นโยบายจีนของทรัมป์ “ไร้ทิศทาง” แม้ขึ้นภาษีหนัก แต่ยังเขย่าจีนไม่สำเร็จ
"ทรัมป์" ใช้มาตรการภาษีหวังรีเซ็ตสัมพันธ์จีน แต่ผ่านไปกว่าหนึ่งปี ผลลัพธ์ยังจำกัด แถมนโยบายกลับสับสน-ย้อนแย้ง ขาดแผนสำรองชัดเจน นักวิเคราะห์ชี้กระทบความน่าเชื่อถือสหรัฐในเวทีโลก
วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 12.01 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งในปี 2568 พร้อมคำมั่นว่าจะใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือรีเซ็ตความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งเขามองว่ากำลังทำร้ายสหรัฐผ่านนโยบายการค้า
อย่างไรก็ตาม มากกว่าหนึ่งปีหลังเริ่มวาระที่สอง นโยบายเชิงรุกของทรัมป์กลับยังไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมทางการค้าและการทหารของจีนได้อย่างมีนัยสำคัญ ตรงกันข้าม แนวทางของสหรัฐกลับดูไร้ทิศทางมากขึ้น สร้างความสับสนภายในรัฐบาล และนำไปสู่การตัดสินใจที่ขัดแย้งกันเอง
นโยบายสวิง-กลับไปมา สะท้อนความไม่ชัดเจน
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐต่อจีนเต็มไปด้วยความผันผวน เช่น การขึ้นบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยีจีนด้านความมั่นคง ก่อนจะยกเลิกในเวลาไม่นาน การอนุญาตขายชิป AI ให้จีน ทั้งที่หน่วยงานรัฐเพิ่งเตือนว่าเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคง
ขณะที่ทรัมป์เตรียมเดินทางเยือนจีนในวันที่ 14-15 พฤษภาคม เพื่อพบกับสี จิ้นผิง ซึ่งจะเป็นการเยือนครั้งแรกของผู้นำสหรัฐในรอบ 8 ปี นักวิจารณ์ มองว่า ความไม่สอดคล้องของนโยบาย รวมถึงสไตล์การเจรจาแบบเฉพาะตัวของทรัมป์ อาจบั่นทอนอำนาจต่อรองของสหรัฐในระยะยาว
อดีตเจ้าหน้าที่ความมั่นคงสหรัฐชี้ว่า หน่วยงานต่าง ๆ ทำงานคนละทิศ และบางครั้งถึงขั้นขัดแย้งกันเอง ทำให้นโยบายต่อจีนเปลี่ยนไปมาแบบคาดเดาไม่ได้ในแต่ละวัน
กลยุทธ์ภาษีสะดุด ไม่มีแผนสำรอง
ในช่วงเริ่มต้น ทรัมป์ใช้นโยบายภาษีอย่างหนัก โดยปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนสูงถึงราว 145% แต่จีนตอบโต้กลับ และสถานการณ์ตึงเครียดจบลงด้วยภาวะพักรบทางการค้า ที่เปราะบาง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐต้องผ่อนท่าที คือการที่จีนมีอำนาจเกือบผูกขาดในห่วงโซ่แร่หายาก (rare earths) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมสหรัฐ อีกทั้งคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐในเดือนกุมภาพันธ์ที่ยกเลิกภาษีบางส่วน ก็ยิ่งทำให้กลยุทธ์นี้อ่อนแรงลง
นักวิเคราะห์ ชี้ว่า แผนเดิมของรัฐบาลที่หวังใช้ภาษีกดดันจีนล้มเหลวตั้งแต่ต้น และยังไม่มี Plan B ที่ชัดเจน
แม้ภาษีจะช่วยลดการขาดดุลการค้าสินค้ากับจีนลง 32% เหลือ 202,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนนโยบายการค้าของจีน และยังลดแรงจูงใจของภาคธุรกิจสหรัฐในการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ โดยสหรัฐสูญเสียตำแหน่งงานภาคการผลิตกว่า 91,000 ตำแหน่งในปีที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่เศรษฐกิจสหรัฐ เช่น Scott Bessent และ Jamieson Greer เริ่มปรับแนวทางจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้า ไปสู่แนวคิด “managed trade” หรือการบริหารความสัมพันธ์ให้สมดุลและเสถียรมากขึ้น ขณะเดียวกัน จีนพยายามวางภาพตัวเองเป็นมหาอำนาจที่มีเสถียรภาพ ท่ามกลางความสับสนของฝั่งสหรัฐ
สัญญาณขัดแย้ง บั่นทอนความน่าเชื่อถือ
ความย้อนแย้งของนโยบายไม่ได้จำกัดแค่เรื่องภาษี เช่น การอนุมัติขายชิปขั้นสูงให้จีน ทั้งที่เพิ่งเตือนเรื่องความมั่นคง การขึ้นบัญชีดำบริษัทจีน ก่อนยกเลิกภายในเวลาไม่นาน การออกมาตรการควบคุมการส่งออก ก่อนระงับเพราะแรงกดดันจากจีน
นักวิเคราะห์ชี้ว่าปัญหาหลักมาจากการตัดสินใจของทรัมป์ที่มักเกิดขึ้นเฉพาะหน้า โดยไม่ได้ยึดโยงกับยุทธศาสตร์ระยะยาว ทำให้ภาพรวมของนโยบายขาดเอกภาพ
เกมภูมิรัฐศาสตร์ ได้แต้ม แต่ไม่ชนะเกม
ในอีกด้านหนึ่ง ทรัมป์ยังใช้เครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น การทำสงครามในอิหร่านและเวเนซุเอลา ซึ่งกระทบพันธมิตรพลังงานของจีน การอนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน และการกดดันปานามาและคิวบา
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ มองว่า สหรัฐกำลังเก็บหมากเล็กมากกว่าควบคุมเกมหลัก ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางยังทำให้ทรัพยากรทางทหารของสหรัฐถูกเบี่ยงเบนออกจากเอเชีย
ความเสี่ยงใหญ่ ความน่าเชื่อถือของสหรัฐ
นอกจากนั้นความตึงเครียดกับพันธมิตร เช่น NATO และนโยบายภาษี ยังอาจทำให้แนวร่วมระหว่างประเทศในการถ่วงดุลจีนอ่อนแอลง นักวิชาการจากจีนมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนความล้มเหลวเชิงสถาบันของสหรัฐ และความไม่สม่ำเสมอของนโยบายกำลังกัดกร่อนความน่าเชื่อถือในเวทีโลก
อ้างอิง : www.reuters.com