สะพรึง! หนุ่มจอมบงการสักชื่อตัวเองทั่วร่างแฟนสาว ไม่เว้นแม้บนใบหน้า
วานนี้ (21 เม.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวที่น่าสลดใจของหญิงชาวดัตช์คนหนึ่งที่ต้องเข้ารับการลบรอยสักด้วยเลเซอร์ที่แสนเจ็บปวดหลายสิบครั้ง เพื่อกำจัดรอยสักกว่า 250 จุดที่อดีตแฟนหนุ่มเป็นคนสักไว้ให้
เรื่องราวของหญิงเคราะห์ร้ายรายนี้ได้รับการเปิดเผยจากมูลนิธิสติกติง สปต์ ฟาน ตาทู ของเนเธอร์แลนด์เพิ่งเมื่อไม่นานมานี้ โดยแฟนหนุ่มของเหยื่อสาวเป็นคนลงมือสักชื่อและอักษรย่อของตัวเองนับสิบครั้งลงบนร่างกายของเธอ เพื่อเป็นการตีตราว่าเธอคือ "ทรัพย์สิน" ของเขา
หญิงวัยกลางคนผู้ตกเป็นเหยื่อซึ่งทางมูลนิธิใช้นามสมมติว่า "โยเคอ" ต้องอดทนต่อการถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจนานหลายปี เธออาศัยการดื่มเหล้าและใช้ยาเสพติดเพื่อให้ตัวเองรู้สึกชาชินกับความเจ็บปวด อดีตแฟนหนุ่มจอมบงการของเธอสั่งซื้อเครื่องสักราคาถูกทางออนไลน์ และลงมือสักรอยสักประมาณ 250 จุดลงบนตัวเธอ รวมถึงคำที่แปลได้ว่า "ทรัพย์สินของ…” ตามด้วยชื่อและอักษรย่อของเขา
"เขาจะสักในจุดที่เขาคิดว่าเคยถูกชายอื่นสัมผัส เช่น หน้าอกและก้น มันคือสัญลักษณ์ของการควบคุมและการเป็นเจ้าของ" แอนดี ฮาน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกล่าว พร้อมเสริมว่ารอยสักบางส่วนนั้นอยู่บนใบหน้าและลำคอของเหยื่อสาวด้วย
สำนักข่าวเอ็นแอลไทม์สของเนเธอร์แลนด์ได้เผยแพร่ภาพทั้งก่อนและหลังลบรอยสักของโยเคอ ซึ่งเผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจ จากใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยสักกลายเป็นใบหน้าที่เกือบจะสะอาดหมดจด
ทั้งตัวเหยื่อและมูลนิธิหวังว่าเรื่องราวที่น่าตกใจนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เหยื่อของการทารุณกรรมรายอื่นๆ กล้าที่จะออกมาขอความช่วยเหลือ
"คนที่เคยเจ็บปวดอย่างลึกล้ำสามารถลุกขึ้นยืนใหม่ได้" โยเคอกล่าวในเว็บไซต์ของมูลนิธิ "ถ้าฉันทำได้ คนอื่นก็ทำได้เหมือนกัน"
โยเคอยังกล่าวว่าเธอได้แจ้งความเรื่องการกระทำของอดีตแฟนหนุ่มแล้วต่อทางการเนเธอร์แลนด์แล้ว แต่เขาก็ยังไม่ได้รับบทลงโทษใดๆ
"คนที่มีวิจารณญาณย่อมรู้ดีว่าไม่มีใครสมัครใจไปสักแถวๆ ดวงตา บนจมูก หรือบนหูหรอก" แอนดี ฮาน กล่าว "ท้ายที่สุด ทางการก็ไม่สามารถดำเนินคดีได้ เพราะในทางกฎหมายมันยากที่จะพิสูจน์ อดีตแฟนของเธออ้างว่าเธอให้การยินยอม สำหรับโยเคอแล้ว แบบนี้มันให้ความรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเลย"
โยเคอหวังว่าจะลบรอยสักทั้งหมดให้หมดสิ้นได้ภายในสิ้นปีนี้ แต่บาดแผลทางจิตใจของเธอคงต้องใช้เวลาเยียวยาอีกหลายปี
ที่มา : odditycentral.com
เครดิตภาพ : AFP