โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Trolley problem #5: ช่วย 5 คน หรือ 1 คน – ง่ายมาก แค่โยนหัวก้อยก็จบ

The101.world

อัพเดต 08 มิ.ย. 2566 เวลา 21.29 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2566 เวลา 14.29 น. • The 101 World

เราใช้เวลาสามตอนที่ผ่านมาในการพิจารณาข้อเสนอการแก้ปัญหารถราง ด้วยการแบ่งแยกระหว่าง ‘การฆ่า’ กับ ‘การปล่อยให้ตาย’ รวมถึงปัญหาใหญ่ของข้อเสนอดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะเริ่มพิจารณาข้อเสนอต่อไป ผมอยากชวนเราแวะพักสถานีกลางทางซักครู่

ณ สถานีข้างทางนี้ มีตาลุงคนหนึ่ง ชื่อ John Taurek

เขาจะพยายามชวนเราคุยว่า ข้อเสนอทั้งหมดทั้งปวงที่เราคิดกันมา (และอาจรวมถึงที่กำลังจะกล่าวต่อไป) ถูกสร้างขึ้นจากสามัญสำนึกบางอย่างที่ถ้าเอามาสำรวจคิดจริงจัง อาจพบว่าไร้สาระแบบน่าหัวเราะเยาะ (เดี๋ยวเราจะโดนลุงหัวเราะใส่หน้าหนึ่งครั้งในเร็วนี้)

และถ้าคิดได้เมื่อไหร่ จะเห็นว่าเราอาจแก้ปัญหารถรางได้ง่ายกว่าที่คิด

โยนเหรียญหัว-ก้อยก็พอ

1

ปัญหารถรางมาตรฐานกับสามัญสำนึกในการช่วยคน 5 คน

ลุง Taurek เห็นเรากำลังนั่งถกเถียงปัญหารถรางอย่างเคร่งเครียดเพื่อหาหลักที่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมบางครั้งเราจึงช่วยคนจำนวนมากกว่า แต่บางครั้งไม่ควร ลุงจึงเข้ามาทักทาย ก่อนเปิดประเด็น

ลุง: “สมมติว่าคนหนึ่งคนที่โดนมัดอยู่ที่รางฝั่งซ้ายชื่อคุณ ก. หันไปเห็นรถรางกำลังวิ่งไปทับคน 5 คนฝั่งขวา สวิตช์สับรางอยู่ข้างเขา พวกเราว่าคุณ ก. จะสับรางให้รถมาชนตัวเองแทนมั้ย?”

พวกเราตอบพร้อมกันว่า “ม่าย”

ลุง: “ใช่ เพราะจากมุมของนาย ก. สิ่งที่เขาคำนึงถึงที่สุดคือชีวิตของตัวเอง”

พวกเราขานรับ: “ช่าย”

ลุง: “ต่อให้คุณ ก. จะรู้ว่าหากรถรางวิ่งทับเขา เขาจะเสียแค่ขาสองข้าง แต่ไม่ถึงตาย และอีก 5 คนจะตายก็เถอะ เขาไม่สับสวิตช์หรอก แล้วทางเลือกของเขาก็เข้าใจได้ ไม่มีใครว่าเขาผิดหรอก เป็นลุงหรือพวกคุณก็คงทำแบบนี้ไหม ถ้าเสียแค่เล็บนิ้วก้อยซ้ายแล้วไม่ยอมช่วยชีวิต 5 คนสิ ถึงจะน่าด่า”

พวกเรา: “ก็จริง”

ลุง: “แล้วทีนี้ การตีความหลักการเรื่องความเท่าเทียมที่เป็นคุณค่าพื้นฐานที่ลึกที่สุดของสังคมมีอยู่ทางเดียว คือการตีความว่าเราให้ความสำคัญกับทุกคนเท่ากัน (‘equal concern’) สมมติคุณเป็นบุคคลที่สาม ผ่านมาเห็น (ตบเข้าปัญหารถรางมาตรฐาน รูปแบบที่ 3) ฝั่งหนึ่งมีคุณ ก. ที่ต้องการรักษาชีวิตตัวเอง อีกฝั่งมีคุณ ข, ค, ง, จ ที่ต้องการเหมือนกันเลย

แล้วทีนี้คุณให้ความสำคัญกับทุกคนเท่ากัน ซึ่งแต่ละคนก็ไม่ได้เป็นญาติ เพื่อน หรือมีพันธะใดๆ ต่อกัน ทั้งสองทางเลือกดูยังไงก็เหมือนกัน ถูกไหม แต่ละคนคงมองทางเลือกแล้วเรียกร้องสิ่งเดียวกันเลย คืออย่าเอารถรางมาชนเรานะ”

ลุงพักสูดลมหายใจเข้าครั้งใหญ่ ก่อนโยนข้อสรุปคลาสสิกของลุง

“ถ้ามันเหมือนกันทั้งสองทาง ก็โยนหัวก้อยสิ”

พวกเรา: “เดี๋ยวลุง จะบ้าหรอ สองทางเลือกมันจะเหมือนกันได้ไง อีกฝั่งมันห้าคนนะ!”

2

มึนหัว 5 ครั้ง ไม่ใช่ไมเกรน

ลุงฟังเราแล้วหัวเราะดังลั่น ก่อนบอกว่าพวกนายติดตลกละ

ลุง: “ถ้าคนห้าคนปวดหัวเบาๆ มาหาหมอพร้อมกัน หมอจะเอาความปวดเบาๆ มารวมกัน แล้วสรุปว่าคนไข้ก้อนนี้เป็นไมเกรนไหมนะ?”

พวกเรา: “จะบ้าหรอ”

ลุง: “แล้วเหมือนกันเลย คนห้าคนโดนรถรางชนตาย นี่มีใครซักคนในนั้นหรือเราพูดได้มั้ยว่า มีใครคนหนึ่งซักคนเจ็บเป็น 5 เท่าก่อนตาย หรือตาย 5 ครั้ง?”

พวกเรา: “ก็ไม่ แต่เริ่มรู้ละว่าลุงจะไปทางไหน”

ลุง: “แต่ละคนก็เสียเท่าเดิมถูกป่ะ ไม่มีใครคิดจะเอาความเสียหายมาบวกกันเป็นก้อน ถ้าคิดจากเคสไมเกรน ลุงนึกไม่ออกเลย ว่าเราจะเมกเซนส์ความคิดที่ว่าข้อเรียกร้องของฝั่งคนจำนวนมากกว่ามีน้ำหนักมากกว่าได้ยังไง นึกยังไงก็นึกไม่ออก

ในเมื่อแต่ละคนก็เสียเท่ากัน ถ้าโดนรถรางทับ ก็ตายคนละครั้ง เจ็บเท่ากันหมด ถ้าบวกไม่ได้ สองทางเลือกก็เหมือนกันคือมีปัจเจกกำลังจะเสียชีวิต”

พวกเรา: “แล้วถ้า 50 คนอ่ะ”

ลุงอมยิ้ม ก่อนโยนคำถามกลับ: “แล้วมันต่างกันตรงไหน?”

3

สังคมการเมืองล่มสลายเพราะลุง Taurek?

พวกเรา: “ลุงๆ ถ้าเอาตามลุงนี่เจ๊งทั้งประเทศเลยนะ ต่อไปรัฐบาลไม่ต้องคำนวณต้นทุน ผลลัพธ์ทางนโยบาย ผลประโยชน์ส่วนรวมอะไรแล้ว มีทางเลือกต้องตัดสินใจทางนโยบายเมื่อไหร่ ก็โยนหัวก้อยอย่างเดียว ไม่ถึงปี เจ๊งทั้งประเทศแน่นอน”

ลุง: “ยังไง?”

พวกเรา: “สมมติพรุ่งนี้มีสึนามิเข้าภูเก็ต แล้วรัฐบาลมีเรืออพยพแค่ลำเดียว คนพันคนไปรวมตัวกันทางเหนือ สิบคนหลุดไปทางใต้ รัฐบาลยังไงก็ต้องส่งเรือไปช่วยทางเหนือที่มีคนมากกว่ามะ ให้ทอยเหรียญนี่ไม่ใช่ละ”

ลุง: “กรณีนี้ไม่เหมือนกัน”

พวกเรา: “ยังไง?”

ลุง: “กลับไปที่ข้อเสนอของลุงก่อน ลุงบอกว่าสองทางเลือกเท่ากันใช่ป่ะ ถ้าสองทางเลือกเท่ากัน แปลว่าถ้ามีปัจจัยอื่นเข้ามาช่วยเลือกทางใดทางหนึ่งแม้แต่นิดเดียว เราก็พร้อมไปทางนั้น เช่น บังเอิญ A หรือ B เป็นเพื่อนหรือเป็นคนที่ลุงชอบ”

พวกเรา: “แล้วไงต่อ?”

ลุง: “ทีนี้ในกรณีเรือของรัฐบาล ลุงยืนยันว่าสองทางเลือกเท่ากัน แต่ดันมีปัจจัยสำคัญนึงแทรกเข้ามาช่วยตัดสินใจ ปัจจัยที่ว่าคือเรือกู้ภัยมันเป็นสมบัติสาธารณะ มาจากภาษีทุกคน ดังนั้นจึงมีกฎเกณฑ์สาธารณะบางอย่างที่วางไว้ล่วงหน้ากำกับการใช้อยู่

กฎที่ว่าก็เป็นได้หลายอย่าง อย่างหนึ่งที่เป็นไปได้คือ ทรัพยากรนี้ต้องถูกใช้ให้คุ้มค่าที่สุด เพราะมาจากภาษีประชาชน กฎนี้บอกให้รัฐบาลคำนวณต้นทุน ดูผลลัพธ์การใช้งาน เพราะฉะนั้นเรือจึงควรวิ่งไปช่วยคนมากกว่า เพราะเป็นการสะท้อนประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร นี่คือตัวอย่างกฎสาธารณะนะ กฎที่ว่าจะเป็นยังไงโดยละเอียดเป็นอีกเรื่อง ลุงยังคิดไม่ออก

แต่ประเด็นคือเราอธิบายเรื่องนี้ได้ แล้วคำอธิบายนี้ก็ไม่ได้ขัดกับสิ่งที่ลุงพูดไปตั้งแต่ต้นนะว่า สองทางเลือกมันเท่ากัน ถ้าไม่มีปัจจัยอื่นมาช่วยเลือก (all else are equal) ก็ให้โยนหัวก้อย แค่บังเอิญที่ว่าเรื่องของสาธารณะมีกฎอื่นมาช่วยตัดสิน”

พวกเรา: “น่าสนใจ แต่ยังไงก็ขัดความรู้สึกว่าจำนวนไม่มีความหมายเลย”

ลุงฟังเราบ่นแล้วเริ่มหงุดหงิด เลยปิดบทสนทนาด้วยคำถามง่ายๆ สุดท้าย เพื่อชักจูงเรา:

“เอางี้ ลองคิดตามนะ พวกคนทางเหนือพันกว่าคนอ่ะ ตอนเขาคิดว่าอยากให้รัฐบาลไปช่วยพวกเขา สิ่งที่เขาคิดในใจคืออะไร? เอาแบบสามัญสำนึกเลยนะ สมมติว่าเป็นพวกคุณเองก็ได้ เหตุผลในใจคือ เพราะมีคนจำนวนมากกว่าป่ะ?”

พวกเรา: “หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ไม่มีใครมาคิดอะไรแบบนี้หรอก ทุกคนก็แค่คิดว่าตัวเองอยากรอด”

ลุง: “คนที่อยู่ในจำนวนมากกว่า เขายังไม่นับบวกเลขฝั่งตัวเองเลย แล้วคุณไปนับบวกอะไรแทนพวกเขา? ”

4

ว่าด้วยกฎเกณฑ์สาธารณะ

ผมคือคนหนึ่งที่พยายามเข้าใจลุง นั่งคุย (อ่าน) กับแกมาไม่ต่ำกว่า 5 รอบ ยิ่งคุยยิ่งเริ่มคล้อยตามแกเรื่อยๆ ว่า ที่จริงแล้วอาจไม่มีเหตุผลให้เราต้องเลือกเลือกหันรถรางไปชนคน 1 คนแทน 5 คน ถึงแม้ข้อสรุปนี้จะขัดใจ แต่ก็ยังหาเหตุผลปฏิเสธแกแบบเด็ดขาดไม่ได้

จำได้ว่าตอนสอบปริญญาโท ผมต้องเขียนตอบลุงด้วย ตอนนั้นผมเอาตัวรอดมาได้ด้วยการตอบลุงว่า โอเค สมมติว่าผมเชื่อตามลุงสองข้อก็ได้ว่า สองทางเลือกเท่ากัน ดังนั้น

ก. ถ้าไม่ทีปัจจัยแทรกซ้อนอื่น ให้โยนหัว-ก้อย

ข. ถ้ามีปัจจัยอื่นเข้ามาช่วยเลือก ให้เลือกตามปัจจัยชี้นำนั้น

ทีนี้ สิ่งสำคัญมี่เราต้องคำนึงก็คือ ปัญหารถรางส่วนใหญ่ในโลกเกิดขึ้นกับกรณีการตัดสินใจเรื่องนโยบายสาธารณะ เช่น การกู้ภัยหรือทางเลือกนโยบายสาธารณะ รัฐคือผู้ที่รับผิดชอบเป็นหลักทั้งนั้น ซึ่งลุงพูดเองว่าในเรื่องแบบนี้มันมักจะมีกฎเกณฑ์ที่เราตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าต้องตัดสินใจยังไง

นั่นหมายความว่ากรณีรถรางในโลกส่วนใหญ่เป็นกรณี ข.

เพราะปัจจัยชี้ขาดการตัดสินใจของเรา ได้แก่กฎเกณฑ์สาธารณะที่เราวางกันไว้ล่วงหน้า รถพยาบาลจะวิ่งไปรับใคร ก่อนหลัง กี่คน ก็ขึ้นกับกฎที่วางไว้ล่วงหน้า

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ปัจเจกที่เผชิญปัญหารถรางส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีใครได้ทอยเหรียญหรอก มีแต่ต้องทำตาม protocals หรือกฎหมายที่รัฐเขียนไว้

ปัญหาก็คือ ข้อเสนอของลุงไม่ได้ช่วยตอบเลย ว่ากฎเกณฑ์สาธารณะที่ว่าควรเป็นอย่างไร และนี่คือเหตุผลที่ต่อให้ข้อเสนอลุงถูก ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา และรถรางต้องวิ่งต่อไป

ตอนเขียนตอบ บังเอิญอาจารย์ที่ตรวจข้อสอบก็เป็นอีกหนึ่งคนดังในเรื่องรถราง ตอบข้อสอบคราวนั้นเป็นโอกาสในการเทสต์ว่าคำตอบของผมเวิร์กมั้ย

เสียดาย ตอนนั้นไปเรียนเทอมแรก ภาษายังไม่ดี อาจารย์คอมเม้นต์มาว่าเห็นไอเดียนะ แต่ตามอ่านในรายละเอียดไม่รู้เรื่อง ปรับปรุงภาษาด่วน ก่อนให้คะแนนมา 6 เต็ม 10 สรุปไม่ได้รู้ว่าเวิร์กไม่เวิร์ก เพราะยังไม่ผ่านกำแพงภาษา (ฮา)

แต่คำตอบนี้ก็ไม่เลวนะ ผมว่า เพื่อนๆ ว่าไงครับ? (ฮาเขินๆ อีกรอบ)

ยังไง เดี๋ยวตอนหน้า ขอนั่งพักที่สถานีกับลุงอีกซักตอนนะครับ จะชวนคุยว่าผมเจอลุงอีกคน เป็นลุงระดับตำนาน ที่มาพร้อมกับงานเขียนขึ้นหิ้งที่ใช้ตอบลุง Taurek ว่ากันว่านี่คืออีกหนึ่งงานที่นักเรียนจริยศาสตร์ทุกคนต้องอ่าน เพราะคลาสสิกทั้งในแง่เนื้อหา และวิธีเขียนคลี่ประเด็นข้อเสนอของลุงออกมาให้เห็นความซับซ้อนอย่างน่ามหัศจรรย์ แต่พอคลี่เสร็จแล้วเรียบง่ายสุด

เป็นงานที่ตอนอ่านครั้งแรกคิดในใจว่า ให้เวลาผมอีกร้อยปีก็เขียนแบบนี้ไม่ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...