สธ.-สครท.-มข. จับมือ AHLA ยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของไทยสู่ภูมิภาคเอเชีย
สธ.-สครท.-มข. จับมือ AHLA ยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของไทยสู่ภูมิภาคเอเชีย
วันนี้ (15 พฤษภาคม 2566) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานการประชุมวิชาการสมาคมความรอบรู้ด้านสุขภาพแห่งเอเชียระหว่างประเทศ ครั้งที่ 9 (The 9th Asian Health Literacy Association International Conference 2023 :The 9th AHLA International Conference 2023) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 พฤษภาคม 2566 ณ โรงแรมรอยัลภูเก็ตซิตี้ อ.เมือง จ.ภูเก็ต
นพ.โอภาสกล่าวว่า สธ.มีแนวทางขับเคลื่อนความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชน โดยผลักดันให้เป็นแผนพัฒนาประเทศ ได้แก่ แผนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนายุทธศาสตร์ชาติด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสู่ความเป็นเลิศ มติสมัชชาสุขภาพ ครั้งที่ 11 และ ครั้งที่ 12 รวมถึงแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่ 13 โดยมีกรอบการขับเคลื่อนความรอบรู้ด้านสุขภาพในประเทศไทย 5 ด้าน คือ 1.การพัฒนาองค์กรใน 3 ระบบ (ระบบการศึกษา ระบบสุขภาพ และระบบสังคมชุมชน) ให้เป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ 2.พัฒนาระบบการสื่อสาร และเฝ้าระวังข้อมูลเสี่ยงต่อสุขภาพ 3.สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม 4.การพัฒนากำลังคนด้านการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ และ 5.การพัฒนากลไกการขับเคลื่อนความรอบรู้ด้านสุขภาพ ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมอนามัย และหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เร่งยกร่างแผนปฏิบัติการด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพแห่งชาติ ให้สอดคล้องกับแผนแม่บท เพื่อขับเคลื่อนในปี 2566-2570
ทางด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพของคนไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2562 พบว่า ในภาพรวมคนไทยมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ ร้อยละ 65 โดยประชาชนร้อยละ 19 มีความรอบรู้ไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจดูแลจัดการสุขภาพ โดยเรื่องที่คนไทยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ น้อยที่สุด คือ ผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดในการสืบค้นและค้นหาข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพ ดังนั้น การยกร่างแผนปฏิบัติการด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพ จึงเน้น 4 ยุทธศาสตร์หลัก คือ 1.การเพิ่มศักยภาพในการจัดการสุขภาวะของคนทุกกลุ่มวัย เป้าหมายเพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลจัดการดูแลสุขภาพตนเองและบอกต่อได้ 2.พัฒนาภาคีเครือข่ายประชาชน องค์กร ชุมชนท้องถิ่น เป้าหมายเพื่อให้สามารถจัดการปัจจัยเสริมและปัจจัยเสี่ยงที่คุกคามสุขภาวะ 3.การพัฒนาระบบสาธารณสุขปฐมภูมิ การศึกษา สังคมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี เป้าหมาย เพื่อให้เกิดองค์กรรอบรู้และเป็นสังคมรอบรู้ด้านสุขภาพ และ 4.สนับสนุนการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน เป้าหมายเพื่อให้เกิด Policy for Health Literacy
ขณะที่ นายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ภูเก็ต กล่าวว่า ในการประชุมวิชาการครั้งนี้ จ.ภูเก็ต ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการนำเสนอวิชาการเข้าประชุมภาครัฐ เอกชน นักวิชาการทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงผู้เข้าประชุมได้มีโอกาสสัมผัสทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม ความงดงามและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของ จ.ภูเก็ต ทำให้ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่น่าจดจำสำหรับนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ จ.ภูเก็ต ได้พัฒนาระบบสุขภาพเพื่อส่งเสริมสุขภาพประชาชน โดยมีนโยบายการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่พักบนเกาะภูเก็ต ได้ดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม และได้รับบริการด้านการดูแลสุขภาพ และความสุขที่หลากหลายจากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ วัดฉลอง แหลมพรหมเทพ ฯลฯ รวมทั้งอาหารทะเลที่มีให้เลือกมากมาย พร้อมสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน ให้มีโอกาสได้กลับมาเยือน จ.ภูเก็ต อีกครั้ง
รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพจากทั่วโลกเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แบ่งปันข้อมูลเชิงลึก และประสบการณ์ เพื่อเป็นแนวทางการสร้างความรอบรู้ที่มีประสิทธิภาพพร้อมพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มีส่วนร่วม อย่างแข็งขันในพื้นที่ขอนแก่น และยินดีที่ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมที่ครั้งนี้
ทางด้าน Prof. Angela Leung, President, Asian Health Literacy Association (AHLA) กล่าวว่า หัวข้อการประชุม ALL FOR HEALTH LITERACY เพื่อพัฒนาความรู้ด้านสุขภาพระดับโลก และระดับภูมิภาคในเอเชีย แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยได้ส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชน แพทย์ ผู้ดูแล และผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้เป็นเวทีที่ดีที่สุด ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันประสบการณ์ในการทำงานด้านความรู้ด้านสุขภาพร่วมกันเพื่อพัฒนางานความรู้ด้านสุขภาพและแก้ไขปัญหาระดับความรู้ด้านสุขภาพไม่เพียงพอของประชาชน และการจัดการทางสุขภาพที่ไม่เท่าเทียมกัน ให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่จำเป็น
นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ นายกสมาคมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพไทย กล่าวว่า ปีนี้ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง นักบริหาร นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงาน นำไปสู่การยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพในเอเซีย มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนกว่า 400 คน และมีผลงานวิชาการด้านการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพนำเสนอกว่า 200 ผลงาน จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะสามารถพัฒนาต่อยอดการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชนต่อไป