เอลนีโญแล้งลาม “อ้อย” ผลผลิตปี 2566 ฮวบเหลือแค่ 80 ล้านตัน
ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ที่กำลังเกิดขึ้นปลายปี 2566 นี้ นับว่าเป็นครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 8 ปี และมีโอกาสจะยาวนานไปอีก 2-3 ปี ส่งผลกระทบต่อผลผลิตอ้อยซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ของไทยถึงขั้นวิกฤต
โดยมีการคาดการณ์ว่าในฤดูการผลิตปี 2566/2567 ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงจะทำให้ผลผลิตอ้อยเหลือเพียง 80 ล้านตัน หรือหายไปประมาณ 7-10% ในปีที่เกิดเอลนีโญรุนแรง 3 ฝ่าย ทั้งเกษตรกรชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) จึงต้องเตรียมแผนร่วมกันรับมือกับ ผลพวงที่จะได้รับจากวิกฤตนี้
ชาวไร่อ้อยหันปลูกมันสำปะหลัง
นายนราธิป อนันตสุข หัวหน้าสำนักงานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และหัวหน้าสำนักงานสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 กล่าวว่า การทำเกษตรทุกวันนี้ต่างจากอดีตมาก เดิมปัญหาสภาพภูมิอากาศแม้จะเปลี่ยนแปลงบ่อย ผันผวนบ้างในแต่ละปี แต่ก็ไม่เคยทำให้ผลผลิตอ้อยต้องลดลงมากขนาดนี้ บวกกับปัจจัยอีกหลายอย่าง
ทั้งต้นทุนการบริหารจัดการดูแลขณะปลูก ต้นทุนค่าปุ๋ย ต้นทุนค่าแรง ซึ่งถือเป็นต้นทุนผันแปรที่สูงกว่าพืชชนิดอื่น แต่ในบางปีฝนดี ผลผลิตดี ทำให้การปลูกอ้อยและอุตสาหกรรมอ้อยยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้สูง
ต่างจากปัจจุบัน เมื่อเรื่องของสภาพอากาศกลับเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การเพาะปลูกอ้อยได้รับผลกระทบ ปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วงเกิดขึ้นมาหลายปี แต่ด้วยระบบการบริหารจัดการ เช่น ชลประทาน ยังพอให้ทำผลผลิตในฤดูกาลนั้น ๆ เป็นไปตามเป้า
สำหรับ “เอลนีโญ” ครั้งนี้ไม่เพียงจะเป็นปัจจัยที่จะทำให้ผลผลิตอ้อยต้องลดลง แต่ด้วยปัจจัยอื่น ๆ ทำให้เกษตรกรที่เคยปลูกอ้อยหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจตัวอื่นแทน เช่น มันสำปะหลัง ด้วยเป็นพืชทนแล้ง เก็บเกี่ยวง่าย
และยังมีราคาที่ดีกว่า ฤดูการผลิตปี 2566/2567 ชาวไร่มีความกังวลมากเพราะฝนเริ่มทิ้งช่วง อาจทำให้อ้อยมีผลผลิตแค่ 70-80 ล้านตันเท่านั้น จาก 93.88 ล้านตันในฤดูปี 2565/2566 อาจจะรุนแรงกว่าฤดูปี 2562/2563 ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกก็ลดลง 5%
สอน.เร่งให้ความรู้สู้ภัยแล้ง
ในขณะที่ภาครัฐก็ไม่นิ่งนอนใจที่จะเตรียมช่วยเหลือ หามาตรการช่วยชาวไร่ในแต่ละพื้นที่เช่นกัน โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกอ้อยและที่ตั้งของโรงงานน้ำตาลจำนวนมาก และด้วยภาคอีสานตามลักษณะของภูมิอากาศตามปกติแล้ว มักต้องประสบกับภัยแล้งแทบทุกปี พื้นที่ดังกล่าวจึงถือว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงมาตลอด
นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (คอน.) ได้สั่งการให้หน่วยงานแต่ละพื้นที่เข้าไปให้ความรู้กับชาวไร่อ้อย และแผนการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงเพาะปลูกให้ได้มากที่สุด เพราะเอลนีโญไม่ได้กระทบแค่ผลผลิตต่อไร่ แต่ยังกระทบพื้นที่เพาะปลูกให้ลดลง ส่งผลต่อผลผลิตอ้อยน้ำตาลในภาพรวมตามมา
และก่อนหน้านี้ได้มีการทำโครงการศึกษาผลกระทบจากเอลนีโญร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน เขตการใช้ที่ดินพืชเศรษฐกิจอ้อยโรงงาน และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากผลการศึกษาจึงแนะให้เกษตรกรรายเล็กจัดการต้นทุนให้มีการประหยัดต่อขนาดด้วยการรวมกลุ่ม
หรือพิจารณาเปลี่ยนไปปลูกพืชทางเลือก รัฐควรสนับสนุนให้เกษตรกรมีการประกันภัยพืชผลเพื่อลดความเสียหาย จากความแปรปรวนสภาพอากาศจากฝนทิ้งช่วงมากขึ้น โรงงานน้ำตาลควรสนับสนุนระบบการชลประทานให้แก่เกษตรกร เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดวัตถุดิบอ้อยในอนาคต
ส.อ.ท. เสนอตั้ง กรอ.น้ำ
ในมุมของภาคอุตสาหกรรมที่อยู่กลางน้ำ หลายอุตสาหกรรมต้องพึ่งพิงและอาศัยอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเช่นกัน
ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มีแนวคิดเช่นเดียวกันว่ารัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการร่วมรัฐและเอกชนด้านน้ำ หรือ “กรอ.น้ำ” เพื่อสร้างความร่วมมือดำเนินงานระหว่างรัฐกับภาคเอกชน ในการแก้ปัญหาและรับมือกับเอลนีโญ
เนื่องจากผลกระทบที่จะเกิดกับภาคการเกษตร หากย้อนกลับไปดูที่ต้นทางแล้วจะพบว่าภาคการเกษตรนี่เองคือแหล่งวัตถุดิบสำคัญของภาคอุตสาหกรรม มันคือการส่งต่อระหว่างต้นน้ำกับกลางน้ำ เพื่อไปสู่ปลายน้ำ คือห่วงโซ่ของซัพพลายเชนทั้งระบบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
ซึ่งเรื่องการขาดแคลนน้ำยังจะกระทบไปยังความต้องการการใช้น้ำ เพื่อผลิตสินค้าภายในโรงงานอุตสาหกรรมด้วยเช่นกัน ดังนั้น จะมองว่าเอลนีโญไม่เกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ ดังนั้นเสนอให้รัฐบาลตั้ง “กรอ.น้ำ” ขึ้นมา
โดยจะใช้กลไกของ “สถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน” เข้ามาเป็นส่วนร่วมในการดำเนินงาน เนื่องจากสถาบันดังกล่าวตั้งขึ้นเพื่อเรื่องน้ำอยู่แล้ว ทั้งการส่งเสริม สนับสนุนการผลิต การบริโภคสินค้า และบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การรับรองด้านการบริหารจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม
รวมทั้งยังเป็นแหล่งข้อมูลด้านการบริหารจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม นำ BCG Model มาส่งเสริมและช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมในการดำเนินธุรกิจภายใต้เป้าหมาย SDGs ด้านน้ำและสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อการบริหารจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อม
โรงงานหาแนวทางช่วยชาวไร่
สอดคล้องกับ นายชลัช ชินธรรมมิตร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL ที่ได้ประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่าหลายปีที่ผ่านมาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปมาก ปริมาณฝนตกน้อยลง และเกิดทั้งภาวะเอลนีโญและลานีญา ทำให้ผลผลิตอ้อยลดลง ซึ่งในการหีบอ้อยฤดูการผลิตปี 2565/2566 อยู่ 94 ล้านตัน แม้จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.97% แต่ยังถือว่าเป็นผลผลิตน้อย
และคาดการณ์ว่า ในการหีบอ้อยฤดูการผลิตปี 2566/2567 จะเหลือเพียง 80 ล้านตันเท่านั้น ลดลงถึง 10% แน่นอนว่าโรงงานต้องเข้าไปช่วยชาวไร่ เพื่อหาแนวทางให้มีผลผลิตเพียงพอที่จะป้อนให้กับโรงงาน