุริย วันจันทร เมื่อโมกขบริสุทธบนพระที่นั่งทรงดาวทุกคราวไป

ในท้องสระระหว่างมุมมุขโถงด้านตระวันตกนั้น ปลูกเปนตะพานพระฉนวน มีหลังคาร่มตะพานข้ามออกมาจากพระมหาปราสาท เสาตะพานพระฉนวนนั้น ระยะห่างๆ แต่พอเรือน้อยพายลอดได้ใต้ตะพานๆ ข้ามมาขอบสระถึงพระที่นั่งทรงปืน เปนตึกใหญ่ฉ้อฟ้าหางหงษมุขศร (ซ้อน) เปนท้องพระโรงสำหรับเสดจออกว่าราชการแผ่นดิน พระราชวงษาแลข้าทูลละอองธุลีพระบาทเข้าเฝ้า” [3]

หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2231 (ค.ศ. 1688) สมเด็จพระเพทราชาเมื่อให้ย้ายศูนย์กลางจากลพบุรีกลับมาอยุธยา ทรงโปรดประทับ ณ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ จะเนื่องด้วยเพราะเป็นพระที่นั่งที่สร้างอย่างวิจิตรงดงาม หรือเพราะ กรมหลวงโยธาเทพ พระราชธิดาในสมเด็จพระนารายณ์ ที่กลายมาเป็นพระมเหสีฝ่ายซ้ายในสมเด็จพระเพทราชา ทรงประทับอยู่พระตำหนักโคหาสวรรค์ใกล้พระที่นั่งนี้ และมีความคุ้นเคยมาแต่เดิมก็ตามที อย่างไรก็ตาม พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์นับเป็นพระที่นั่งสำคัญตลอดสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง

ดังจะเห็นได้จากหลายกรณี อาทิ เป็นที่โปรดประทับของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ซึ่งคำว่า “ท้ายสระ” ในพระนามนี้ ก็คาดว่าหมายถึงสระพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์, เป็นที่ประทับและที่สวรรคตใน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ต่อมาไม่นานหลังจากนั้นเมื่อกรมพระเทพามาตุ สิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ได้ให้เชิญพระศพขึ้นประทับไว้คู่กันทั้งสองพระองค์ เมื่อสร้างพระเมรุมาศเสร็จก็อัญเชิญลงไปทำพิธีถวายพระเพลิงที่ท้องสนามหลวง จนถึงพระที่นั่งทรงปืนอันถือเป็นส่วนหนึ่งของเขตพระราชฐานฝ่ายใน ซึ่งมีพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์เป็นศูนย์กลาง ก็ใช้เป็นที่ว่าราชกิจหลายรัชกาลในสมัยอยุธยาตอนปลาย

เมื่อ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงได้ชัยชนะในศึกปราบก๊กสุกี้พระนายกอง ก็มีเรื่องว่าทรงเสด็จมาบรรทม ณ พระที่นั่งทรงปืน แล้วมีพระสุบินนิมิตว่า อดีตกษัตริย์อยุธยามาไล่ไม่ให้อยู่ เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม:

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ:

[1] นิโกลาส์ แชรแวส. ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม (ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช). แปลโดย สันต์ ท.โกมลบุตร, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์ศรีปัญญา, 2550), หน้า 55.

[2] เรื่องเดียวกัน.

[3] คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม:เอกสารจากหอหลวง. (นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2555), หน้า 30-31.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...