โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สืบทอดกิจการอย่างไรไม่ให้สะดุด ในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนโลกธุรกิจ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 03 เม.ย. เวลา 03.18 น. • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

โจทย์ยากที่สุดของธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่มักหนีไม่พ้นเรื่องการสืบทอดกิจการ แต่เมื่อโลกธุรกิจปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ภารกิจนี้จึงทวีความซับซ้อนขึ้น เพราะทายาทผู้รับไม้ต่อไม่สามารถบริหารงานด้วยสูตรสำเร็จเดิมของครอบครัวได้อีกต่อไป แต่ต้องสามารถพลิกโฉมธุรกิจด้วยดิจิทัลได้ด้วย

ข้อมูลจากรายงาน Investigating the Future CEO ประจำปี 2025-2026 จาก Livingston James และ EY ได้ตอกย้ำถึงความท้าทายนี้ พร้อมชี้ชัดว่าการปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญที่ต้องเตรียมส่งมอบกิจการให้ทายาทรุ่นต่อไป

รายงานฉบับนี้จัดทำต่อเนื่องเป็นปีที่สอง โดยทำการรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจเชิงลึกและการสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงกว่า 200 ราย ครอบคลุมองค์กรทุกขนาดในสกอตแลนด์ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรไม่แสวงหากำไร ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 71 มาจากภาคธุรกิจ

ผลการศึกษาเผยให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ย้อนแย้งในหลายองค์กร คือแม้ร้อยละ 71 จะระบุว่ามีการหารือเรื่องปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในระดับคณะกรรมการบริหารอย่างสม่ำเสมอ แต่กลับมีเพียงร้อยละ 36 เท่านั้นที่มีการจัดทำกลยุทธ์ด้านนี้อย่างเป็นทางการ

ยิ่งไปกว่านั้นภาคเอกชนซึ่งรวมถึงธุรกิจครอบครัวจำนวนมาก กลับมีแนวโน้มที่จะมีความพร้อมในการวางกลยุทธ์ด้าน AI น้อยกว่าหน่วยงานภาครัฐเสียอีก ซึ่งช่องว่างระหว่างความตื่นตัวทางเทคโนโลยีกับการลงมือปฏิบัติจริงนี้ นับเป็นความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจครอบครัว เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าความได้เปรียบทางการแข่งขันและความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ คือหัวใจสำคัญของการผลักดันธุรกิจให้เติบโตในระยะยาว

ทั้งนี้ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีในข้างต้น ยิ่งเพิ่มความน่ากังวลมากขึ้นเมื่อพิจารณาควบคู่ไปกับเรื่องการสืบทอดกิจการ ซึ่งรายงานระบุว่าเป็นประเด็นที่องค์กรส่วนใหญ่ยังคงหาทางออกที่ลงตัวไม่ได้ โดยพบว่าแม้ผู้บริหารร้อยละ 75 จะเชื่อมั่นว่าซีอีโอคนต่อไปจะมาจากบุคลากรในทีมผู้บริหารระดับสูงชุดปัจจุบัน

ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีผู้บริหารอีกถึง 1 ใน 4 ที่ประเมินว่า ยังไม่มีบุคลากรคนใดในทีมที่มีความพร้อมเพียงพอสำหรับการก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำสูงสุด ซึ่งเมื่อพิจารณาในบริบทของธุรกิจครอบครัว

การเปลี่ยนผ่านผู้นำมีความซับซ้อนมากกว่าธุรกิจทั่วไป เนื่องจากมักมีความเกี่ยวข้องกับพลวัตภายในครอบครัว มรดกทางวัฒนธรรม และวิสัยทัศน์ที่ส่งต่อกันมา ในขณะที่โลกธุรกิจภายนอกก็บีบบังคับให้ต้องปรับตัว ทายาทผู้รับไม้ต่อจึงต้องแบกรับทั้งภารกิจในการรักษาคุณค่าหลักของตระกูล และการนำพาองค์กรให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัลไปพร้อมกัน

ดังนั้นการเตรียมความพร้อมในการส่งมอบกิจการจึงไม่สามารถทำแยกส่วนกับการพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลได้อีกต่อไป ผู้นำธุรกิจครอบครัวในยุคนี้จึงไม่เพียงแต่ต้องเฟ้นหาผู้สืบทอดจากภายในองค์กรเท่านั้น แต่ยังต้องมั่นใจด้วยว่าผู้บริหารรุ่นใหม่เหล่านั้น มีทักษะและความพร้อมที่จะนำพาองค์กรรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้ด้วย

ทางออกของเรื่องนี้คือ ธุรกิจครอบครัวต้องนำกลยุทธ์และขีดความสามารถด้าน AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาผู้นำในภาพรวมอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันคณะกรรมการบริหารต้องขับเคลื่อนการหารือเพื่อเชื่อมโยงกลยุทธ์ด้านดิจิทัลเข้ากับกรอบการสืบทอดกิจการให้เกิดขึ้นจริง

พร้อมทั้งลงทุนวางเส้นทางการพัฒนาผู้นำอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้นำรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมาสามารถรักษาสมดุลระหว่าง การสืบทอดคุณค่าหลักของตระกูล กับการตอบสนองโลกธุรกิจยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปได้อย่างเหมาะสม ซึ่งทั้งหมดนี้คือปัจจัยสำคัญยิ่งต่อความอยู่รอดและการเติบโตของธุรกิจครอบครัวในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...