โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับ 'ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ' อ่านแนวคิด 'พิธา' นโยบายต่างประเทศที่จะเปลี่ยนไป | สุทธิชัย หยุ่น

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 06 มิ.ย. 2566 เวลา 10.10 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2566 เวลา 10.10 น.

ไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต่างประเทศคนต่อไป นโยบายต่างประเทศเป็นประเด็นที่ควรจะอยู่ในอันดับต้นๆ ที่จะต้องมีการ “ปฏิรูป” กันขนานใหญ่

และกระทรวงการต่างประเทศจะต้องไม่ใช่ “กระทรวงเกรด B หรือเกรด C” อย่างที่นักการเมืองไทยเคยจัดลำดับความ (ไม่) สำคัญเอาไว้

เพราะในโลกแห่งความผันผวนในภาวะการแข่งขันอย่างเข้มข้นเรื่อง “ภูมิรัฐศาสตร์” ท่ามกลางความท้าทายหลากหลายที่โลกไม่เคยเผชิญมาก่อน ประเทศไทยจะ “ตกจากจอเรดาร์ของโลก” อย่างที่เป็นมากว่าสิบปีที่ผ่านมาไม่ได้เป็นอันขาด

เพราะนโยบายต่างประเทศคือหัวใจของการเชื่อมต่อและมีปฏิสัมพันธ์กับโลกในทุกมิติ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม, ความมั่นคง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง hard power หรือ soft power

และไม่ว่าเราจะเรียกตัวเองว่าประเทศขนาดเล็กหรือขนาดกลาง

หากเราไม่ยกระดับตัวเองให้เป็น Middle Power เราก็จะตกอยู่ในกลุ่มประเทศที่เดินตาม Super Power ค่ายใดค่ายหนึ่ง

ซึ่งจะทำให้เราต้องติดกับดักของนโยบาย “การทูตแบบตั้งรับ” ที่ทำให้เรากลายเป็นประเทศรั้งท้ายแม้ในมวลหมู่สมาชิกอาเซียนด้วยกันเอง

แม้ว่าเราเคยเป็นหนึ่งในแกนสำคัญของอาเซียนตั้งแต่ก่อตั้งมากว่า 50 ปีที่แล้วก็ตาม

ดูจากความพยายามจะตั้งรัฐบาลผสมใหม่ที่มีพรรคก้าวไกลที่มีคุณ “ทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐตรี (หากฝ่าด่านสมาชิกวุฒิสภาได้) ก็น่าที่คนของพรรคก้าวไกลจะดูแลเรื่องนโยบายต่างประเทศในรัฐบาลใหม่

และแม้ว่าจะเกิดอุบัติเหตุด้วยประการใดๆ ที่จะทำให้พรรคก้าวไกลไม่อาจจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือถึงขั้นที่ต้องไปเป็นแกนนำฝ่ายค้าน ผมก็ยังเชื่อว่าแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่เอาจริงเอาจังกับนโยบายต่างประเทศในบริบทโลกใหม่วันนี้จะต้องได้รับการพิจารณานำมาปรับใช้

เพื่อให้ประเทศไทยไม่กลายเป็นเพียง “ผู้ติดสอยห้อยตาม” กระแสการเมืองระหว่างประเทศ

ผมติดตามและสัมภาษณ์คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก็ได้ซักถามแนวความคิดเรื่องนโยบายต่างประเทศหลายประเด็น

ความที่เขาเคยเรียนด้านนโนบายสาธารณะหรือ Public Policy ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและมีความสนใจส่วนตัวในเรื่องราวระหว่างประเทศ จึงได้ยินพิธาเล่าถึงความเห็นของตนในเรื่องต่างๆ ที่เวทีระหว่างประเทศถกแถลงกันอย่างสม่ำเสมอ

เช่น จะไม่เอา Bamboo Diplomacy หรือการทูตแบบต้นไผ่ (ลู่ตามลม)

เขาเชื่อในการทูตแบบ ? la carte ไม่ใช่แบบ buffet

อันหมายถึง “อาหารตามสั่ง” ไม่ใช่กิน “บุฟเฟ่ต์” หรือแบบเหมาโหล

พิธาย้ำเรื่องนโยบายต่างประเทศไทยที่ต้องมี “กระดูกสันหลัง” คือมีหลักการที่ชัดเจน

เขาพูดถึงการทำตามกฎกติกาสากลหรือ Rules-Based Order

และเขายืนยันว่าไทยจะต้องรักษาดุลถ่วงระหว่างมหาอำนาจขั้วต่างๆ ให้จงได้

เวทีดีเบตตลอดเวลาสองเดือนก่อนการเลือกตั้งนั้น มีการ “วัดกึ๋น” เรื่องหัวหน้าพรรคหรือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีประเด็นนโยบายต่างประเทศมีน้อยมาก

เราจึงไม่สามารถประเมินว่าใครมีวิสัยทัศน์และความเข้าใจในเรื่องระหว่างประเทศในอันที่จะนำพาประเทศไทยไปในแนวทางที่สร้างอำนาจต่อรองให้กับเราได้จริงๆ

เพราะหากมีเวทีถกแถลงกันอย่างจริงจังในเรื่องสำคัญเหล่านี้ ก็จะได้ซักถามถึงเรื่อง “ฐานทัพสหรัฐ” “อิทธิพลจีน” บทบาทของตะวันตกกับจีนในนโยบายต่างประเทศของไทย

และแม้กระทั่งเรื่องบทบาทของ CIA ในรัฐบาลไทย…และนิยามของคำว่า “เสรีนิยม” “อนุรักษนิยม” หรือ “รัฐสวัสดิการ” กับ “สังคมนิยม” ให้กระจ่างชัดกว่าที่ได้ยินได้ฟังในการแสดงความคิดเห็นกันในโซเชียลมีเดีย

ซึ่งบ่อยครั้งเป็นการใส่สีตีไข่เพื่อจะกล่าวหาใส่ร้ายผู้ที่ตนไม่ชอบ และส่งเสริมเกื้อหนุนฝ่ายที่ตนเห็นพ้องเท่านั้น

โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงและการตีความแต่ละเรื่องที่มีความหลากหลายและสลับซับซ้อนกว่าเพียงแค่ป้ายสีดำหรือสีขาวให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

วันก่อน ผมมีโอกาสสนทนากับ ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ช่วยระดมความคิดของพรรคก้าวไกลว่าด้วยการปรับหรือ reset นโยบายต่างประเทศของไทยสำหรับโลกยุคใหม่นี้

จึงมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหลายหัวข้อว่าด้วยทิศทางของประเทศไทยในเวทีสากลจากนี้ไป

หากพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เราก็จะมีนายกฯ ที่มีความสนใจและเกาะติดเรื่องราวระหว่างประเทศที่ใกล้ชิดที่สุดคนหนึ่ง…มิใช่ผู้นำประเทศที่ต้องพึ่งพาข้าราชการประจำของกระทรวงการต่างประเทศในการกำหนดทิศทางของประเทศ

ฟูอาดี้ (ลูกชายอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ) เรียนจบเรื่องการเมืองระหว่างประเทศจาก Harvard Kenney School of Government

พิธาไปเรียนฮาร์วาร์ดเหมือนกันใช่ไหม?

“ใช่ครับ พี่ทิมจบปี 2011 ผมจบ 2013 แต่ไม่ทันกันครับ พี่ทิมจบผมก็เพิ่งเข้าไปเรียน ไม่ได้เจอกันที่นั่น แต่ก็เชื่อมต่อกันอยู่ครับ…” ฟูอาดี้เล่า

Kennedy School เป็นวิทยาลัยในสังกัดของมหาวิทยาลัย Harvard ที่เจาะจงเรื่องนโยบายสาธารณะโดยมีโจทย์สำคัญคือ

“จะเอาทฤษฎีทั้งหลายว่าด้วยนโยบายสาธารณะนั้นไปใช้ในทางปฏิบัติหรือโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างไร…”

และต้องสืบเสาะให้ได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่ค้นพบและค้นคว้ามานั้นมันตอบโจทย์ของสังคมอย่างไร

นั่นคือจะต้องไม่ใช่แค่ฟังเล็กเชอร์จากอาจารย์คนดัง จดบันทึกตามที่สอน และสอบเอาคะแนนเพื่อได้ปริญญาเท่านั้น

แต่ต้องเป็นการถกแถลงกันอย่างดุเดือดร้อนแรงเพื่อนำเอาความรู้และทฤษฎีออกไปใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงให้ได้ด้วย

และที่สำคัญคือคำว่า “นโยบายสาธารณะ” นั้นไม่จำกัดเฉพาะเรื่องการเมืองเท่านั้น แต่มิติด้านเศรษฐกิจก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

เพราะโลกแห่งความเป็นจริงในเวทีระหว่างประเทศวันนี้ตอกย้ำว่าการเมืองและเศรษฐกิจเป็นเรื่องเดียวกัน

และคำนิยามของ “ความมั่นคง” ย่อมหมายรวมถึงสังคม, สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน

ดังนั้น หากรัฐบาลใหม่ของไทยยังบริหารแบบแยกกระทรวง และหากนักการเมืองยัง “แบ่งเค้ก” ตาม “โควต้า” ของจำนวน ส.ส. อย่างที่เป็นมาตลอด เราก็จะไม่มีวันที่จะสามารถเสริมสร้างศักยภาพของประเทศที่แข็งแกร่งเพียงพอในการเสริมสร้างสถานภาพของไทยในเวทีระหว่างประเทศเลย

ฟูอาดี้เล่าว่าขณะที่เรียนอยู่นั้น เขาเคยเจอออง ซาน ซูจี แห่งพม่า

“วันนั้น ออง ซาน ซูจี ไปพูดที่ K School (ชื่อย่อของ Kennedy School) ผมไปนั่งฟัง และตั้งคำถามหลายคำถาม ผมน่าจะถูกเขม้นอยู่เหมือนกันเพราะตั้งคำถามตรงๆ กับเธอหลายข้อ…”

ผมถามฟูอาดี้ว่าการที่พิธาไปเรียนที่ K School คงได้รับรู้ถึงประเด็นร้อนๆ ที่เกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก และการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีนอย่างเข้มข้นใช่หรือไม่

และเขาได้รับอิทธิพลทางความคิดจากบรรยากาศการเรียนการสอนและการอภิปรายอย่างเผ็ดร้อนมากน้อยเพียงใด

ฟูอาดี้บอกว่า “แน่นอนอยู่แล้วครับ แม้ไม่ต้องเลือกเรียนเฉพาะวิชานั้นๆ โดยเฉพาะเจาะจง เราก็ซึมซับความคิดความอ่านอย่างหลากหลายจากการถกแถลงในวงต่างๆ…และจากผู้คนต่างๆ ที่มาพูด…ซึ่งมีระดับผู้นำประเทศและรัฐบุรุษของชาติต่างๆ…”

K School ไม่ใช่มีเพียงวิชานโยบายสาธารณะด้านการเมืองและความมั่นคงเท่านั้น

หากแต่ยังมีชั้นเรียนหลากหลายเช่น Soft Skill, รวมไปถึงศิลป์และศาสตร์แห่งการสร้างนักการเมืองที่มีคุณภาพ หรือ The Art of Negotiations หรือศิลป์การต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ, แม้แต่เรื่องสงครามและประเด็นที่โยงกับความขัดแย้งทั้งหลาย

เรียกว่าทุกๆ ด้านของ “นโยบายสาธารณะ” ที่มีผลต่อการวางนโยบายของประเทศที่ต้องโยงกับความขัดแย้งระดับโลก

(สัปดาห์หน้า : หน้าตาและโครงร่างของนโยบายต่างประเทศใหม่)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...