ดาวโจนส์ปิดบวก 95 จุด - AI พยุงหุ้นสหรัฐฯ จับตาเงินเฟ้อหลังเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านสะดุด
ดาวโจนส์ปิดบวก 95 จุด - AI พยุงหุ้นสหรัฐฯ จับตาเงินเฟ้อหลังเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านสะดุด
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -12 พ.ค. 69 7:05: น.
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกเล็กน้อยเมื่อวันจันทร์ (11 พ.ค.) ท่ามกลางแรงส่งจากหุ้นกลุ่ม AI ขณะเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลรายงานผลประกอบการ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นยังสร้างความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ หลังจากการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านหยุดชะงัก
ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,704.47 จุด เพิ่มขึ้น 95.31 จุด (+0.19%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,412.84 จุด เพิ่มขึ้น 13.91 จุด (+0.19%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,274.13 จุด เพิ่มขึ้น 27.05 จุด (+0.10%)
รอส เมย์ฟิลด์ นักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนจาก Baird กล่าวว่า การซื้อขายหุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI เริ่มมีทิศทางชัดเจน จนราคาหุ้นเริ่มเคลื่อนไหวเป็นอิสระและไม่ยึดโยงกับหัวข้อข่าวหรือการประกาศข้อมูลต่าง ๆ เหมือนในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์ตลาดบางส่วนเชื่อว่าการพุ่งขึ้นของตลาดในครั้งนี้กำลังจะหมดแรงส่ง โดยไมเคิล เบอร์รี นักลงทุนชื่อดังและผู้ก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ Scion Asset Management ได้ออกมาเตือนว่าตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่จะทรุดตัวลงอย่างรุนแรง เบอร์รีซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ทำกำไรมหาศาลจากวิกฤตการเงินปี 2008 ได้ระบุว่า การพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในปี 2026 กำลังจบไม่สวย ตลาดได้มาถึงจุดที่เกินขีดจำกัดไปแล้ว
ปัจจุบันการรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว โดยบริษัทในดัชนี S&P 500 จำนวน 440 แห่งได้รายงานงบออกมาแล้ว ซึ่งในจำนวนนี้มี 83% ที่มีกำไรสูงกว่าคาดตามข้อมูลของ LSEG IBES
ณ วันศุกร์ที่ผ่านมา (8 พ.ค.) นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรไตรมาสแรกของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโตขึ้น 28.6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากประมาณการเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 14.4%
เทอร์รี แซนด์เวน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตราสารทุนจาก U.S. Bank Wealth Management ระบุว่า ความแข็งแกร่งในตลาดส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกำไรบริษัทที่ยอดเยี่ยมมาก โดยตลาดกำลังจับตากลุ่มค้าปลีกรายใหญ่ซึ่งจะรายงานผลประกอบการสัปดาห์หน้า เพื่อประเมินว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่หลังจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพจากอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นและนำไปสู่ความกังวลว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจะยังคงสร้างแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อ โดยเฉพาะราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ผู้บริโภคกำลังเริ่มได้รับผลกระทบ
ในสัปดาห์นี้ นักลงทุนยังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และยอดค้าปลีก เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ว่า การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานอย่างต่อเนื่องนั้นลามไปสู่ภาวะเงินเฟ้อในวงกว้างหรือกระทบการใช้จ่ายของผู้บริโภคหรือไม่ รวมไปถึงจับตาดัชนีราคาผู้ผลิตและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในสัปดาห์นี้เช่นกัน
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ยังมีกำหนดเดินทางไปพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ณ กรุงปักกิ่ง ในวันที่ 13-15 พ.ค. เพื่อหารือในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงสงครามอิหร่าน การค้า อาวุธนิวเคลียร์ ไต้หวัน ปัญญาประดิษฐ์ และความเป็นไปได้ในการขยายข้อตกลงแร่หายาก
ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม
- ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P 500 พบว่า กลุ่มพลังงานเพิ่มขึ้นสูงสุด (+2.63%) ขณะที่กลุ่มบริการสื่อสารลดลงมากที่สุด (-2.33%)
- ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทำผลงานโดดเด่น โดยดัชนี PHLX Semiconductor พุ่งขึ้น 2.6%
- หุ้น Intel เพิ่มขึ้น 3.6% หลังจากที่พุ่งขึ้นถึง 14% เมื่อวันศุกร์ (8 พ.ค.) จากรายงานข่าวเกี่ยวกับข้อตกลงเบื้องต้นในการผลิตชิปให้กับ Apple ขณะที่คู่แข่ง Qualcomm พุ่งขึ้น 8.4% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
- หุ้น Fox Corp บริษัทสื่อรายใหญ่ พุ่งขึ้น 7.6% หลังจากรายงานรายได้ไตรมาสสามสูงกว่าคาดการณ์
- หุ้นกลุ่มสายการบินบางแห่งปรับตัวลดลงเนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งสร้างความกังวลว่าจะกดดันอัตรากำไร โดยหุ้นของ Southwest Airlines, Delta Air Lines, Alaska Air และ United Airlines ลดลง 2.9-4.4%
ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย
- ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 21,420 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 17,990 ล้านหุ้น
- ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.08 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 567 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 144 ตัว
- ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 2,129 ตัว และหุ้นลบ 2,704 ตัว โดยมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.27 ต่อ 1 หุ้น
- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 39 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 42 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 157 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 164 ตัว
ที่มา Reuters
รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ