โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดรหัสดีเอ็นเอไทยผ่านเทศกาลสงกรานต์และวรรณกรรมอมตะภายใต้รอยแยกทางวัฒนธรรมเอเชีย

The Better

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE BETTER
Korn Pongjitdham, M.D.

ความแตกต่างของการพัฒนาประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้เป็นเรื่องของโชคชะตาเพียงอย่างเดียว แต่มีรากเหง้าสำคัญมาจากพิมพ์เขียวทางความคิดที่ถูกฝังรากลึกผ่านวรรณกรรมและจารีตประเพณีมานับร้อยปี แม้แต่ในเทศกาลที่ดูเหมือนมีแต่ความสนุกสนานอย่างสงกรานต์ เราก็ยังเห็นเงาของวิธีคิดเหล่านี้ซ่อนอยู่อย่างลึกซึ้งผ่านการปะทะกันของความกตัญญูตามจารีตและการเอาตัวรอดเฉพาะหน้า

รากเหง้าฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: โครงสร้างอำนาจที่ฉาบด้วยละครน้ำเน่า
ในสังคมไทย วิธีคิดถูกหล่อหลอมด้วยส่วนผสมที่ย้อนแย้งระหว่าง รามเกียรติ์ และ ศรีธนญชัย ซึ่งเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามที่กลายเป็นดีเอ็นเอประจำชาติ โดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์ที่เราเห็นการรดน้ำดำหัวตามระบบอาวุโสแบบพระราม ควบคู่ไปกับการฉวยโอกาสเล่นสนุกแบบละเมิดสิทธิผู้อื่นหรือการหาช่องว่างทางกฎหมายของศรีธนญชัย

รามเกียรติ์คือแม่พิมพ์ของสังคมแนวดิ่งที่เน้นเรื่องบุญบารมีและตัวบุคคลมากกว่าหลักการ พระรามคือตัวแทนของความดีที่แตะต้องไม่ได้ ขณะที่ทศกัณฐ์คืออธรรมที่ต้องกำจัดทิ้งสถานเดียว ความคิดแบบขาวกับดำนี้ทำให้สังคมมักจะโหยหาอัศวินขี่ม้าขาวมาโปรด และพร้อมจะมองข้ามความบกพร่องของระบบเพียงเพราะเชื่อว่าผู้นำเป็นคนดี

เมื่อโครงสร้างสังคมที่แข็งทื่อมาเจอกับการกดทับ ศรีธนญชัยจึงกลายเป็นกลไกการเอาตัวรอด วรรณกรรมเรื่องนี้สอนให้คนใช้เล่ห์เหลี่ยมและช่องว่างทางกฎหมายมาบิดเบือนเพื่อประโยชน์ส่วนตน ความฉลาดถูกนิยามผ่านการซิกแซกเอาตัวรอดเฉพาะหน้า ทำให้กฎหมายสูญเสียความศักดิ์สิทธิ์และกลายเป็นเพียงสิ่งที่คนโง่เท่านั้นที่ทำตาม

รากเหง้าฝั่งเอเชียตะวันออก: วินัยเหล็กและยุทธศาสตร์ข้ามศตวรรษ
ในทางกลับกัน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ถูกกำกับด้วยเข็มทิศที่ต่างออกไปนั่นคือ ลัทธิขงจื๊อ และ สามก๊ก ซึ่งเน้นความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นจากวินัยที่เข้มงวดและการวางแผนระยะยาว
ลัทธิขงจื้อมุ่งเน้นหน้าที่และการขัดเกลาตนเองเพื่อความสงบสุขของส่วนรวม สร้างวัฒนธรรมแห่งความละอาย (Shame Culture) ที่รุนแรง ใครที่ทำผิดระเบียบสังคมจะรู้สึกเหมือนขายหน้าอย่างหนัก วินัยนี้เองที่เป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนชาติ เมื่อบวกกับสามก๊กที่เป็นตำราพิชัยสงครามเน้นยุทธศาสตร์ (Strategy) เพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่าตนเอง ความฉลาดจึงถูกนำไปใช้ในการวางรากฐานเพื่อเป้าหมายข้ามศตวรรษ

ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนที่สุดคือ สิงคโปร์ แม้จะเป็นประเทศที่ไม่มีวรรณกรรมพื้นถิ่นของตัวเอง และตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เพราะผู้นำอย่าง ลี กวน ยู และประชากรส่วนใหญ่มีรากเหง้ามาจากชาวจีนโพ้นทะเลที่มีวิธีคิดแบบเอเชียตะวันออกอย่างเข้มข้น สิงคโปร์จึงถูกสร้างขึ้นด้วยหลักขงจื๊อที่เน้นวินัยและการทำงานหนัก ผสมกับยุทธศาสตร์การมองการณ์ไกลที่เฉียบคม พวกเขาเปลี่ยนเกาะที่ไม่มีแม้แต่น้ำจืดให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกได้ เพราะยึดถือหลักนิติธรรมที่ศักดิ์สิทธิ์และระบบคุณธรรมที่เคร่งครัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) ของประเทศรอบข้างอย่างสิ้นเชิง

รอยแยกที่ชัดเจน: ผลลัพธ์ของการพัฒนาที่ต่างกันสุดขั้ว
เราสามารถเห็นผลลัพธ์ของการพัฒนาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนผ่านมิติต่างๆ ดังนี้
ประการแรก คือการเคารพกติกาและนิติธรรม (Rule of Law) ในเอเชียตะวันออกกฎหมายคือสัญญาประชาคมที่ทุกคนต้องเคารพเพื่อเกียรติยศของตนและชาติ แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กฎหมายมักถูกมองเป็นอุปสรรคที่ศรีธนญชัยต้องหาทางมุดผ่าน หรือเป็นเครื่องมือที่พระรามเอาไว้จัดการศัตรูฝ่ายเดียว ระบบตรวจสอบจึงล้มเหลวเพราะเราเกรงใจคนมากกว่าหลักการ

ประการที่สอง คือการมองการณ์ไกลและการวางรากฐาน ประเทศอย่างเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จในการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีเพราะมีวิธีคิดแบบยุทธศาสตร์สามก๊กที่ยอมลำบากในระยะสั้นเพื่อความยิ่งใหญ่ในระยะยาว ในขณะที่บ้านเรามักจะเป็นการแก้ปัญหาแบบลมเพลมพัด หรือแก้ผ้าเอาหน้ารอดแบบศรีธนญชัย เน้นผลลัพธ์ที่เร็วและง่ายไว้ก่อน

ประการที่สาม คือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ในเอเชียตะวันออกความสัมพันธ์เป็นแบบหน้าที่ต่อหน้าที่ แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสัมพันธ์ยังคงติดอยู่ในระบบอุปถัมภ์แบบรามเกียรติ์ ทำให้ประชาชนต้องกราบไหว้ขอความเมตตาจากรัฐราวกับขอส่วนบุญ เกิดวงจรเห็นแก่ตัวที่ใครมีโอกาสก็ต้องตักตวงก่อนเพราะไม่มั่นใจในอนาคต

ความยากง่ายในการปรับเปลี่ยนไมนด์เซ็ต (Mindset): มุมมองทางจิตวิทยา
การเปลี่ยนไมนด์เซ็ตที่ฝังรากลึกทางวัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง เพราะทำงานในระดับจิตใต้สำนึก (Implicit Bias) ตามหลักจิตวิทยาสังคม คนเรามีแนวโน้มจะรักษาสมดุลทางความคิด (Cognitive Consistency) เพื่อลดความขัดแย้งในใจ เมื่อโตมาในสังคมศรีธนญชัย การเดินตรงอาจถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงหรือความโง่เขลา ทำให้การเปลี่ยนแปลงถูกต่อต้านจากทั้งภายในใจและภายนอก
ตามทฤษฎีทางสมอง สมองสามารถสร้างเส้นทางประสาทใหม่ได้เสมอ (Neuroplasticity) แต่ต้องอาศัยแรงจูงใจที่รุนแรงหรือการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเชิงโครงสร้าง (Structural Change) การจะเปลี่ยนวิธีคิดคนในระดับกว้างต้องอาศัยการทำให้การเดินตรงนั้นง่ายและได้รางวัล ในขณะที่การเดินเบี้ยวต้องยากและมีราคาที่ต้องจ่ายสูง หากระบบสังคมไม่เอื้ออำนวย การพยายามเปลี่ยนไมนด์เซ็ตเพียงลำพังจะทำให้ปัจเจกบุคคลเกิดความท้อแท้และกลับไปสู่วงจรเดิม

บทส่งท้าย: สงกรานต์ปีนี้กับภารกิจของคนรุ่นใหม่
เทศกาลสงกรานต์ปีนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทบทวนตัวเอง เมื่อแม่ปูคือคนรุ่นก่อนที่ยังคงเดินเบี้ยวด้วยวิถีเดิมๆ การจะหวังให้ลูกปูเดินตรงจึงเป็นภารกิจที่ท้าทายที่สุด แต่ลูกปูในวันนี้เติบโตมาในโลกที่ไร้พรมแดน มีโอกาสเห็นวิถีการเดินที่สง่างามจากทั่วโลก
พวกคุณต้องกล้าสลัดดีเอ็นเอ (DNA) ศรีธนญชัยทิ้งไป แล้วเปลี่ยนไหวพริบเหล่านั้นให้เป็นยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์ และต้องกล้าปฏิเสธระบบพระรามที่เน้นตัวบุคคลแต่ไร้ซึ่งความยุติธรรม หากลูกปูเริ่มฝึกเดินตรงและสร้างทางเดินที่มั่นคงขึ้นมาเอง วันหนึ่งเราอาจไม่ต้องมานั่งทำใจกับความถดถอยของบ้านเมือง และสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดทางวัฒนธรรมไปสู่ความเจริญที่ยั่งยืน (Sustainability) ได้เสียที

Korn Pongjitdham, M.D.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...