ทำความรู้จัก “ไทย โคโคนัท” หรือ TCOCO ผู้แปรรูปมะพร้าวสู่ตลาดโลก กำลังเข้าตลาดหุ้น
Wealthy Thai
อัพเดต 09 พ.ค. 2566 เวลา 08.40 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2566 เวลา 02.19 น. • ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์พบกันอีกเช่นเคยกับคอลัมน์ Next IPO ประจำวันอังคารในครั้งนี้ Wealthy Thai จะพามาทำความรู้จักกับบริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ TCOCOผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่แปรรูปจากมะพร้าวและผลไม้ เช่น กะทิบรรจุกระป๋อง กะทิบรรจุกล่องยูเอชที (UHT) กะทิพาสเจอร์ไรส์ น้ำมะพร้าวบรรจุกระป๋อง น้ำมะพร้าวกล่องยูเอชที (UHT) น้ำมะพร้าวพาสเจอรไรส์ ขนมมะพร้าว และอาหารสำเร็จรูป ภายใต้ตราสินค้า Thaicoco, Cocoburi และ Concept P รวมถึงการผลิตสินค้าเพื่อการอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ยังประกอบธุรกิจผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกเพื่อสุขภาพสำหรับสุนัขและแมวภายใต้ตราสินค้า Moochie โดยสินค้าทั้งสองประเภทมีทั้งแบบ การจำหน่ายภายใต้ตราสินค้าของบริษัทเอง และการรับจ้างผลิตสินค้า (OEM) ซึ่งจัดจำหน่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศกว่า 90 ประเทศทั่วโลก รวมถึงการเป็นผู้ผลิต จัดจำหน่ายสินค้าอาหารเพื่อสุขภาพจากโปรตีนพืช และผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ชีสและเนยประเภทต่างๆ ที่ทำจากพืช
ทั้งนี้บริษัทเป็นผู้นำการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวและผลไม้ที่มีความหลากหลาย มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วโลก โดยมีทีมงานวิจัยเพื่อคิดค้นสูตรการผลิตสินค้าด้วยตนเองหรือร่วมกันพัฒนาและปรับปรุงสูตรการผลิตสินค้ากับลูกค้ามาโดยตลอด
นอกจากนี้บริษัทย่อยของบริษัทยังเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกสำหรับสุนัขและแมว โดยผลิตและจำหน่ายภายใต้บริษัท ไทย ออซัม จำกัด (TAS) บริษัทเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 99%
โดย TAS เป็นผู้รับผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงจากวัตถุดิบคุณภาพสูงที่ได้มาตรฐานสากล มีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้แก่ มีทโลฟ อาหารตุ๋น สโฮมเมด เนื้อเกล็ดแท้ และปลา เป็นต้น ทั้งการผลิตและจำหน่ายภายใต้ตราสินค้าบริษัทซึ่งได้แก่ ตราสินค้า Moochie และการเป็นผู้ให้บริการตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ออบแบบ และบรรจุภัณฑ์สำหรับการรับจ้างผลิตสินค้า (OEM) ซึ่งจัดจำหน่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งโรงงานการผลิตตั้งอยู่ที่จังหวัดราชบุรี มีกำลังการผลิตเท่ากับ 50,500 ตันต่อปี
รวมทั้งยังมีบริษัทย่อยอีกแห่ง คือ บริษัท ไทย แพลนท์ เบส ฟู้ด จำกัด (TPF) ดำเนินธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอาหารเพื่อสุขภาพจากโปรตีนพืช ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการสร้างโรงงานและติดตั้งเครื่องจักร คาดว่าจะสามารถเริ่มผลิตและจำหน่ายสินค้าได้ภายในไตรมาส 2/2566
อีกทั้ง บริษัทได้มีการร่วมทุนกับบุคคลภายนอกภายใต้รูปแบบบริษัทร่วมค้า คือ บริษัท จัสท์ไลค์ แอนด์ มอร์ จำกัด (JLM) ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชีสและเนยที่ทำจากพืช ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตและจำหน่ายสินค้าได้ในประมาณไตรมาส 2/2566 เช่นกัน
สำหรับ TCOCOในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2563-2565) มีรายได้ขายสินค้าเท่ากับ 3,022.01 ล้านบาท 3,435.89 ล้านบาท และ 3,333.30 ล้านบาท ตามลำดับ จะเห็นได้ว่ารายได้จากการขายของบริษัทเพิ่มขึ้นในปี 2564 และลดลงเล็กน้อยในปี 2565
ขณะที่กำไรสุทธิของบริษัทในปี 2563 – 2565 พบว่าบริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 69.46 ล้านบาท 241.88 ล้านบาท และ 302.22 ล้านบาท โดยบริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ในปี 2564 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 248.26%จากปี 2563 เนื่องจากต้นทุนขายของบริษัทที่มีสัดส่วนลดลง รวมถึงบริษัทมีสัดส่วนต้นทุนในการจัดจำหน่ายที่ลดลง และสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ลดลง แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนขาย ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ส่วนปี 2565 บริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 24.94%จากปี 2564 แม้ว่ารายได้ของบริษัทในปี 2565 จะลดลงจากปี 2564 จากการจำหน่ายสินค้าไปยังต่างประเทศลดลงเนื่องจากปัญหาระวางเรือไม่เพียงพอส่งผลให้การส่งออกลดลง
อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนขายได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สัดส่วนต้นทุนขายลดลง เนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุนด้านวัตถุดิบที่ดีขึ้น เนื่องจากราคามะพร้าวโดยรวมที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2564 และการควบคุมกระบวนการผลิตและการปรับเทคนิคการผลิตของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มขึ้น
เมื่อสำรวจรายได้จากการขายในแต่ละกลุ่มพบว่า ในปี 2565 มีสัดส่วนรายได้ประกอบด้วย 1.ผลิตภัณฑ์กะทิ 76.32% 2.ผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว 13.15% 3.ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง 6.07% 4.ผลิตภัณฑ์อื่นๆ 3.97%โดยบริษัทมีสินค้า OEMสัดส่วน92.10% และสินค้าตราของบริษัท 6.49%
ขณะที่สัดส่วนรายได้ในประเทศ 20.23% และต่างประเทศ 78.35% โดยฐานลูกค้าในแต่ละภูมิภาคในปี 2565ประกอบด้วย ยุโรป 31.16% เอเชีย 29.56% อเมริกา 33.51%โอเชียเนีย 3.04% แอฟริกา 1.21% และตะวันออกกลาง 1.52%
นอกจากนี้บริษัทเป็นผู้นำในการส่งออกกะทิสำเร็จรูปไปยังต่างประเทศ ซึ่งเป็นอันดับ 1 ในปี 2565 ที่ผ่านมา
โดยผู้ส่งออกกะทิสำเร็จรูปจากประเทศไทยไปตลาดโลก จากข้อมูลศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร พบว่า รายชื่อผู้ส่งออกน้ำกะทิจากประเทศไทยไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก จำนวน 5 อันดับแรก ในปี 2565 ได้แก่
อันดับที่ 1 บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน)
อันดับที่ 2 บริษัท เอเซีย อุตสาหกรรมเกษตร จำกัด
อันดับที่ 3 บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน)
อันดับที่ 4 บริษัท ไทยเวอลด์ อิมปอร์ตเอ็กซปอร์ต จำกัด (มหาชน)
อันดับที่ 5 บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารเชฟช้อย จำกัด
ทั้งนี้บริษัทมีกลยุทธ์การตลาด โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทั้งทางด้านคุณภาพและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ความสามารถในการผลิตและจัดส่งสินค้าได้ตรงตามเวลาและตามประเภทที่ลูกค้าต้องการ ด้วยราคาที่เป็นธรรม จึงทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาโดยตลอดและสามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างกว้างขวาง
โดยการเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)ในครั้งนี้ บริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว (TCOCO)รวมทั้งขยายกำลังการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง (TAS)ขยายกำลังการผลิตอาหารที่ทำจากพืช (TPF)ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ (Working Capital)ซึ่งมีที่ปรึกษาทางการเงิน คือ บริษัท ฟิน พลัส แอดไวเซอรี่ จำกัด