ม.112 กฎหมายที่ประชาชน-สภาฯ ไม่มีสิทธิ์แก้ไข ?
“มาตรา 112 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี”
กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ หรือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ม.112) กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังมีผู้อ้างว่าได้ทำการยื่นฟ้องกฎหมายดังกล่าวกับนักวาดการ์ตูนนามปากกาว่า Amulin ผู้วาด “อโยธยาเอยาวดี” โดยระบุผ่านเฟซบุ๊กชื่อ Yuwathida Poopunhong ว่า “ฟ้องภาพนี้เพราะเหมือนการ์ตูนชายรักชาย” และระบุว่า “ยังไม่ได้อ่านเนื้อเรื่อง”
นอกจากนี้ยังมีการระบุในโพสต์ก่อนหน้าว่า “(ภาพวาดการ์ตูนดังกล่าว)เป็นช่องทางให้อริราชศัตรูสร้างเรื่องปั้นน้ำว่า “ขนาดมหาราชของประเทศเรายังเป็นชายรักชาย วิปริตผิดเภท””
แม้นักวาดจะระบุในการ์ตูนว่า ตัวละครในเรื่องเป็นตัวละครที่สร้างขึ้นมาใหม่ และไม่ใช่ตัวละครของพระมหากษัตริย์ไทยในปัจจุบันก็ตาม แต่ต่อให้การ์ตูนมีการอ้างอิงจากพระนเรศวรจริง ก็เป็นที่ตั้งคำถามว่า กฎหมายดังกล่าวตีความกว้างครอบคลุมถึงอดีตพระมหากษัตริย์ที่สวรรรคตไปแล้ว หรือพระมหากษัตริย์ของราชวงศ์อื่น (ที่ไม่ใช่ราชวงศ์จักรี) ด้วยหรือไม่
นอกจากนี้ ยังพูดถึงประเด็นการใช้กฎหมาย ม.112 ที่ใครจะฟ้องร้องใครก็ได้
เวลาไล่เลี่ยกัน ในวันที่ 24 เม.ย. 2569 ศาลฎีกานัดอ่านคำสั่งกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งคำร้องพิจารณา อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากการเสนอชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ซึ่งหากศาลประทับรับฟ้อง จะมีคำสั่งให้ สส.พรรคประชาชน ปัจจุบัน 10 คน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ รวมถึงอดีต สส.ของพรรคก้าวไกลที่เหลือ จะได้รับบทลงโทษอย่างไร ซึ่งโทษสูงสุดอาจเป็นการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต หรือที่เรียกว่า “โทษประหารทางการเมือง” แม้จะเป็นการเสนอแก้ไขกฎหมายในสภาฯ ก็ตาม
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการเสนอแก้ไขกฎหมายที่มีข้อถกเถียงมากที่สุดในสังคมไทย The Active ชวนดูความพยายามในการแก้ไขกฎหมาย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ว่ามีความพยายามแก้กฎหมายอย่างไร เพราะอะไร และมีผลลัพธ์จากการเสนอแก้อย่างไรบ้าง
ม.112 แก้ไขล่าสุด เพิ่มโทษจำคุกสูงถึง 3-15 ปี
โดยคณะรัฐประหารหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519
ข้อมูลจาก iLaw ระบุว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ไทย มีมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ แต่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในกฎหมายตรา 3 ดวง (รัชกาลที่ 1) และมีการปรับแก้เรื่อยมาให้เข้ากับแต่ละยุคสมัย
กฎหมายอาญา มาตรา 112 ถูกพัฒนามาจากกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 (ปี 2451) ซึ่งถือเป็นประมวลกฎหมายอาญาฉบับแรกของไทย กำหนดมาตรา 104 ว่า
“ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายด้วยประการใดใด โดยเจตนาต่อผลอย่างหนึ่งอย่างใด ที่ว่าต่อไปในมาตรานี้ คือ
(1) เพื่อให้ขาดความจงรักภักดีหรือดูหมิ่น ต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี ต่อรัฐบาลก็ดี หรือต่อราชการแผ่นดินก็ดี …
ท่านให้เอามันผู้กระทำการอย่างใดใดโดยเจตนา เช่นว่ามานี้ ลงอาญาจำคุกไม่เกินกว่า 3 ปี แลให้ปรับไม่เกินกว่า 1,000 บาทด้วยอีกโสดหนึ่ง“
และมีการปรับแก้มาตรา 104 นี้อีกครั้ง ใน พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ. 2470 โดยแก้ไขข้อความในมาตรา 104 เป็น
“1) ผู้ใดกระทำการอย่างใดใดก็ตาม สนับสนุนฤๅสั่งสอนลัทธิฤๅวิธีการเมืองฤๅเศรษฐกิจ ด้วยวาจาฤๅลายลักษณ์อักษรฤๅเอกสารตีพิมพ์ฤๅด้วยอุบายใดใดก็ตามด้วยเจตนาฤๅคำณวนว่าจะให้เกิดผลอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ คือ
ก) เพื่อจะให้บังเกิดความเกลียดชังฤาดูหมิ่นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฤารัฐบาลญาราชการแผ่นดินก็ดี …
ท่านว่ามันมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่า 10 ปี และให้ปรับไม่เกินกว่า 5,000 บาทด้วยอีกโสดหนึ่ง“
ถือเป็นการเพิ่มโทษหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์จากเดิมที่จำคุกไม่เกิน 3 ปีและปรับไม่เกิน 1,000 บาท
ต่อมา ในยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ในปี 2478 รัฐสภาที่มีพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกฯ ได้ออก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอาลักษณะอาญา พ.ศ. 2478 (ฉบับที่ 7) โดยแก้ข้อความในมาตรา 104 เป็น
“ผู้ใดกระทำการให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์ หรือด้วยอุบายอย่างใด ๆ ดังต่อไปนี้
ก) ให้เกิดความดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์ หรือรัฐบาล หรือข้าราชการแผ่นดินในหมู่ประชาชนก็ดี …
ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่า 7 ปี และให้ปรับไม่เกินกว่า 2,000 บาทด้วยอีกโสดหนึ่ง
แต่ถ้าวาจา หรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์ หรืออุบายอย่างใดๆ ที่ได้กระทำไปภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อสาธารณะประโยชน์ หรือเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือเป็นเพียงการติชมตามปกติวิสัย ในบรรดาการกระทำของรัฐบาลหรือของราชการแผ่นดิน การกระทำนั้นไม่ให้ถือว่าเป็นความผิด“
ถือเป็นการลดโทษลงจากเดิม และเพิ่มบทบัญญัติยกเว้นความผิด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่มีบทบัญญัตินี้ในกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์
ภายหลังมีการรัฐประหาร ปี 2490 ทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมมีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น กฎหมาย ม.104 ดังกล่าวถูกแก้ไขในประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 ในสมัยนายกฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยย้ายความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์มาไว้ในหมวดความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร (ซึ่งทำให้ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดร้ายแรง เป็นคดีอาญาแผ่นดินที่ยอมความไม่ได้ และรัฐต้องเข้ามาจัดการเมื่อมีผู้มากล่าวโทษไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม) ในมาตรา 112 แทน โดยระบุว่า
“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี”
หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยอ้างว่านิสิตนักศึกษาและผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นคอมมิวนิสต์ ภายในวันเดียวกันได้เกิดการรัฐประหารนำโดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะรัฐประหารและหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หลังเหตุการณ์ดังกล่าวไม่กี่วันมีคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ต.ค. 2519 ระบุเพิ่มโทษฐานความผิด ม.112 จากเดิม “จำคุกไม่เกิน 7 ปี” เป็น “จำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี” โดยระบุสาเหตุว่า อัตราโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดดังกล่าวไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน สมควรแก้ไขอัตราให้สูงขึ้น
“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี”
และมีการใช้โทษนี้ โดยไม่มีการปรับแก้ไขให้ลดลงแต่อย่างใด มาจนถึงปัจจุบัน
ความพยายามแก้ไข ม.112 (ที่ยังไม่สำเร็จ)
โทษจำคุก 3-15 ปีของ ม.112 ในปัจจุบันถือว่าเป็นโทษที่สูง และมีการใช้กฎหมายดังกล่าวอยู่เรื่อย ๆ ในอดีตที่ผ่านมาจึงมีความพยายามและข้อเสนอหลายครั้งในการแก้ไข ม.112 เพื่อหาทางออกให้กับสังคมไทยไม่น้อยกว่า 3 ครั้งใหญ่ ๆ ด้วยกัน ได้แก่
(1) คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่ตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังเหตุการณ์การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในปี 2553
ประชาไท รายงานความเห็นของ คณิต ณ นคร ประธาน คอป. เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2554 ระบุถึงข้อเสนอเกี่ยวกับการดำเนินคดี ม.112 ที่เป็นที่ถกเถียงในสังคม ณ ขณะนั้น โดยทาง คอป. เห็นว่า การจะยกเลิก ม.112 เสียเลยน่าจะยังไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย แต่การที่จะคงสภาพเป็นความผิดอาญาในลักษณะปัจจุบันโดยไม่มีทางออกใด ๆ ในการดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน เพราะยังมีการใช้ความผิดฐานนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
โดยเสนอรัฐสภาให้แก้กฎหมาย ม.112 เป็นระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 14,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ (จากเดิมจำคุก 3-15 ปี) นอกจากนี้ยังกำหนดให้ การสอบสวนดำเนินคดีจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอำนาจจากเลขาธิการพระราชวัง (จากเดิมที่ไม่ต้องได้รับอำนาจ)
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
(2) กลุ่มนิติราษฎร์ ข้อมูลจาก ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า ระบุว่าเกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2549 โดยในส่วนของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กลุ่มนิติราษฎร์มองว่า “มีปัญหาทั้งในแง่ตัวบทกฎหมาย การบังคับใช้ และอุดมการณ์ และจำเป็นต้องแก้ไข มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นเรื่องความสมดุลระหว่างความร้ายแรงของการกระทำอันเป็นความผิดกับโทษที่ผู้กระทำความผิดนั้นควรได้รับ จึงไม่เป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รวมถึงเสนอให้ “คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในประเด็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป”
ภายหลังได้มีการรวมตัวกันของกลุ่มนักวิชาการ นักเขียน และนักกิจกรรม จัดตั้งเป็น คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) เพื่อนำข้อเสนอแก้ไข ม.112 มารณรงค์ชวนเชิญให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมายให้ได้ครบ 10,000 ชื่อ เพื่อยื่นเสนอต่อรัฐสภาให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา
ข้อเสนอแก้ไข ม.112 ของกลุ่มนิติราษฎร์ที่นำมาใช้รณรงค์ เช่น เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต, เพิ่มเหตุยกเว้นโทษ กรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ, ให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้น รวมถึงการลดโทษลงให้โทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 3 ปี
วันที่ 30 พ.ค. 2555 มีการยื่นรายชื่อของประชาชนรวมกว่า 26,968 คน ต่อรัฐสภา เพื่อเสนอแก้ ม.112 ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์
หลังจากนั้นประมาณเกือบ 5 เดือน สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาในตอนนั้น ได้วินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.ที่นำเสนอนั้น ไม่ใช่กฎหมายที่เกี่ยวกับหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และหมวด 5 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ จึงไม่ใช่กฎหมายที่ประชาชนจะมีสิทธิเข้าชื่อกันเสนอได้ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงไม่อาจเสนอร่างกฎหมายนี้ให้รัฐสภาพิจารณาได้ เป็นผลให้ปิดช่องทางการเสนอแก้ ม.112 จากภาคประชาชน
(3) พรรคก้าวไกล มีความพยายามในการแก้ ม.112 หลายครั้ง สืบเนื่องจากการบังคับใช้ที่เพิ่มสูงขึ้น และมีผู้ต้องขังในเรือนจำจำนวนมาก
10 ก.พ. 2564 พรรคได้เสนอ ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ. … แก้ความผิดฐานหมิ่นประมาท รวมถึง ม.112 โดยลดโทษเหลือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, กำหนดบทยกเว้นความผิด, กำหนดบทยกเว้นโทษ และให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์ โดยข้อเสนอบางส่วนมีความคล้ายคลึงกับข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ อย่างไรก็ตาม สุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่งในตอนนั้น ไม่บรรจุวาระร่างแก้กฎหมายดังกล่าวเข้าวาระการประชุมสภาฯ และถูกคัดค้านจากฝั่งไม่เห็นด้วย
15 ต.ค. 2565 พรรคก้าวไกลได้เปิดตัวนโยบายชุดแรก “การเมืองไทยก้าวหน้า” เตรียมพร้อมเข้าสู่สนามการเลือกตั้ง 2566 หนึ่งในนั้นคือการผลักดันให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112
16 มิ.ย. 2566 ธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความอิสระ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า การกระทำของพิธาและพรรคก้าวไกลที่ยื่นเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 อาจเข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
31 ม.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของพรรคก้าวไกลเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสั่งการให้ผู้ถูกร้องทั้งสองเลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นเพื่อให้มีการยกเลิก ม.112 ภายหลังพรรคก้าวไกลได้ลบนโยบายออกจากเว็บไซต์พรรค
2 ก.พ. 2567 ธีรยุทธ สุวรรณเกษร และสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎร เดินทางมายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบและเอาผิดจริยธรรมของพรรคก้าวไกล และ สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112 ไว้แล้ว
7 ส.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ยุบพรรคก้าวไกลและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี โดยระบุว่า มีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าลักษณะกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จากความพยายามในการเสนอแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
9 ก.พ. 2569 ป.ป.ช.ชี้มูล 44 อดีต สส.ก้าวไกล เสนอแก้ มาตรา 112 ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ส่งเรื่องศาลฎีกาพิจารณา
และ 24 เม.ย. 2569 ที่จะถึงนี้ ศาลฎีกานัดฟังคำสั่งคดี 44 สส. ว่าจะประทับรับฟ้องหรือไม่ หากประทับ มีคำสั่งให้ สส. หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
อ้างอิง
- สรุปข้อเท็จจริงคดี 44 สส.ก้าวไกล เสนอแก้ 112 ถูกสอบ ‘มาตรฐานจริยธรรม’ – iLaw
- ก้าวไกล ปฏิรูปโทษ “หมิ่น” ทั้งระบบ ย้าย 112 ออกจากหมวด “ความมั่นคง” – iLaw
- มาตรา 112: มรดกจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถึงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ – iLaw
- ไม่นานมาแล้ว ประชาชนเคยเข้าชื่อยื่นสภาขอ “แก้ ม.112” แต่สภาไม่รับ! – iLaw