โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก ว่าที่ ส.ส.น้องใหม่สระบุรี "สรพัช ศรีปราชญ์" อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนการเมืองภาคกลาง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 พ.ค. 2566 เวลา 12.16 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2566 เวลา 12.14 น.

การเลือกตั้งทั่วไป 14 พฤษภาคม 2566 ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นหลายอย่าง

หนึ่งในนั้นก็คือการกำเนิด ส.ส.หน้าใหม่ที่ไม่เคยเป็นที่รู้จักมาก่อนขึ้นเป็นจำนวนมาก

พลพรรคนักการเมืองรุ่นใหม่วัยหนุ่มสาวเหล่านี้กระจัดกระจายกันไปปักธงความคิดอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทุกภูมิภาค

ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือจังหวัดสระบุรีด้วย

สระบุรีเป็นหนึ่งในจังหวัดภาคกลางตอนกลาง อันประกอบไปด้วยสระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และนครนายก

อาณาบริเวณนี้ส่วนใหญ่คือพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก-ลพบุรี มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อยู่นอกเขตปริมณฑล แต่ก็ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ

รวมทั้งมีลักษณะเฉพาะอันเป็นจุดร่วมกันอยู่หลายประการ ทั้งในแง่ของสภาพภูมิประเทศ อุปนิสัยใจคอของผู้คน ภาษาและวัฒนธรรม รวมทั้งโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ภาคกลางตอนกลางมีหลายปัญหาที่ต้องแก้ไขคล้ายๆ กัน

สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งในทางการเมืองของพื้นที่นี้ก็คือ ปัจจุบันภาคกลางแถบนี้ไม่ได้เป็นพื้นที่อันมีพรรคการเมืองใดผูกขาดอยู่เลย

ซึ่งต่างกับในอดีตที่มีตระกูลใหญ่ครอบครองพื้นที่ในหลายจังหวัด เช่น ศิลปอาชาในสุพรรณบุรี อดิเรกสารในสระบุรี ปริศนานันทกุลในอ่างทอง เป็นต้น

ทว่า ทุกวันนี้บทบาทของตระกูลทางการเมืองที่ครองอำนาจนำในพื้นที่ของแต่ละจังหวัดมีอิทธิพลที่ลดลงอย่างมาก หรือไม่ก็เสื่อมความนิยมไป

จนบางพื้นที่แทบไม่เหลือที่นั่งในการเลือกตั้งระดับต่างๆ เลย

ดังจะเห็นได้จากความพ่ายแพ้ของปรพล อดิเรกสาร ในการเลือกตั้งที่สระบุรี เขต 1 ซึ่งได้อันดับ 4 ด้วยคะแนนเสียง 9,777 คะแนนเท่านั้น

และคะแนนแบบบัญชีรายชื่อของพรรคชาติไทยพัฒนาที่ได้เพียงอันดับที่ 3 ในสุพรรณบุรี อดีตดินแดน “บรรหารบุรี” ที่ไม่มีผู้ใดตีแตก

หากมองในขอบเขตที่แคบและเฉพาะเจาะจงลงมาที่สระบุรี

เมื่อมองชัยชนะของพรรคก้าวไกลในเขต 1 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ปักธงส้มได้สำเร็จ เพราะในการเลือกตั้งที่ผ่านมาปี 2562 พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้รับการเลือกตั้งในจังหวัดนี้เลย แม้จะมีคะแนนดีมากในเขตเมือง

ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่นในระดับต่างๆ คณะก้าวหน้าก็ยังมิอาจปักธงลงไปได้

กระทั่งคว้าชัยในการเลือกตั้งรอบนี้ที่เขต 1 จาก “ปอ” สรพัช ศรีปราชญ์ หนุ่มน้อยหน้าใสวัย 29 ปี ที่การแหวกดงเสือสิงกระทิงแรดในภูมิทัศน์การเมืองภาคกลางเข้ามานั่งเป็นว่าที่ ส.ส.น้องใหม่ใน จ.สระบุรีได้สำเร็จ

ปรากฏการณ์อันสร้างความฮือฮาไปทั่วจังหวัดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และเรื่องราวน่าจะเป็นอย่างไรต่อนั้น

เห็นทีจะต้องพิจารณาจากปากคำของเจ้าตัว และมาทำความรู้จักว่าที่ ส.ส.หน้าใหม่คนนี้กัน

สรพัชเป็นคนสระบุรีโดยกำเนิด

เขาเรียนหนังสือที่โรงเรียนราษฎร์ศึกษา โรงเรียนเสาไห้ “วิมลวิทยานุกูล” วิทยาลัยเทคนิคสระบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์นนทบุรีในระดับปริญญาตรี และระดับปริญญาโทที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยจบการศึกษาทางด้านวิศวกรรมโยธา

อาชีพเดิมของเขาคือวิศวกรโยธาตามวุฒิการศึกษา

แต่หลังจากที่ทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทเอกชนได้ไม่นานก็หันมาเปิดบริษัทเองร่วมกับเพื่อนๆ กระทั่งตัดสินใจถอนตัวจากบริษัทเพื่อเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว

สรพัชเป็นผู้สมัคร ส.ส.สระบุรีที่ได้รับการรับรองจากพรรคก้าวไกลเป็นลำดับหลังสุดเมื่อเทียบกับเขตอื่น คือได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพรรคในช่วง 8 เดือนสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งเท่านั้น ในขณะที่ผู้สมัครรายอื่นได้รับการรับรองมา 1-2 ปีแล้ว

ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากผู้สมัครรายเดิมได้ถอนตัวไป สรพัชซึ่งเป็นคนที่ไม่ได้รับเลือกในรอบแรกจึงอาสาเข้ามาอีกครั้ง ก่อนจะได้รับการคัดเลือกจากพรรคในที่สุด

เมื่อถามเขาว่า เหตุใดจึงอาสาเข้ามาอีกในเมื่อครั้งแรกก็ไม่ได้รับเลือก

เขาตอบอย่างแน่วแน่วว่าตั้งใจมาทำงานนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะพลาดอีกกี่รอบเขาก็ยังยืนยันที่จะมาสมัครซ้ำเหมือนเดิม

ความมุ่งมั่นอันแรงกล้านี้คงไม่ได้สะกิดใจคณะกรรมการคัดสรรผู้สมัครแต่เพียงกลุ่มเดียวแน่ๆ เพราะระหว่างที่ผมกำลังสัมภาษณ์อยู่นี้ก็ยังสัมผัสถึงพลังนี้ได้

เมื่อถูกถามว่า “คิดว่าตัวเองเป็นตัวเต็งลำดับใดในช่วงที่เปิดตัว และมีผู้สมัครรายใดที่เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวบ้าง”

เขาก็ตอบว่าไม่เคยประมาณฐานะของตัวเองเลยว่าอยู่ลำดับใด แต่มองเพียงว่าต้องการเข้ามาปักธงความคิดให้ขยายออกไปให้มากที่สุดเท่านั้น เมื่อคิดเช่นนี้แล้วตัวเองจะเป็นตัวเต็งลำดับเท่าใดจึงไม่สำคัญ และไม่จำเป็นต้องไปคำนึงถึง

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดคงหนีไม่พ้นแชมป์เก่าหลายสมัย อย่าง ส.ส.นก กัลยา รุ่งวิจิตรชัย จากพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งผลการเลือกตั้งที่ผ่านมารอบนี้ได้รับความพ่ายแพ้อย่างบอบช้ำที่สุดในชีวิต คือร่วงกราวรูดลงมาอยู่ในอันดับ 5 ด้วยคะแนนเพียง 9,744 คะแนนเท่านั้น

ต่างกับสรพัชที่เดบิวต์ลงสนามเลือกตั้งครั้งแรกก็คว้าชัยมาได้ด้วยคะแนนท่วมท้นถึง 32,444 คะแนน

แซงเข้าเส้นชัยในโค้งสุดท้ายแบบหักปากกาเซียน

สําหรับนโยบายที่สรพัชคิดจะผลักดันหลังจากที่ได้เข้ามาเป็น ส.ส.แล้ว มี 3 ทิศทางหลัก นั่นคือ (1) การท่องเที่ยว (2) สิ่งแวดล้อม และ (3) อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

โดยเขามองสภาพของสระบุรีว่าเป็นจังหวัดที่มีจุดเด่นใน 3 ประการนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรพัฒนาไปตามลักษณะที่มีต้นทุนอยู่เดิมแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเต็มที่

ในเรื่องการท่องเที่ยวนั้น เขามองว่าสระบุรีมีทรัพยากรทั้งทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมที่เพียบพร้อมแล้ว แต่ถูกปล่อยปละละเลย หรือไม่ได้ขับเน้นอย่างเป็นรูปธรรมเพียงพอ

ยกตัวอย่างเช่น วัดพระพุทธฉายที่แม้จะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมต่อทั้งชาวสระบุรีและพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปเป็นอย่างมาก

แต่ยังขาดการพัฒนาเพื่อยกระดับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งๆ ที่ควรได้เป็นแลนด์มาร์กสำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดด้วย

ในส่วนของสิ่งแวดล้อม สรพัชมองว่าเป็นปัญหาหลักของ จ.สระบุรี

ตามที่ทราบกันดีว่าจังหวัดนี้เป็นเมืองอุตสาหกรรม การเป็นเมืองอุตสาหกรรมนี้นำพาเม็ดเงินเข้าจังหวัดเป็นจำนวนมากก็จริงแต่ก็ทำให้สภาพแวดล้อมถูกทำลายจนทรุดโทรม

ผลที่ประจักษ์ชัดที่สุดก็คือปัญหาฝุ่น อันเป็นมลพิษที่ขึ้นชื่อลือชาที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตหน้าพระลาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ อ.เฉลิมพระเกียรติ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่รุนแรงและเรื้อรังที่สุดปัญหาหนึ่งของสระบุรีมาตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 2500

ทำให้ผู้คนในพื้นที่แถบนี้มีปัญหาเรื่องสุขภาพอย่างมาก และยังกระทบไปถึงมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย

วิธีแก้ปัญหาเรื่องมลพิษและสิ่งแวดล้อมในทัศนะของสรพัชดูจะแตกต่างจากคนทั่วไป

คือแทนที่จะมองไปที่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมตรงๆ เช่น มีฝุ่นก็กำจัดฝุ่น มีน้ำเสียก็บำบัดน้ำเสีย ฯลฯ

แต่เขามองว่าปัญหาเรื่องนี้แยกขาดจากการกระจายอำนาจไม่ได้ เพราะว่าผู้ที่รู้ปัญหาเหล่านี้ดีที่สุดก็คือคนในพื้นที่นั่นเอง

หากไม่มีการกระจายอำนาจ ชาวบ้านก็จะไม่มีเครื่องมือหรือกำลังอำนาจในการแก้ไขปัญหาของตัวเองได้

ถ้าประชาชนมีสิทธิอำนาจที่จะทำได้ก็ย่อมไม่มีใครที่อยากทำร้ายร่างกายและจิตใจของตัวเอง

ดังนั้น การกระจายอำนาจจึงต้องเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับการใช้เจ้าหน้าที่ลงไปสำรวจตรวจตราการควบคุมมลพิษให้อยู่ภายใต้มาตรฐานที่กำกับไว้

และข้อสุดท้ายก็คือเรื่องอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งเขามองว่าสระบุรีคือ “ฮอลลีวู้ดของเมืองไทย” ด้วยความที่จังหวัดนี้มีโลเกชั่นสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์และสื่อต่างๆ มากที่สุดในประเทศ เนื่องจากอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่ครบถ้วนทั้งป่าเขา เมือง และหมู่บ้าน อีกทั้งไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก คืออยู่ในระยะประมาณ 100 กิโลเมตร จึงทำให้สระบุรีเป็นสถานที่ยอดนิยมที่กองถ่ายต่างๆ มักเลือกใช้ในการถ่ายทำอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม ด้วยระบบนิเวศน์ของการทำงานที่ไม่เอื้ออำนวยต่อกองถ่ายนัก ทำให้ในระยะหลังสระบุรีสูญเสียสถานะของการเป็นสถานที่ถ่ายทำสำคัญให้กับหลายจังหวัดที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากกว่า

ดังนั้น จึงควรมีแผนที่จะพัฒนาในเรื่องปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อต่อการทำงานกองถ่ายสำหรับการรองรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่อไปในอนาคต

จริงๆ แล้วแนวนโยบายข้อสุดท้ายนี้เป็นสิ่งที่ผมเผอิญได้คุยกับสรพัชไปแล้วเมื่อแปดเดือนก่อน ตอนนั้นผมบอกเล่าข้อมูลเรื่องฮอลลีวู้ดเมืองไทยให้เขาฟังโดยไม่คิดว่าเขาจะจดจำได้และเห็นความสำคัญจนนำมาก่อรูปก่อร่างขึ้นมาจนถึงตอนนี้

ซึ่งนี่เป็นจุดเด่นที่สุดอย่างหนึ่งของเขา คือเป็นผู้รับฟังที่ดีและมีความคิดที่อยากริเริ่มสิ่งใหม่

ในฐานะผู้สัมภาษณ์ก็อดรู้สึกชื่นชมอยู่ในใจไม่ได้ และมีความหวังขึ้นมาว่าบางทีนี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนา จ.สระบุรี และต่อเนื่องไปถึงการเมืองภาคกลาง ส่วนจะเป็นดังนั้นหรือไม่ก็ต้องคอยติดตามต่อไปในอนาคต

คำถามสุดท้ายก็คือ “มีอะไรที่อยากจะบอกประชาชนหรือผู้คนชาวสระบุรีบ้าง”

เขาตอบว่าในมุมมองของเขา ที่ผ่านมา ส.ส.สระบุรีไม่มีตัวตนในสภาเลย ต่อไปจะต้องไม่เป็นเช่นนั้น ปัญหาทุกเรื่องของที่นี่ต้องได้รับการบอกกล่าวและสะท้อนเสียงเหล่านี้ออกไปสู่วงกว้าง และเขาจะเป็นคนทำเช่นนั้นเอง นั่นคือทำให้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

“ส.ส.สระบุรีจะต้องมีตัวตนอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร” นั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...