โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ว่าด้วยวิธีให้สามีเกลียดชัง [ปิดตอน10/2/24]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 24 พ.ค. 2567 เวลา 04.00 น. • เผยแพร่ 24 พ.ค. 2567 เวลา 04.00 น. • ธารธารา...
เขามีสตรีในดวงใจอยู่ข้างกาย ส่วนนางคือภรรยาเอกที่ต้องปรนนิบัติพ่อแม่สามีที่เมืองหลวง เรื่องราวสมควรเป็นเช่นนี้ แต่สวรรค์กลับส่งนางไปเจียงหนาน คิดว่านางจะระรานพวกเขาหรือ นางมีแต่สาบานว่าจะช่วยส่งเสริม!

ข้อมูลเบื้องต้น

เว่ยเฉวียนกล่าวหาว่าเมิ่งเสี่ยวหรันวางอุบายเพื่อให้ได้แต่งเข้าจวนโหว จึงนึกรังเกียจนางเป็นหนักหนา หลังผ่านพิธีแต่งงานก็รีบควบม้านำทหารออกไปปราบกบฏ รวดเร็วประหนึ่งฝ่าเท้าชโลมน้ำมัน ราวกับกลัวผู้อื่นจะไม่รู้ว่านั่นเป็นการแต่งงานที่ไม่ได้เกิดจากความเต็มใจ จากนั้นสองสามีภรรยาก็อยู่ห่างกันนับพันลี้

เขาซ่อนสตรีในดวงใจไว้ที่เจียงหนาน ส่วนนางคือภรรยาเอกที่ต้องปรนนิบัติพ่อแม่สามีที่เมืองหลวง เรื่องราวสมควรเป็นเช่นนี้ แต่สวรรค์คงเห็นว่านางว่างจนเกินไป จึงบันดาลให้แม่สามีส่งเมิ่งเสี่ยวหรันไปเจียงหนาน ด้วยกลัวว่าหลานคนแรกจะไม่ได้เกิดจากท้องภรรยาเอกกระมัง ทว่านางมีแต่จะส่งเสริมเว่ยเฉวียนกับเล่อเข่อซิงละสิไม่ว่า ให้พวกเขารีบๆ ครองรักกันแล้วมีบุตรชายบุตรสาวตัวอวบอ้วนออกมานางจะได้ไม่ผิดต่อบรรพชนสกุลเว่ย อีกทั้งยังสามารถหาข้ออ้างว่าถูกทำร้ายจิตใจอย่างหนักหนาจนต้องระหกระเหินกลับมาเมืองหลวง

กับสามีที่ไม่เต็มใจนี้นางขอหลีกหนีให้ห่าง

เขาไม่ชอบสตรีอ่อนแอบีบน้ำตา

ได้…นางจะเสแสร้งให้ดู

---------

สงวนลิขสิทธิ์ฉบับเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2558

นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียนโดยอ้างอิงสภาพความเป็นอยู่ของจีนโบราณ ไม่อ้างอิงยุคสมัยใด ดังนั้นตัวละคร เนื้อหา สถานที่และเหตุการณ์ต่างๆ ล้วนมาจากการแต่งขึ้นใหม่

*********

Talk

นิยายเรื่องนี้เป็นจักรวาลเดียวกับเรื่อง โน้มกิ่งซิ่งฮวา

สามารถอ่านแยกกันได้ โดยเหตุการในเรื่องนี้จะเกิดทีหลัง

แต่ไม่มีสปอยล์เนื้อหาในโน้มกิ่งซิ่งฮวาแต่อย่างใดค่ะ

ช่วงนี้ใครกำลังเครียดอยากหานิยายฮีลใจ ให้ได้หัวเราะ หึหึ แนะนำเลยค่ะ

ไม่เน้นปม ไม่เน้นสาระ เนื้อหาไม่มี

เรื่องนี้นางเอกมาขายขำ น้องจบเอกการแสดง โทการเสแสร้ง

แต่น้องสวยนะ 555

บทนำ

หลังแผ่นดินต้าโจวถูกชะล้างด้วยเลือด ผ่านการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ ชาวบ้านในเมืองหลวงยังอกสั่นขวัญผวา แต่จู่ๆ จวนตระกูลเว่ยก็ส่งแม่สื่อไปเจรจากับตระกูลเมิ่ง ผ่านไปไม่กี่วันก็มีกำหนดงานมงคลออกมารวดเร็วจนน่าตกใจ ทำให้ผู้คนอดเกิดความรู้สึกสงสัยขึ้นมาไม่ได้ ทว่าพวกเขากลับไม่อาจหาข้อตำหนิใดๆ ยกขึ้นมานินทา ไม่ว่าจะเป็นเจ้าบ่าวเว่ยเฉวียนหรือโหว [1] ซื่อจื่อ [2] ผู้มีฉายาว่าจอมอหังการ คนผู้นี้เริ่มไต่เต้าด้วยตัวคนเดียวตั้งแต่ตำแหน่งตูจวินดูแลทหารไม่กี่ร้อยนาย สร้างผลงานจากการปราบปรามโจรผู้ร้ายในแถบลุ่มน้ำจนได้รับตำแหน่งจวิ้นเว่ย [3] โดยปราศจากอำนาจจากสกุลเดิม เนื่องจากเว่ยฉางโหวไม่สนับสนุนให้บุตรชายก้าวเดินในเส้นทางขุนนางฝ่ายบู๊ ในขณะที่เจ้าสาวจากตระกูลเมิ่งซึ่งเป็นตระกูลบัณฑิตอันเก่าแก่และยังเกี่ยวโยงถึงอดีตฮองเฮานั้นยิ่งเรียกได้ว่างดงามเพียบพร้อม ไม่ว่าศาสตร์ศิลป์ใดล้วนแตกฉานเป็นเลิศ ยังเสียงชื่นชมไม่ขาดสาย นางเปรียบเสมือนบุตรสาวข้างบ้านที่ไม่ว่าจวนใดก็ล้วนต้องยกขึ้นมากล่าวอ้างให้บุตรีของตนดูเป็นแบบอย่าง ดังนั้นแม้พวกเขาจะรู้ดีว่าบ่าวสาวที่เพิ่งได้รู้จักกันไม่ถึงเดือนนี้ปราศจากความรักใคร่แต่จำใจต้องแต่งงานเพราะถูกทางบ้านบังคับเป็นแน่แท้ แต่…

บุรุษหล่อเหลา หญิงสาวงดงาม อยู่ร่วมกันไม่นานย่อมก่อเกิดความรักผูกพันลึกซึ้ง

บรรยากาศงานเลี้ยงด้านนอกยังคงครื้นเครง ทั้งสองตระกูลนับว่าเป็นตระกูลใหญ่มีหน้ามีตาในเมืองหลวงย่อมไม่แปลกที่จะมีแขกเหรื่อมาร่วมงานอย่างล้นหลาม บ้างก็มาเพราะความใคร่รู้ บ้างก็มาเพื่อพบปะสังสรรค์เพราะเมืองหลวงไม่ได้จัดงานมงคลใหญ่มานาน ทว่าไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่างานเลี้ยงในวันนี้ที่แม้จะไม่ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่นั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศครึกครื้น แตกต่างจากความเยียบเย็นในห้องหออย่างไม่อาจประมาณ

หลังทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน บ่าวสาวถูกส่งตัวเข้าหอ ผ่านพิธีผูกผมคล้องแขนดื่มสุรามงคลและเปิดผ้าคลุมหน้าแล้ว เจ้าบ่าวก็ชักเท้าออกไปทันที

หากเป็นเจ้าสาวบ้านอื่นคงได้แต่นั่งน้ำตารื้น แต่เมิ่งเสี่ยวหรันยังคงยิ้มหน้าระรื่นพูดคุยกับสหายสนิทที่มาอยู่เป็นเพื่อนอย่างออกรสออกชาติ อีกทั้งในบทสนทนานั้นยังไม่มีคำใดเอ่ยอ้างถึงเจ้าบ่าวราวกับเขาเป็นเพียงแค่อากาศธาตุ กระทั่งส่งสหายกลับออกไป นางยังกินข้าวที่สาวใช้เตรียมให้ได้อีกสองชาม จากนั้นจึงสั่งให้คนมาช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ยกขาเตรียมเข้านอน

เสียงเปิดปิดประตูทำให้ร่างระหงบนเตียงมงคลหยุดชะงัก เมื่อเหลือบตาขึ้นมองสมองน้อยๆ ของนางพลันหยุดสั่งการขึ้นมากะทันหัน

คนที่กำลังยืนปักหลั่นสีหน้าถมึงทึงผู้นั้นน่าจะเป็นเจ้าบ่าวหมาดๆ ของนาง

มิใช่เขารังเกียจนางจนอยากหลีกหนีให้ไกลหรอกหรือ

หรือเมื่อครู่ตอนเปิดผ้าคลุมเจ้าสาวได้เห็นใบหน้าสะคราญโฉมของนางแล้วเกิดถูกตาต้องใจ

อา…เรื่องนี้ออกจะยุ่งยากเกินไปแล้ว

หญิงสาวรีบเปลี่ยนท่านั่งก้มหน้าด้วยท่าทางสงบเสงี่ยมเจียมตัว

เว่ยเฉวียนทำเพียงยืนนิ่งสองมือไพล่หลัง วันนี้ชายหนุ่มสวมชุดมงคลสีแดงขับเน้นให้รูปร่างสูงโปร่งสง่างามชวนมอง ใบหน้าคร้ามคมสันที่ถูกแดดเผาจนเปลี่ยนผิวขาวลออเป็นสีทองแดงดวงนี้ล่อลวงสตรีที่มารอชมขบวนเจ้าสาวเมื่อเช้าได้ดีนัก ในอดีตเขาเองก็ขึ้นชื่อว่าเป็นชายหนุ่มสูงศักดิ์รูปงาม ทว่าหลังจากละทิ้งความสุขสบายไปรับตำแหน่งในถิ่นกันดารที่แม้แต่นกยังไม่บินไปขับถ่าย ใช้ชีวิตล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปี ชื่อเสียงที่เลื่องลือจึงค่อยๆ สร่างซาลง

เขาไม่ได้กลับเมืองหลวงมาหลายปี ไม่คิดว่าเพิ่งเดินทางมาถึงกลับถูกสตรีไร้ยางอายวางอุบายจนทำให้เกิดงานแต่งงานในวันนี้ขึ้น

ดวงตาดำขลับจดจ้องเรือนร่างบอบบางที่นั่งอย่างสงบเสงี่ยมอยู่กลางเตียง รอบกายแผ่กลิ่นอายกดดันเกลียดชังเข้มข้น

เขาเกลียดเมืองหลวง ที่มากกว่านั้นคือจวนโหวที่เต็มไปด้วยความฟอนเฟะ อนุภรรยาของบิดากำเริบเสิบสาน มารดาเทิดทูนความรักเคร่งครัดธรรมเนียมไม่ลืมหูลืมตา ไม่ว่าจะพยายามตักเตือนหรือชักชวนเท่าไร แต่มารดาก็ไม่ยอมละทิ้งสถานที่แห่งนี้ไป

สองขาเพรียวยาวก้าวผ่านประตูโค้ง ตั้งแต่กลับเข้ามาในห้องเจ้าสาวของเขายังนั่งนิ่งไม่ยอมขยับ ท่าทางบอบบางเสแสร้งของนางช่างชวนขัดหูขัดตานัก

“เจ้าคงรู้แล้วสินะว่าข้าได้รับพระราชโองการให้นำทัพ”

เมิ่งเสี่ยวหรันแสร้งเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยแววตาสั่นระริกที่ฉายให้เห็นความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น

“ข้ามีธุระต้องไปจัดการ หวังว่าเจ้าจะรู้ที่ทางของตน”

“ท่านจะไปคืนนี้เลยหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงของนางสั่นพร่าแผ่วเบาราวกับกำลังพยายามสะกดกลั้น…

ไม่ให้เผลอแสดงความลิงโลดผ่านสีหน้าออกมา

ใบหน้างามแหงนมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาคลอหยาดน้ำ

“ซื่อจื่อ ข้าขออวยพรให้ท่านได้รับชัยชนะกลับมาโดยเร็วนะเจ้าคะ” น้ำเสียงหวานที่เปล่งออกมาเจือสะอื้น

ชายหนุ่มนิ่งมองสีหน้าท่าทางห่วงหาราวกับมีความรักลึกซึ้งต่อเขาของนาง หากเปลี่ยนเป็นบุรุษอื่นอาจจะรู้สึกตื้นตันใจอยู่บ้าง ทว่าระหว่างนางกับเขาเคยผูกสมัครรักใคร่กันเมื่อใด หากไม่นับที่มารดาพยายามแนะนำและเยินยอคุณสมบัติที่เกินจริงของนาง เขาและสตรีผู้นี้ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นคนแปลกหน้า ช่างเป็นสตรีที่เสแสร้งตลบตะแลงจริงๆ

น่าสงสารมารดาและตัวเขาที่ต้องมาติดอยู่กับหญิงมากมารยาเช่นนี้

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเกลียดสตรีแบบใดที่สุด”

ก็แบบข้าเช่นไร นางตะโกนตอบอย่างรวดเร็วในใจ

เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย ใบหน้าหล่อเหลายามนี้หลบอยู่หลังเงามืดของตะเกียงยิ่งส่งให้ดวงตาดำทะมึนคู่นั้นน่าดึงดูดแต่ก็แฝงไว้ด้วยอันตรายที่ชวนให้คนมองขวัญหาย

คนงามกะพริบดวงตากระจ่างใส มองตอบสามีคล้ายไม่เข้าใจเจ็ดส่วน น้อยเนื้อต่ำใจสามส่วน

“ข้าไม่เข้าใจที่ท่านถามเจ้าค่ะ”

อย่างไรต้องแกล้งเซ่อให้ถึงที่สุด

เขาโน้มตัวลงมาจนใบหน้าคมอยู่ในระดับเดียวกับนาง ดวงตาสีดำดุดันคู่นั้นอัดแน่นไปด้วยความเดียดฉันท์

“ที่ข้าเกลียดที่สุดคือสตรีชอบเสแสร้งอย่างเจ้า พวกเรารู้จักกันยังไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ แต่ท่าทางทางราวกับห่วงหาอาวรณ์เสียเต็มประดานี่เจ้าคิดว่าสามีผู้นี้ปัญญาอ่อนหรือไร”

ใช่!

แน่นอนว่านางตอบในใจ

เมิ่งเสี่ยวหรันเหลือบตามองสีหน้าดำคล้ำกรุ่นโกรธของเจ้าบ่าวพลางร้องว่าแย่แล้วในใจ นี่นางร้องไห้ออกมาจากใจหาได้ใช้มารยาใดๆ แต่เหตุใดเขาถึงจับจุดได้ ต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่าง ทว่าภายนอกยังคงแสดงสีหน้าร้อนใจได้อย่างแนบเนียน

“ข้าไหนเลยจะกล้าคิดเช่นนั้น อีกอย่างที่ข้าอวยพรให้ท่านพี่ประสบชัยล้วนมาจากใจจริง หากท่านไม่เชื่อข้ากล้าสาบานด้วยชีวิต”

“หึ” เขาแค่นเสียงเย้ยหยันในลำคอขณะยืดตัวกลับไป เรือนร่างสูงใหญ่บดบังแสงเทียนคู่หงส์มังกรด้านหลัง ท่าทางน่าเกรงขามข่มขวัญเช่นนั้นยังจะใช่ท่าทางที่เจ้าบ่าวหมาดๆ มีให้เจ้าสาวเมื่อไหร่

แต่เมิ่งเสี่ยวหรันหาได้ใส่ใจ

จะไม่ให้นางด่าว่าเขาปัญญาอ่อนได้อย่างไร ในเมื่อการอวยพรครั้งนี้มาจากใจ นางไม่เคยซื่อสัตย์ต่อเขาเท่านี้มาก่อน อ้อ… แม้ลึกๆ ในใจนางจะอยากสาปแช่งให้เขาตายในสนามรบใต้ดาบของกลุ่มโจรกบฏที่หูเป่ย แต่อย่างน้อยนางก็ยังรู้ผิดชอบชั่วดี หากเว่ยเฉวียนมาด่วนจากไปย่อมส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของนางว่ามีดวงกินสามี และที่สำคัญยังส่งผลเสียต่อแว่นแคว้น นางไม่ใช่คนสมองกลวงเสียหน่อย

ดวงตาทั้งสี่สอดประสาน ชายหนุ่มมองท่าทางไร้เดียงสาและอับจนปัญญาราวกับกำลังตัดพ้อต่อว่านั้นด้วยสีหน้ารำคาญก่อนจะหมุนตัวสะบัดชายเสื้อจากไปอย่างไม่ไยดี

เมิ่งเสี่ยวหรันเห็นเขาก้าวยาวๆ ราวกับกำลังหลีกหนีก็พ่นลมหายใจเหยียดยาว

“แสดงท่าทางน่าเกรงขามให้ผู้ใดดูกัน คิดว่าข้า…”

ร่างสูงที่กำลังจะยกขาข้าธรณีประตูหยุกชะงักพลางเอี้ยวตัวหันกลับมา

เจ้าสาวหมาดๆ รีบฉีกยิ้มให้เจ้าบ่าวทันที

“ขอให้ท่านพี่เดินทางโดยสวัสดิภาพ”

ไปแล้วไปลับไม่ต้องกลับมา!

[1] โหว เป็นบรรดาศักดิ์ในสมัยโบราณของขุนนางจีน ฮ่องเต้จะแต่งตั้งเชื้อพระวงศ์หรือผู้มีคุณงามความดีโดยบรรดาศักดิ์ 5 ขั้นรองจากชั้นอ๋องคือ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน

[2] ซื่อจื่อ คือ ตำแหน่งที่แต่งตั้งลูกชายผู้จะสืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อจากปู่หรือบิดาเท่านั้น โหวซื่อจื่อในที่นี้จึงหมายถึงบุตรชายที่จะสืบทอดบรรดาศักดิ์โหวต่อ

[3] จวิ้นเว่ย มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและบัญชาการทหารในเขตปกครองทั้งหมด

-------------------------

น้องงงง สาบานว่านั่นเป็นคำอวยพร 555

บทที่ 1.1 ผู้เป็นใหญ่ในเรือนหลัง

หญิงสาวในชุดเสื้อคลุมกันลมเงยหน้ามองป้ายหน้าจวนผู้บัญชาการด้วยน้ำตาอาบแก้ม ดูเหมือนตอนนางขอพรจากสวรรค์ครานั้นกล่าวไม่ชัดแจ้งเกินไป ทำให้แม้สามีจะไปแล้วไปลับไม่กลับเมืองหลวง แต่แม่สามีกลับส่งนางขึ้นรถม้ามานับพันลี้เพื่อมาดูแลสามี

หลังเว่ยเฉวียนกวาดล้างกลุ่มโจรกบฏบนเขากกเหลียงที่เหอหนานและหูเป่ยได้สำเร็จ ฮ่องเต้ก็ทรงมีพระราชโองการแต่งตั้งให้เขาเป็นผู้บัญชาการตงหนาน เดิมตำแหน่งนี้สมควรเป็นของตระกูลเถาที่ปกปักรักษาชายแดนใต้มานาน ทว่าผลงานที่ผ่านมาของชายหนุ่มก็เพียงพอจะพิสูจน์ความสามารถ และที่สำคัญด้วยมีพระราชประสงค์จะทำการขุดลอกคลองเชื่อมต่อเส้นทางน้ำจากเมืองหลวงสู่ปากอ่าวแดนใต้ ชายหนุ่มจึงได้รับหน้าที่สำคัญในการดูแลการขุดคลองร่วมกับการเปิดท่าเรือ เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่มีทั้งผู้ใต้บังคับบัญชาและคนนับหน้าถือตาจำนวนมาก จวนผู้บัญชาการจะขาดนายหญิงไปได้อย่างไร

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่มารดาของเขายกขึ้นมาอ้าง ทั้งๆ ที่นางพยายามตีหน้าเศร้าขออยู่ปรนนิบัติแสดงความกตัญญูแทนสามีที่เมืองหลวงแล้วแท้ๆ

ปกติมีแต่แม่สามีจะอยากให้ลูกสะใภ้อยู่คอยปรนนิบัติ ส่วนลูกชายที่เดินทางจากบ้านไปไกลนั้นก็จำต้องมีคนคอยดูแล แน่นอนว่าเก้าในสิบส่วนบุรุษมักจะพาอนุภรรยาติดตามไป มีใครต้องการเมียเอกบ้าง

นางขอประท้วง!

“คุณหนะ… ฮูหยิน” ตู้หลันหันมามองผู้เป็นนายด้วยสายตาเป็นห่วง พวกนางรู้อยู่เต็มอกว่าท่านเขยไม่ต้อนรับการมาของนายหญิง ทว่าเมิ่งเสี่ยวหรันก็ยังคงยืนยันที่จะลงจากรถม้ามายืนรอหน้าประตูหลักที่ยามนี้เริ่มมีผู้คนหันมามุงดูด้วยความสนใจ “ท่านกลับไปรอบนรถม้าดีหรือไม่เจ้าคะ”

คุณหนูอยากเอาคืนชายผู้นั้นก็ไม่ควรใช้แผนทรมานกายด้วยการยืนตากลมให้บ่าวผู้นี้ทรมานใจ

“ไม่เป็นไรหรอก” เมิ่งเสี่ยวหรันตอบด้วยสีหน้าที่พยายามเก็บซ่อนความเศร้าใจ

รออยู่ครู่ใหญ่ ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งจึงค่อยย่างผ่านประตูมาด้วยสีหน้าคล้ายร้อนใจ ทว่าเมิ่งเสี่ยวหรันกลับสังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าบนตัวของเขายังเรียบกริบ บนใบหน้าไม่มีแม้แต่เหงื่อสักหยด เห็นได้ชัดว่าเขาหาได้รีบร้อนดั่งที่พยายามแสดงออกมา

“ต้องขออภัยฮูหยินขอรับ” พ่อบ้านก้วนแสร้งปาดเหงื่อ “พอดีในจวนมีเรื่องด่วนเล็กน้อย ทำให้บ่าวออกมารับท่านล่าช้า หวังว่าฮูหยินจะใจกว้างไม่ถือสาบ่าวไม่รู้ความผู้นี้”

เมิ่งเสี่ยวหรันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่คิดว่าบุรุษทึ่มทื่อผู้นั้นจะมีบ่าวไพร่ที่ที่รู้จักตลบตะแลง อ้อ…นางหมายถึงรู้จักพลิกแพลงเอาตัวรอด

“พวกท่านเพิ่งย้ายมาที่นี่ได้ไม่นานย่อมมีเรื่องต้องจัดการมาก ข้าจะกล่าวโทษท่านได้อย่างไร อีกอย่างซื่อจื่อตั้งใจทำงานช่วยเหลือชาวบ้านย่อมมีกิจธุระมากมายให้จัดการ เป็นข้าเสียอีกที่ทำให้พวกท่านวุ่นวาย”

น้ำเสียงของนางใสกระจ่าง จังหวะในการพูดไม่ช้าไม่เร็ว ประกอบกับใบหน้าอ่อนหวานจึงทำให้ผู้คนที่แอบมองโดยรอบคล้อยตามได้ง่ายๆ

ไหนใครบอกว่าสตรีสูงศักดิ์จากเมืองหลวงหยิ่งยโสกัน ดูฮูหยินผู้บัญชาการตรงหน้า ทั้งอ่อนหวานนุ่มนวลเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เห็นได้ชัดว่าข่าวลือก่อนหน้าล้วนเหลวไหลทั้งเพ

พ่อบ้านก้วนเองก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย เขาพอรู้มาบ้างว่าสตรีผู้นี้ใช้อุบายเพื่อให้ได้แต่งกับท่านผู้บัญชาการ ดังนั้นภาพที่คิดไว้จึงค่อนข้างห่างไกลจากสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า

“เช่นนั้นเชิญฮูหยินขอรับ”

ขบวนหน้าจวนเคลื่อนตามพ่อบ้านใหญ่ไปอย่างเรียบร้อย ภายในจวนเห็นได้ชัดว่ายังจัดการตกแต่งไม่เรียบร้อย เว่ยเฉวียนเพิ่งได้รับพระบัญชาแต่งตั้งทำให้หลายอย่างยังไม่เข้าที่เข้าทาง พวกเขาเดินผ่านสวนและสระบัวเข้าสู่พื้นที่ด้านในซึ่งเป็นเรือนหลัง ผ่านเรือนหลังใหญ่มากมายก่อนจะไปหยุดอยู่หน้าเรือนค่อนข้างเล็กซอมซ่อ

“เรือนหลักส่วนใหญ่กำลังซ่อมแซมอยู่ บ่าวให้คนงานเร่งมือแล้วแต่ว่าก็ยังล่าช้ากว่ากำหนดขอรับ” พ่อบ้านก้วนหันมากล่าว “ฮูหยินพักที่นี่สักสิบวัน เอ่อ สักหนึ่งเดือนก่อนก็แล้วกันนะขอรับ”

“ไม่เป็น…”

เคร้ง! โครม!

เมิ่งเสี่ยวหรันยังเอ่ยไม่ทันจบ ประตูเรือนก็พลันหล่นโครมมา

อา…สวรรค์ ท่านเกลียดชังข้าจริงๆ

--------

สภาพพพ น้องจะอยู่รอดจนถึงวันที่ถูกส่งกลับเมืองหลวงมั้ยนะ

บทที่ 1.2 ผู้เป็นใหญ่ในเรือนหลัง

นอกจากเสียงหัวเราะแห้งๆ ของพ่อบ้านก้วน เมิ่งเสี่ยวหรันก็ไม่ได้รับคำปลอบประโลมใดๆ ตอนนี้นางกลายเป็นคุณหนูตกอับของจริงแล้วเมื่อเหลือแค่เรือนท้ายจวนเก่ามอซอแค่หลังเดียวที่ประตูหน้าต่างยังอยู่ในสภาพพอให้พักพิง หลังต้องจัดการทำความสะอาดและย้ายของเข้ามาอย่างเร่งร้อน ยังไม่ทันได้นั่งพักผ่อน ท่านน้าของสามีก็ส่งคนมาเชิญนางเข้าพบ

พูดถึงน้องสาวของแม่สามีผู้นี้ นางมีนามว่าผิงซูปี้ แต่งเข้าตระกูลหยวนมาอยู่เจียงหนานเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน แต่แต่งมาหลายปีกลับไม่มีทายาท สุดท้ายสามีมาด่วนจากไปทิ้งให้นางเป็นหม้าย ต่อมาเมื่อเว่ยเฉวียนมาประจำการทางใต้ ได้เลื่อนตำแหน่งจนมีจวนเป็นของตนเอง หยวนฮูหยินจึงเดินทางมาเยี่ยมเยียน แต่ไม่รู้อย่างไรจึงอาศัยอยู่กับหลานชายมาร่วมปี

‘มีซูปี้อยู่คอยดูแลเขา ข้าก็เบาใจได้บ้าง แต่อย่างไรมีภรรยาอยู่ใกล้ย่อมปรนนิบัติได้ถูกใจที่สุด อยู่ที่นั่นนางจะช่วยเหลือแนะนำเจ้าได้ดี ต้องการความช่วยเหลืออะไรก็ให้เอ่ยกับนางตรงๆ ได้เจอเจ้าแล้วนางต้องเอ็นดูอาหรั่นน้อยเหมือนข้าแน่ๆ’ แม่สามีเคยเอ่ยกับนางเช่นนี้ สีหน้าของผิงซื่อ [1] ยามเอ่ยถึงน้องสาวฉายประกายเอ็นดู แตกต่างจากฉือหมัวมัว [2] ที่แทบจะกลอกตาสามตลบอยู่ด้านหลัง

‘ฮูหยินน้อย บ่าวขอพูดตรงๆ หยวนฮูหยินมิใช่คนที่อยู่ด้วยง่าย หากท่านรู้สึกลำบากใจก็ให้เขียนจดหมายมาแจ้งฮูหยินนะเจ้าคะ’

เรือนของผิงซูปี้อยู่ทางด้านเหนือ เป็นบริเวณที่ได้รับการปรับปรุงเรียบร้อยดีแล้ว หน้าเรือนของนางกระทั่งมีสวนดอกไม้ที่งดงาม ไม่เหมือนกับที่พ่อบ้านก้วนแจ้งว่างานปรับปรุงทุกอย่างต้องเร่งรีบเลยสักนิด

เมื่อเมิ่งเสี่ยวหรันก้าวตามสาวใช้เข้าไปด้านในก็พบว่าเรือนหลังนี้ตกแต่งอย่างดงงามหรูหราเสียยิ่งกว่าจะเป็นเรือนพักของผู้ที่จะมาอาศัยอยู่ชั่วคราว

“เสี่ยวหรันคาราวะท่านน้าเจ้าค่ะ”

สตรีที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะกลมยกปลายคางขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าขาวผ่องอวบอิ่มยังฉายให้เห็นถึงความงามละม้ายคล้ายกับแม่สามีของนางอยู่หลายส่วน ชุดผ้าไหมเจียงหนานสีอ่อนบนร่างยิ่งขับเน้นให้นางดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริง

“หากข้าไม่ให้คนไปตาม เจ้าก็คงไม่คิดจะเห็นหัวมาคารวะยายแก่ผู้นี้เลยงั้นสินะ”

เมิ่งเสี่ยวหรันกะพริบตาปริบๆ มองอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทางร้อนใจ

“เดิมข้าตั้งใจจะมาคารวะท่านน้า ติดแต่ว่าประตูเรือนที่ท่านน้าจัดให้ถล่มลงมาเสียก่อนจึงต้องเสียเวลาย้ายเรือนใหม่”

“เอ๊ะ นี่เจ้ากำลังกล่าวหาว่าข้าจัดการได้ไม่ดีหรือ”

“หลานเข้าใจว่าพวกท่านเพิ่งย้ายเข้ามาจึงมีหลายเรื่องต้องจัดการ ในส่วนที่ปรับปรุงเรียบร้อยแล้วก็ได้รับการตกแต่งอย่างประณีตงดงาม คิดว่าท่านน้าคงเหนื่อยไม่น้อย หลานละอายใจยิ่งเจ้าค่ะ” เอ่ยจบแล้วก็แสร้งก้มหน้า

ผิงซูปี้เห็นว่าภรรยาของหลานชายผู้นี้ดูท่าทางขี้ขลาดจัดการได้ไม่ยากก็ยิ่งได้ใจ

“ข้าดูแลหลานชายมานาน คนในจวนเองก็คุ้นเคยวิธีปฏิบัติที่ข้ากำหนดไว้ เจ้าเพิ่งเดินทางมาถึงยังมีเรื่องให้ต้องเรียนรู้อีกมาก เรื่องการจัดการภายในจวนนั้นข้าจะช่วยดูแลไปก่อน”

ดูแลไปตลอดเลยก็ได้เจ้าค่ะ ข้าไม่ถือ

เมิ่งเสี่ยวหรันรีบตอบในใจ นางตั้งใจมาอาศัยแค่ไม่กี่วันเท่านั้นก็จะหาทางให้สามีขับไล่ไสส่งตนเองกลับเมืองหลวง

“ต้องรบกวนท่านน้า…” นางยังเอ่ยไม่ทันจบก็มีเสียงกังวานของสตรีดังแทรกขึ้น

“ท่านน้า…” เพียงครู่พลันเรือนร่างในชุดทะมัดทะแมงเดินผ่านนางไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ด้านข้าง “เอ๋…นี่คงเป็นฮูหยินของพี่ชายกระมัง”

เมิ่นเสี่ยวหรันยังคงอมยิ้มน้อยๆ มองหญิงสาวใบหน้าอ่อนละมุนเยาว์วัย ท่าทางสดใสมีชีวิตชีวาตรงหน้าพาให้นึกถึงดอกเซี่ยงรื่อขุย [3] บานสะพรั่งรับแสงตะวัน

สตรีผู้นี้คงหนีไม่พ้น เล่อเข่อซิง สตรีในดวงใจของเว่ยเฉวียนกระมัง

[1] ซื่อ ธรรมเนียมการเรียกขานสตรีที่แต่งงานแล้วของจีนจะใช้คำว่า “ซื่อ” ต่อท้ายนามสกุลเดิมของสตรี บางครั้งอาจเพิ่มนามสกุลของสามีไว้หน้าสุดเพื่อระบุให้ชัดขึ้นก็มี

[2] หมัวมัว คำเรียกที่ใช้เรียกนางกำนัลอาวุโส แม่นม หรือสตรีสูงวัย

[3] ดอกเซี่ยงรื่อขุย หมายถึง ดอกทานตะวัน

-----------------

ใครอยากอ่านฉากพระนางเจอกันว่าน่าประทับใจขนาดไหน แวะไปอ่านได้ที่เรื่อง โน้มกิ่งซิ่งฮวา ค่ะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...